ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เตรสกัณฑ์
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๓

               สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓               
               ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทวรรณนา               
               ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :-
               พึงทราบวินิจฉัยในทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทนั้นดังนี้ :-

               [อธิบายสิกขาบทวิภังค์ สังฆาทิเสสที่ ๓]               
               บทว่า อาทิสฺส แปลว่า มุ่งถึง.
               หลายบทว่า วณฺณมฺปิ ภณติ เป็นต้น จักมีแจ้งข้างหน้า.
               บทว่า อจฺฉินฺนกา แปลว่า ขาดความเกรงบาป.
               บทว่า ธุตฺติกา แปลว่า ผู้มีมารยา.
               บทว่า อหิริกาโย แปลว่า ผู้ไม่มีความอาย.
               บทว่า โอหสนฺติ แปลว่า แย้มพรายแล้ว หัวเราะเบาๆ.
               บทว่า อุลฺลปนฺติ ความว่า ย่อมกล่าวถ้อยคำแทะโลม มีประการต่างๆ ยกย่องโดยนัยเป็นต้นว่า โอ! พระคุณเจ้า.
               บทว่า อุชฺชคฺฆนฺติ แปลว่า ย่อมหัวเราะลั่น.
               บทว่า อุปฺผณฺเฑนฺติ ความว่า กระทำการเยาะเย้ยโดยนัยเป็นต้นว่า นี้เป็นบัณเฑาะก์ นี้มิใช่ผู้ชาย.
               บทว่า สารตฺโต แปลว่า กำหนัดแล้ว ด้วยความกำหนัด โดยอำนาจแห่งความพอใจในวาจาชั่วหยาบ.
               บทว่า อเปกฺขวา ปฏิพทฺธจิตฺโต มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               ในสิกขาบทนี้ พึงประกอบราคะด้วยอำนาจแห่งความยินดีในวาจาอย่างเดียว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงมาตุคามที่ทรงประสงค์ในคำว่า มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ นี้ จึงตรัสคำว่า มาตุคาโม เป็นอาทิ.
               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยคำว่า เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถทราบถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตทุพภาษิต วาจาชั่วหยาบและสุภาพได้ นี้ท่านพระอุบาลีแสดงว่า หญิงที่เป็นผู้ฉลาด สามารถเพื่อจะทราบถ้อยคำที่เป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ ถ้อยคำที่พาดพิงอสัทธรรมและสัทธรรมทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้, ส่วนหญิงที่โง่เขลาเบาปัญญาแม้เป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้.
               บทว่า โอภาเสยฺย ความว่า พึงพูดเคาะ คือพูดพาดพิงอสัทธรรมมีประการต่างๆ. ก็เพราะชื่อว่า การพูดเคาะของภิกษุผู้พูดอย่างนี้ โดยความหมาย เป็นอัชฌาจาร คือเป็นความประพฤติล่วงละเมิดเขตแดนแห่งความสำรวมด้วยอำนาจแห่งราคะ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า บทว่า โอภาเสยฺย คือ ที่เรียกว่าอัชฌาจาร.
               คำว่า ตํ ในคำว่า ยถาตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า เหมือนชายหนุ่มพูดเคาะหญิงสาวฉะนั้น.
               คำเป็นต้นว่า เทฺว มคฺเค อาทิสฺส ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพื่อทรงแสดงอาการที่เป็นเหตุให้เป็นสังฆาทิเสส แก่ภิกษุผู้พูดเคาะ (หญิง).

               [อธิบายบทภาชนีย์ สังฆาทิเสสที่ ๓]               
               บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เทฺว มคฺเค ได้แก่ วัจจมรรคกับปัสสาวมรรค. คำที่เหลือปรากฏแล้วแต่แรกในอุเทศนั่นแล. ก็ในอุเทศคำว่า พูดชม คือพูดว่า เธอเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยลักษณะของหญิงคือด้วยศุภลักษณะ, อาบัติยังไม่ถึงที่สุดก่อน. พูดว่า วัจจมรรคและปัสสาวมรรคของเธอเป็นเช่นนี้, เธอเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยลักษณะของสตรี คือด้วยศุภลักษณะเช่นนี้ ด้วยเหตุเช่นนั้น, อาบัติย่อมถึงที่สุด คือเป็นสังฆาทิเสส.
               ก็สองบทว่า วณฺเณติ ปสํสติ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า พูดชม.
               บทว่า ขุ ํเสติ ความว่า ย่อมพูดกระทบกระเทียบด้วยประตัก คือวาจา.
               บทว่า วมฺเภติ แปลว่า พูดรุกราน.
               บทว่า ครหติ แปลว่า ย่อมกล่าวโทษ.
               แต่เมื่อยังไม่พูดเชื่อมต่อกับ ๑๑ บท มีบทว่า อนิมิตฺตาสิ เป็นต้นซึ่งมาในบาลีข้างหน้า อาบัติยังไม่ถึงที่สุด, ถึงแม้เชื่อมแล้ว เมื่อพูดเชื่อมด้วย ๓ บทเหล่านี้ว่า เธอเป็นคนมีเดือย, เธอเป็นคนผ่า, เธอเป็นคน ๒ เพศ ดังนี้เท่านั้น
               ในบรรดา ๑๑ บทเหล่านั้น จึงเป็นสังฆาทิเสส. แม้ในการพูดขอว่า เธอจงให้แก่เรา อาบัติยังไม่ถึงที่สุด ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ ต่อเมื่อพูดเชื่อมด้วยเมถุนธรรมอย่างนี้ว่า เธอจงให้เมถุนธรรม เป็นสังฆาทิเสส. แม้ในคำพูดอ้อนวอนว่า เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใสเป็นต้น อาบัติยังไม่ถึงที่สุด ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ แต่เมื่อพูดเชื่อมด้วยเมถุนธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใส, เมื่อไร เราจักได้เมถุนธรรมของเธอ หรือว่า เมื่อมารดาของเธอเลื่อมใสแล้ว เราจักได้เมถุนธรรม ดังนี้ เป็นสังฆาทิเสส. แม้ในคำถามเป็นต้นว่า เธอให้แก่สามีอย่างไร? เมื่อพูดคำว่า เมถุนธรรม เท่านั้น จึงเป็นสังฆาทิเสส หาเป็นโดยประการอื่นไม่. แม้ในคำพูดสอบถามว่า ได้ยินว่า เธอให้แก่สามีอย่างนี้หรือ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในการบอกดังนี้ :-
               สองบทว่า ปุฏฺโฐ ภณติ มีความว่า ภิกษุถูกผู้หญิงถามว่า เมื่อให้อย่างไร จึงจะเป็นที่รักของสามี? แล้วบอก. ก็ในการบอกนั้น แม้เมื่อพูดว่า จงให้อย่างนี้ เมื่อให้อย่างนี้ อาบัติยังไม่ถึงที่สุด, แต่เมื่อเชื่อมด้วยเมถุนธรรมเท่านั้น โดยนัยเป็นต้นว่า เธอจงให้ จงน้อมเข้าไปซึ่งเมถุนธรรมอย่างนี้, เมื่อให้ เมื่อน้อมเข้าไปซึ่งเมถุนธรรมอย่างนี้จะเป็นที่รัก เป็นสังฆาทิเสส.
               แม้ในการกล่าวสอน ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               วินิจฉัยในอักโกสนิเทศ พึงทราบดังนี้ :-
               บทว่า อนิมิตฺตาสิ แปลว่า เธอเป็นคนปราศจากนิมิต.
               มีอธิบายว่า ช่องปัสสาวะของเธอมีประมาณเท่ารูกุญแจเท่านั้น.
               บทว่า นิมิตฺตมตฺตาสิ แปลว่า นิมิตสตรีของเธอ ไม่เต็มบริบูรณ์.
               มีอธิบายว่า สักแต่ว่าเป็นที่หมายรู้เท่านั้น.
               บทว่า อโลหิตา แปลว่า มีช่องคลอดแห้ง.
               บทว่า ธุวโลหิตา แปลว่า มีช่องคลอดที่เปียกชุ่มไปด้วยโลหิตเป็นนิตย์.
               บทว่า ธุวโจลา แปลว่า มีผ้าลิ่มจุกอยู่เป็นนิตย์.
               มีอธิบายว่า เธอใช้ผ้าซับเสมอ.
               บทว่า ปคฺฆรนฺติ แปลว่า ย่อมไหลออก.
               มีอธิบายว่า น้ำมูตรของเธอไหลออกอยู่เสมอ.
               บทว่า สิขิรณี แปลว่า มีเนื้อเดือยยื่นออกมาข้างนอก. หญิงที่ไม่มีนิมิตเลย ท่านเรียกว่า หญิงบัณเฑาะก์, หญิงที่มีหนวดและเครา รูปร่างคล้ายผู้ชาย ท่านเรียกว่า หญิงคล้ายผู้ชาย.
               บทว่า สมฺภินฺนา ความว่า มีช่องทวารหนักและช่องทวารเบา ปนกัน.
               บทว่า อุภโตพฺยญฺชนา ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยเพศทั้งสอง คือ เครื่องหมายเพศสตรี ๑ เครื่องหมายเพศบุรุษ ๑.
               ก็บรรดา ๑๑ บทเหล่านี้ ๓ บทล้วนๆ นี้ คือ เธอมีเดือย, เธอเป็นคนผ่า, เธอเป็นคนสองเพศ เท่านั้น ย่อมถึงที่สุด. ๓ บทนี้ และ ๓ บทก่อนๆ คือ บทว่าด้วยวัจจมรรคปัสสาวมรรค และเมถุนธรรม รวมเป็น ๖ บทล้วนๆ ทำให้เป็นอาบัติได้ ด้วยประการฉะนี้.
               บทที่เหลือเป็นต้นว่า เธอเป็นคนไม่มีนิมิต ซึ่งเชื่อมในบทว่าไม่มี นิมิต ด้วยเมถุนธรรมแล้วนั่นแล โดยนัยเป็นต้นว่า เธอจงให้เมถุนธรรมแก่เรา หรือว่า เธอเป็นคนไม่มีนิมิต จงให้เมถุนธรรมแก่เรา พึงทราบว่า เป็นบทก่อให้เป็นอาบัติได้.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงชนิดแห่งอาบัติโดยพิสดารด้วยสามารถแห่งอาการมีการพูดชมเป็นต้นเหล่านี้ พาดพิงถึงวัจจมรรคและปัสสาวมรรค ของภิกษุผู้กำหนัด มีจิตแปรปรวนพูดเคาะมาตุคาม จึงตรัสคำว่า อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี เป็นต้น. เนื้อความแห่งบทเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว ในกายสังสัคคะนั่นแล.
               ส่วนความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อธกฺขกํ คือ เบื้องต่ำตั้งแต่รากขวัญลงมา.
               บทว่า อุพฺภชานุมณฺฑลํ คือ เบื้องบนตั้งแต่มณฑลเข่าขึ้นไป.
               บทว่า อพฺภกฺขกํ คือ บนตั้งแต่รากขวัญขึ้นไป.
               บทว่า อโธชานุมณฺฑลํ คือ ต่ำตั้งแต่มณฑลเข่าลงไป.
               ก็รากขวัญ (ไหปลาร้า) และมณฑลเข่า สงเคราะห์เข้าในเขตแห่งทุกกฎ เฉพาะในสิกขาบทนี้ เหมือนในกายสังสัคคะของนางภิกษุณี. แท้จริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงบัญญัติครุกาบัติให้มีส่วนเหลือหามิได้แล.
               บทว่า กายปฏิพทฺธํ ได้แก่ ผ้าบ้าง ดอกไม้บ้าง เครื่องประดับบ้าง.

               [ว่าด้วยอนาปัตติวาร]               
               บทว่า อตฺถปุเรกฺขารสฺส ความว่า ผู้กล่าวอรรถแห่งบทเป็นต้นว่า อนิมิตฺตาสิ หรือผู้ทำการสาธยายอรรถกถา.
               บทว่า ธมฺมปุเรกฺขารสฺส ความว่า ผู้บอก หรือสาธยายพระบาลีอยู่. เมื่อภิกษุมุ่งอรรถ มุ่งธรรม กล่าวอย่างนี้ ชื่อว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ผู้มุ่งอรรถและมุ่งธรรม.
               บทว่า อนุสาสนีปุเรกฺขารสฺส ความว่า เมื่อภิกษุมุ่งสั่งสอนกล่าวอย่างนี้ว่า ถึงบัดนี้ เธอก็เป็นคนไม่มีนิมิต, เป็นคนสองเพศ, เธอพึงทำความไม่ประมาทเสีย แต่บัดนี้, เธออย่าเป็นเหมือนอย่างนี้ต่อไปเลย ชื่อว่าไม่เป็นอาบัติแก่ผู้มุ่งคำสอน. ส่วนภิกษุใด เมื่อบอกบาลีแก่พวกนางภิกษุณี ละทำนองพูดตามปกติเสีย หัวเราะเยาะพูดย้ำๆ อยู่ว่า เธอเป็นคนมีเดือย, เป็นคนผ่า, เป็นคนสองเพศ, ภิกษุนั้นเป็นอาบัติแท้. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุบ้า. พระอุทายีเถระเป็นต้นบัญญัติในสิกขาบทนี้ ไม่เป็นอาบัติแก่ท่านผู้เป็นต้นบัญญัติฉะนี้แล.
               บทภาชนียวรรณนา จบ.               

               บรรดาปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ ย่อมเกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๒ ฉะนี้แล.

               วินีตวัตถุในตติยสังฆาทิเสส               
               บรรดาวินีตวัตถุ พึงทราบวินิจฉัยในเรื่องโลหิต ดังนี้ :-
               ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงนิมิตที่มีโลหิตของหญิง, หญิงนอกนี้ไม่รู้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นทุกกฏ.
               บทว่า กกฺกสโลมํ แปลว่า มีขนมากด้วยขนสั้นๆ.
               บทว่า อากิณฺณโลมํ แปลว่า มีขนรกรุงรัง.
               บทว่า ขรโลมํ แปลว่า มีขนกระด้าง.
               บทว่า ทีฆโลมํ แปลว่า มีเส้นขนไม่สั้น (ขนยาว). คำทั้งหมด ภิกษุเหล่านั้นกล่าวหมายถึงนิมิตของหญิงทั้งนั้น.
               ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงอสัทธรรมว่า เธอหว่านนาแล้วหรือ? หญิงนั้นไม่เข้าใจ จึงกล่าวว่า (หว่านแล้ว) แต่ยังไม่ได้กลบเจ้าค่ะ!
               พืชที่ชื่อว่ากลบแล้ว ได้แก่ พืชที่เขาให้ตั้งขึ้นใหม่ (ให้หว่านซ่อม) ในโอกาสที่พืชทั้งหลายตั้งไม่ติด (ไม่งอก) หรือในโอกาสที่มีพืชถูกพวกแมลงทำให้เสียหาย แล้วราดให้เสมอด้วยน้ำ ในนาหว่านมีน้ำ (และ) พืชที่เขาเกลี่ยให้เสมอด้วยคราดมีฟัน ๘ ซี่ซ้ำอีก เพื่อต้องการทำให้พืชทั้งหลาย ที่ตกลงไปไม่สม่ำเสมอกัน ให้สม่ำเสมอกันในนาหว่านที่ดอน. บรรดาพืชเหล่านั้น หญิงนี้กล่าวหมายเอาพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง.
               ในเรื่องทาง คำว่า ทางของเธอราบรื่นดอกหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงทางองคชาต. คำที่เหลือมีเนื้อความกระจ่างทั้งนั้นแล.

               ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทวรรณนา ในอรรถกถาพระวินัย               
               ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ.               
               ------------------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 1 / 1อ่านอรรถกถา 1 / 375อรรถกถา เล่มที่ 1 ข้อ 397อ่านอรรถกถา 1 / 414อ่านอรรถกถา 1 / 657
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=01&A=13714&Z=14203
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :