ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา จตุตถปาราชิกสิกขาบท
สุทธิกะฌานเป็นต้น

               [กถาว่าด้วยสุทธิกมหาวาร]               
               ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               มหาวาร ๓ คือ สุทธิกวาร (วารกำหนดด้วยการอวดล้วน) ๑ วัตตุกามวาร (วารกำหนดด้วยภิกษุผู้ประสงค์จะอวด) ๑ ปัจจัยปฏิสังยุตตวาร (วารกำหนดด้วยการอวดอันเกี่ยวด้วยปัจจัย) ๑
               บรรดามหาวาร ๓ เหล่านั้น ในสุทธิกวาร ๖ บทเหล่านี้ คือ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ สจฺฉิกตํ มยา ทรงประกอบบทอันหนึ่งๆ ๕ ครั้ง อย่างนี้ว่า ด้วยอาการ ๓ ด้วยอาการ ๔ ด้วยอาการ ๕ ด้วยอาการ ๖ ด้วยอาการ ๗ ในบทอันหนึ่งๆ ตั้งต้นแต่ปฐมฌาน จนถึงบทว่า เปลื้องจิตจากโมหะ ตรัสชื่อว่า สุทธิกนัย.
               ลำดับนั้น เมื่อทรงต่อบทอันหนึ่งๆ กับด้วยปฐมฌาน อย่างนี้ว่า ซึ่งปฐมฌาน ซึ่งทุติยฌาน ดังนี้ ทรงต่อทุกๆ บท ตรัสชื่อว่า ขัณฑจักร โดยอรรถอันพิสดารนั้นเทียว. อธิบายว่า ขัณฑจักรนั้น ตรัสว่าขัณฑจักร เพราะไม่ทรงนำมาประกอบกับฌานมีปฐมฌานเป็นต้นอีก. ลำดับนั้น ทรงต่อบทอันหนึ่งๆ กับด้วยทุติยฌาน อย่างนี้ว่า ซึ่งทุติยฌาน ซึ่งตติยฌาน ดังนี้ แล้วทรงนำมาเชื่อมกับปฐมฌานอีก ตรัสชื่อว่าพัทธจักร โดยอรรถอันพิสดารนั้นเทียว.
               ลำดับนั้น ทรงต่อบทอันหนึ่งๆ กับด้วยฌานมีตติยฌานเป็นต้น อย่างเดียวกับต่อบทหนึ่งๆ กับทุติยฌาน แล้วทรงนำมาเชื่อมกับฌานมีทุติยฌานเป็นต้นอีก ตรัสพัทธจักร ๒๙ แม้อื่น โดยอรรถอันพิสดารนั้นเทียว ให้สำเร็จเป็นเอกมูลกนัยแล้ว.
               อนึ่ง ปาฐะ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้โดยสังเขป. ปาฐะนั้น อันนักศึกษาผู้ไม่หลงงมงาย ควรทราบโดยพิสดาร.
               แม้ทุมูลกนัยเป็นต้น พระองค์ก็ตรัสเหมือนเอกมูลกนัย แล้วได้ตรัสนัย ๔๓๕ นัย ซึ่งมีมูลทุกอย่างเป็นที่สุด. คืออย่างไร? คือ ตรัสวิมูลกนัยไว้ ๒๙ ตรัสติมูลกนัยไว้ ๒๘ ตรัสจตุมูลกนัยไว้ ๒๗.
               แม้ปัญจมูลกนัยเป็นต้น ผู้ศึกษาก็ควรลดลงอย่างละหนึ่งนัย แล้วทราบจนกระทั่งถึงติงสมูลกนัยอย่างนี้. แต่ในปาฐะ ท่านย่อแม้ชื่อของนัยเหล่านั้นเข้าแล้ว แสดงเฉพาะติงสมูลกนัยอันเดียวว่า นี้เป็นมูลกนัยทั้งหมด. ก็เพราะภิกษุไม่ต่อบทสุญญาคารเข้ากับฌาน, (อาบัติ) จึงไม่ถึงที่สุด; เหตุนั้น การประกอบความในบททั้งปวง มีบทว่าเปลื้องจิตจากโมหะเป็นที่สุดนั่นแล พึงทราบว่า ท่านแสดงแล้ว เพราะไม่แตะต้องบทสุญญาคารนั้น. ก็แล ในสุทธิกมหาวารตอนหนึ่งที่ท่านพระอุบาลีกล่าวไว้ ด้วยอำนาจการแสดงเนื้อความนี้ว่า เมื่อภิกษุต่อก็ดี ไม่ต่อก็ดี ซึ่งปฐมฌานเป็นต้นกับทุติยฌานเป็นต้น ตามลำดับก็ดี ผิดลำดับก็ดี อวดอยู่ โดยนัยว่า เราเข้าแล้ว เป็นต้นอย่างนี้ ความพ้นย่อมไม่มี ย่อมต้องปาราชิกแท้ทีเดียว นี้เป็นการพรรณนาเนื้อความโดยสังเขป.
               บทว่า ตีหากาเรหิ คือ ด้วยเหตุ ๓ อย่าง อันเป็นองค์แห่งสัมปชานมุสาวาท.
               คำว่า ปุพฺเพวสฺส โหติ ความว่า ในส่วนเบื้องต้นทีเดียว บุคคลนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักกล่าวเท็จ.
               คำว่า ภณนฺตสฺส โหติ ความว่า บุคคลนั้นกำลังกล่าว ย่อมมีความรู้อย่างนี้ว่า เรากำลังกล่าวเท็จ.
               คำว่า ภณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อกล่าวคำเท็จแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีความรู้อย่างนี้ว่า เรากล่าวคำเท็จแล้ว. อธิบายว่า เมื่อเธอกล่าวคำที่พึงกล่าวนั้นแล้ว ย่อมมีความรู้อย่างนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่า ความรู้อย่างนั้น ย่อมมีแก่บุคคลนั้น ผู้มีคำพูดอันพูดแลัว คือมีคำพูดสำเร็จแล้ว. ในองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนี้ ท่านแสดงอรรถไว้ดังนี้ว่า ภิกษุใด แม้ในเบื้องต้นก็รู้อย่างนี้, แม้กำลังกล่าว ก็รู้อยู่, แม้ในภายหลัง ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ภิกษุนั้น เมื่อกล่าวว่า เราเข้าปฐมฌาน ดังนี้ ย่อมต้องปาราชิก. แม้ท่านแสดงอรรถไว้แล้วก็จริง, ถึงอย่างนั้น ในองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนี้ ยังมีความแปลกกัน ดังนี้ :-
                มีคำถามก่อนว่า เบื้องต้นว่า เราจักพูดมุสา มีอยู่. ส่วนภายหลังว่า เราพูดมุสาแล้ว ไม่มี. จริงอยู่ คนบางคนย่อมลืมคำพูดที่พอพูดออกไปทีเดียว, ภิกษุนั้นจะเป็นปาราชิกหรือไม่เป็น?
                คำถามนั้น ท่านแก้ไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลายอย่างนี้ว่า ภิกษุคิดว่า เราจักพูดเท็จ ในชั้นต้น, และเมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ การไม่รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว ในชั้นหลัง ไม่อาจจะไม่มี, ถึงหากจะไม่มี, ก็เป็นปาราชิกเหมือนกัน. เพราะ ๒ องค์เบื้องต้นนั่นแลเป็นสำคัญ. แม้ภิกษุใด ในชั้นต้นไม่มีความผูกใจว่า เราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว ย่อมรู้ว่า เรากล่าวเท็จ, แม้เมื่อกล่าวแล้ว ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ภิกษุนั้น พระวินัยธรไม่พึงปรับอาบัติ. เพราะส่วนเบื้องต้นสำคัญกว่า, เมื่อเบื้องต้นนั้นไม่มี ย่อมเป็นอันพูดเล่นหรือพูดพลั้งไปก็ได้ ดังนี้แล.
               ก็แล ในคำว่า มุสา ภาณิสฺสํ เป็นต้นนี้ ควรละความมีความรู้อันนั้นและความประชุมพร้อมแห่งความรู้เสีย.
               ข้อว่า ควรละความมีความรู้อันนั้นเสีย ได้แก่ พึงละความมีความรู้อันนั้นนี้ว่า ย่อมรู้ได้ใน ๓ ขณะ ด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น อย่างนี้ว่า ภิกษุรู้อยู่ว่า เราจักกล่าวเท็จ ดังนี้ ด้วยจิตดวงใด ย่อมรู้ว่า เรากำลังกล่าวเท็จ และว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ดังนี้ ด้วยจิตดวงนั้นนั่นแล.
               จริงอยู่ ใครๆ ไม่อาจจะรู้จิตด้วยจิตดวงนั้นนั่นเองได้ เหมือนบุคคลไม่อาจเอาดาบเล่มนั้นตัดดาบเล่มนั้นนั่นเองได้ ฉะนั้นแล. ก็จิตดวงที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยแห่งความเกิดขึ้นอย่างนั้น ของจิตดวงหลังๆ แล้วย่อมดับไป.
               ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า
                                   ส่วนเบื้องต้นเท่านั้น เป็นประมาณ,
                         เมื่อส่วนเบื้องต้นนั้นมีอยู่ คำว่า สองบท
                         ที่เหลือ จักไม่มี ดังนี้นั้น ย่อมไม่มี; เพราะ
                         ฉะนั้น วาจา จึงชื่อว่าองค์ ๓.
               ข้อว่า ควรละความประชุมพร้อมแห่งความรู้ ความว่า จิต ๓ ดวงเหล่านี้ ไม่ควรถือเอาว่า เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน.
               จริงอยู่ ธรรมดาจิตนี้
                                   ย่อมปรากฏเหมือนเป็นดวงเดียว
                         เพราะเกิดขึ้นติดต่อกัน เมื่อดวงแรกยัง
                         ไม่ดับ ดวงหลังก็ยังไม่เกิดขึ้น ดังนี้แล.
               ก็แล ข้าพเจ้าจักกล่าวคำ ที่ถัดจากนี้ต่อไป :-
               บุคคลนี้ใดย่อมกล่าวสัมปชานมุสาวาทว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี. จริงอยู่ ลัทธินี้ของบุคคลนั้น มีอยู่แท้. อนึ่ง ลัทธิอย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี ดังนี้ ย่อมพอใจและชอบใจแก่บุคคลนั้น, และบุคคลนั้นมีจิตมีสภาพอย่างนี้นั่นเทียวว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี, ก็แล ในกาลใด ตนเป็นผู้ใคร่จะกล่าวเท็จ, ในกาลนั้น บุคคลนั้นละ คือทิ้ง ปิดบังความเห็นนั้นหรือความพอใจกับความเห็น ความพอใจกับความเห็นและความพอใจ หรือความเป็นกับความเห็นความพอใจและความชอบใจ แล้วกล่าวทำให้เป็นคำเท็จ; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า จตูหิ อากาเรหิ เป็นอาทิ เพื่อแสดงความต่างแห่งองค์ด้วยอำนาจความเห็นเป็นต้นแม้เหล่านั้น. ก็เพราะในคัมภีร์ปริวาร ท่านกล่าวว่า มุสาวาทมีองค์ ๘ ในอธิการนี้ จึงควรประกอบนัยอันหนึ่งว่า อฏฺฐหากาเรหิ เป็นอีกนัยหนึ่งผสมกับสัญญาที่ท่านประสงค์ ในคัมภีร์ปริวารนั้น.
               ก็แล บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า วินิธายทิฏฺฐึ ตรัสด้วยอำนาจการละธรรมอันมีกำลังเสีย.
               บทว่า วินิธาย ขนฺตึ เป็นอาทิ ตรัสด้วยอำนาจการละธรรมทั้งหลายที่ทรามกำลัง และที่หย่อนกำลังกว่าธรรมที่มีกำลังนั้น.
               ส่วนบทว่า วินิธายสฺญํ นี้ ชื่อว่าแม้เป็นเพียงสัญญาที่เป็นไปด้วยอำนาจการละธรรมที่ทรามกำลังกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้.
               ฐานะว่า ไม่ละ จักกล่าวสัมปชานมุสาวาท นี้จะไม่มี. ก็เพราะไม่เป็นปาราชิก ด้วยคำที่บ่งอนาคตเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าจักเข้า เหตุฉะนั้น บทที่บ่งอดีต และปัจจุบันว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เป็นต้นเท่านั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้ในพระบาลี.
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำแม้ทั้งหมดในสุทธิกมหาวารนี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น. จริงอยู่ ในสุทธิกมหาวารนี้ ไม่มีคำที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยวินิจฉัยนี้ เว้นแต่เนื้อความแห่งบทว่า ราโค เม จตฺโต วนฺโต เป็นต้น ในบทภาชนะแห่งบทว่า การละกิเลส.
               เนื้อความนี้นั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวต่อไป :-
               ก็บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า จตฺโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า รัสด้วยอำนาจการสละภาวะแห่งตน.
               บทว่า วนฺโต นี้ ตรัสด้วยอำนาจแสดงภาวะที่ราคะยึดถือไม่ได้อีก.
               บทว่า มุตฺโน นี้ ตรัสด้วยอำนาจความพ้นจากสันตติ.
               บทว่า ปหีโน นี้ ตรัสด้วยอำนาจแสดงความตั้งลงไม่ได้ ในที่ไหนๆ แม้แห่งราคะที่หลุดไปแล้ว.
               บทว่า ปฏินิสฺสฏฺโฐ นี้ ตรัสด้วยอำนาจแสดงความสละคืนราคะที่เคยยึดถือไว้ในหนหลังเสีย.
               บทว่า อุกฺเขฏิโต นี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแสดงภาวะที่กลับแอบแนบไม่ได้อีก เพราะถูกอริยมรรคถอนขึ้นเสียแล้ว. เนื้อความนี้นั้น ผู้ศึกษาทั้งหลายพึงค้นดูจากคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
               บทว่า สมุกฺเขฏิโต นี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแสดงภาวะที่กลับแอบแนบไม่ได้อีก แม้แห่งราคะที่สหรคตเพียงเล็กน้อย เพราะถอนขึ้นเด็ดขาดด้วยประการฉะนี้.
               สุทธิกวารกถา จบ.               

               [กถาว่าด้วยผู้มีความประสงค์จะกล่าว]               
               เนื้อความแห่งบทว่า ตีหากาเรหิ เป็นอาทิ และประเทศแห่งวารเปยยาลทั้งปวง แม้ในวัตตุกามวาร พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสุทธิกวารนี้แล. ก็วัตตุกามวารนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อกันโอกาสของปาปบุคคลทั้งหลายอย่างเดียว ผู้แสวงหาช่องอย่างนี้ว่า คำนี้ใดเล่า เราประสงค์จะกล่าวคำอื่น กล่าวผิดเป็นคำอื่น; เพราะฉะนั้นอาบัติจึงไม่มีแก่เรา. เหมือนอย่างว่า ภิกษุปรารถนาจะกล่าวว่า พุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ เมื่อกล่าวบทใดบทหนึ่ง บรรดาบทสำหรับบอกลาสิกขามีว่า ธมฺมํ ปจฺจกฺขามิ เป็นต้น ย่อมเป็นผู้บอกลาสิกขาแล้วแท้ เพราะบทเหล่านั้นหยั่งลงในเขต ฉันใดแล, ข้อนี้ก็ฉันนั้น ภิกษุผู้ใคร่จะกล่าวบทใดบทหนึ่งบทเดียว บรรดาบทอุตริมนุสธรรมมีปฐมฌานเป็นต้น แม้เมื่อกล่าวบทใดบทหนึ่งอย่างอื่นจากบทนั้น ย่อมเป็นปาราชิกทีเดียว เพราะบทนั้นหยั่งลงในเขต. แม้ถ้าเธอกล่าวแก่ผู้ใด, ผู้นั้นย่อมรู้ความนั้นในขณะนั้นทันที. ก็แล ลักษณะแห่งการรู้ในการอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริงนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในการบอกลาสิกขานั่นแล.
               แต่ความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :-
               การบอกลาสิกขา ย่อมไม่ถึงความสำเร็จด้วยหัตถมุทธา (ไม่สำเร็จได้ด้วยการกระดิกหัวแม่มือ) การอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริงนี้ ย่อมหยั่งลง (สู่ความสำเร็จ) แม้ด้วยหัตถมุทธา. จริงอยู่ ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริงด้วยความเคลื่อนไหวแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ มีหัตถวิการ (แกว่งมือ) เป็นต้น แก่บุคคลผู้ยืนอยู่ในคลองแห่งวิญญัติ. และบุคคลนั้นรู้ใจความนั้นได้, ภิกษุนั้นเป็นปาราชิกแท้.
               แต่ถ้าเธอบอกแก่ผู้ใด ผู้นั้นไม่เข้าใจ หรือถึงความสงสัยว่า ภิกษุนี้พูดอะไร? หรือพิจารณานานจึงรู้ในภายหลัง ย่อมถึงความนับว่า ผู้ไม่เข้าใจทันทีเหมือนกัน. เมื่อภิกษุบอกแก่บุคคลผู้ไม่เข้าใจทันทีอย่างนั้น เป็นถุลลัจจัย.
               ส่วนบุคคลใดไม่รู้จักอุตริมนุสธรรมมีฌานเป็นต้นด้วยตนเองด้วยอำนาจการได้บรรลุ หรือด้วยอำนาจการเรียนและการสอบถามเป็นต้น ได้ยินแต่เพียงคำว่า ฌาน หรือว่า วิโมกข์ อย่างเดียวเท่านั้น, ถึงบุคคลนั้น เมื่อภิกษุนั้นบอกแล้ว ถ้ารู้ได้แม้เพียงเท่านี้ว่า ได้ยินว่า ภิกษุนี้กล่าวว่า เราเข้าฌานแล้ว ดังนี้ ย่อมถึงความนับว่า รู้ เหมือนกัน, เมื่อภิกษุบอกแก่บุคคลนั้น เป็นปาราชิกแท้.
               ความแปลกกันด้วยอำนาจบุคคลผู้เดียว สองคนหรือมากคน ที่ภิกษุกำหนดไว้ หรือมิได้กำหนดไว้แม้ทั้งหมดนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในกถาว่าด้วยการบอกลาสิกขานั้นแลด้วยประการฉะนี้.
               วัตตุกามวารกถา จบ.               

               กถาว่าด้วยปัจจัยปฏิสังยุตตวาร               
               แม้ในวาระการอวดเกี่ยวด้วยปัจจัย พึงทราบประเภทแห่งวารเปยยาลทั้งหมด และอรรถแห่งบทที่มาในเบื้องต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ แล้วทราบลำดับพระบาลีอย่างนี้ก่อน. ก็ในปัจจัยปฏิสังยุตตวารนี้ ท่านกล่าววารกำหนดด้วยปฐมาวิภัตติ ๕ เหล่านี้ว่า
               ๑. ภิกษุใด อยู่ในวิหารของท่าน
               ๒. ภิกษุใด บริโภคจีวรของท่าน
               ๓. ภิกษุใด ฉันบิณฑบาตของท่าน
               ๔. ภิกษุใด ใช้สอยเสนาสนะของท่าน
               ๕. ภิกษุใด บริโภคคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของท่านดังนี้, กล่าววารกำหนดด้วยตติยาวิภัตติ ๕ มีว่า วิหารของท่าน อันภิกษุใดใช้สอยแล้ว เป็นต้น, กล่าววารกำหนดด้วยทุติยาวิภัตติ ๕ มีว่า ท่านอาศัยภิกษุใดจึงได้ถวายวิหาร ดังนี้เป็นต้นพึงทราบประเภทแห่งวารเปยยาล ในทุกๆ บท มีปฐมฌานเป็นต้นที่ท่านกล่าวไว้ในเบื้องต้นพร้อมกับบทสุญญาคาร ที่กล่าวแล้วในปัจจัยปฏิสังยุตตวารนี้ด้วยอำนาจแห่งวารเหล่านั้น.
               ในปัจจัยปฏิสังยุตตวารนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ว่า
               ก็เพราะภิกษุกล่าวโดยอ้อมอย่างนี้ว่า ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน, วิหารของท่าน อันภิกษุใดอยู่แล้ว, ท่านอาศัยภิกษุใด จึงได้ถวายวิหาร, และเพราะเธอไม่ได้กล่าวว่า เรา ในปัจจัยปฏิสังยุตตวารนี้ แม้เมื่อกล่าวอวดอุตริมนุสธรรมแก่บุคคลผู้เข้าใจทันที จึงเป็นถุลลัจจัย กล่าวอวดแก่บุคคลผู้ไม่เข้าใจทันที จึงเป็นทุกกฏ.

.. อรรถกถา จตุตถปาราชิกสิกขาบท สุทธิกะฌานเป็นต้น จบ.
อ่านอรรถกถา 1 / 1อ่านอรรถกถา 1 / 233อรรถกถา เล่มที่ 1 ข้อ 237อ่านอรรถกถา 1 / 255อ่านอรรถกถา 1 / 657
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=01&A=8761&Z=8935
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :