ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เตรสกัณฑ์
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐

               สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐               
               ปฐมสังฆเภทสิกขาบทวรรณนา               
               สังฆเภทสิกขาบทว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เป็นต้น
               ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป.
               ในสังฆเภทสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

               [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระเทวทัต]               
               ในคำว่า อถโข เทวทตฺโต เป็นต้นนี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               เรื่องพระเทวทัต เรื่องที่พระเทวทัตบวช และเหตุที่ไปหาพรรคพวก มีภิกษุโกกาลิกเป็นต้น แล้วกล่าวชักชวนว่า มาเถิด ผู้มีอายุ! พวกเราจักกระทำสังฆเภท จักรเภท แก่พระสมณโคดม ดังนี้ เป็นต้น ทั้งหมดมาแล้วในสังฆเภทขันธกะนั้นแล.
               ส่วนเรื่องขอวัตถุ ๕ จักมาในสังฆเภทขันธกะนั้นเหมือนกัน แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวในเรื่องขอวัตถุ ๕ นี้ก่อน แล้วจึงจักผ่านไป เพราะเรื่องมาในสังฆเภทสิกขาบทนี้ ก็มี.
               คำว่า สาธุ ภนฺเต ได้แก่ การทูลขอพระวโรกาส.
               คำว่า ภิกฺขู ยาวชีวํ อารญฺญิกา อสฺสุ มีความว่า ภิกษุทั้งหมดสมาทานอรัญญิกธุดงค์แล้ว จงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร คือจงอยู่แต่ในป่าเท่านั้น ตลอดชีวิต.
               ด้วยคำว่า โย คามนฺตํ โอสเรยฺย วชฺชํ นํ ผุเสยฺย พระเทวทัตกล่าวด้วยความประสงค์ว่า ภิกษุใด คือแม้ภิกษุรูปหนึ่งละป่าเข้าสู่เขตบ้าน เพื่อต้องการจะอยู่, โทษพึงต้องภิกษุนั้น คือโทษจงต้องภิกษุนั้น ได้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงปรับภิกษุนั้นด้วยอาบัติ. แม้ในวัตถุที่เหลือ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               สองบทว่า ชนํ สญฺญาเปสฺสาม มีความว่า พวกเราจักยังประชาชนให้เข้าใจว่า พวกเราเป็นผู้มีความมักน้อยเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบายว่า พวกเราจักให้ประชาชนยินดีพอใจ คือจักให้เลื่อมใส.
               ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าพอทรงสดับคำของพระเทวทัตผู้ทูลขอวัตถุ ๕ นี้เท่านั้น ก็ทรงทราบได้ว่า เทวทัตนี้มีความต้องการจะทำลายสงฆ์จึงขอ.
               ก็เพราะวัตถุ ๕ นั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ย่อมเป็นไปเพื่ออันตรายแก่มรรคของเหล่ากุลบุตรเป็นอันมาก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปฏิเสธว่า อย่าเลย เทวทัต! แล้วตรัสว่า ภิกษุใดปรารถนา, ภิกษุนั้นจงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด ดังนี้เป็นต้น.

               [พระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในข้อนี้]               
               อนึ่ง ในคำว่า โย อิจฺฉติ เป็นต้นนี้ กุลบุตรควรทราบความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทราบความสมควรแก่ตน. จริงอยู่ ความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในคำว่า โย อิจฺฉติ เป็นต้นนี้ดังต่อไปนี้ :-
               ภิกษุรูปหนึ่งมีอัธยาศัยใหญ่ มีอุตสาหะมาก ย่อมสามารถเพื่องดเสนาสนะใกล้แดนบ้านเสียแล้ว อยู่ในป่ากระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ภิกษุรูปหนึ่งที่มีกำลังอ่อนแอ มีเรี่ยวแรงน้อย ย่อมไม่สามารถจะอยู่ในป่า (กระทำที่สุดทุกข์ได้), สามารถแต่ในคามเขตเท่านั้น. รูปหนึ่งมีกำลังมาก มีธาตุเป็นไปสม่ำเสมอ สมบูรณ์ด้วยอธิวาสนขันติมีจิตคงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ย่อมสามารถทั้งในป่า ทั้งในเขตบ้านได้ทั้งนั้น. รูปหนึ่งไม่อาจทั้งในเขตบ้าน ทั้งในป่า คือเป็นปทปรมบุคคล.
               บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนี้ใดมีอัธยาศัยใหญ่ มีอุตสาหะมาก ย่อมสามารถเพื่องดเสนาสนะใกล้แดนบ้านเสียแล้ว อยู่ในป่ากระทำที่สุดทุกข์ได้, ภิกษุรูปนั้น จงอยู่ในป่าเท่านั้นเถิด การอยู่ในป่านี้ สมควรแก่เธอ. แม้พวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นของเธอ ศึกษาตามอยู่ จักสำคัญข้อที่ตนควรอยู่ในป่าด้วย.
               อนึ่ง ภิกษุรูปใดมีกำลังอ่อนแอ มีเรี่ยวแรงน้อย ย่อมอาจจะกระทำที่สุดทุกข์ได้ในแดนบ้านเท่านั้น ในป่าไม่อาจ, ภิกษุนั้นจงอยู่แต่ในเขตบ้านนั้นก็ได้. ส่วนภิกษุรูปใดซึ่งมีกำลังแข็งแรง มีธาตุเป็นไปสม่ำเสมอ สมบูรณ์ด้วยอธิวาสนขันติ มีจิตคงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ย่อมอาจทั้งในป่าทั้งในแดนบ้านทีเดียว. แม้รูปนี้ จงละเสนาสนะใกล้แดนบ้านเสียแล้ว อยู่ในป่าเถิด การอยู่ในป่านี้สมควรแก่เธอ. แม้พวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นของเธอ ศึกษาตามอยู่ จักสำคัญข้อที่ตนควรอยู่ป่า.
               ส่วนภิกษุนี้ใดซึ่งไม่อาจทั้งในแดนบ้าน ไม่อาจทั้งในป่า เป็นปทปรมบุคคล, แม้รูปนี้ ก็จงอยู่ในป่านั้นเถิด. เพราะว่า การเสพธุดงคคุณและการเจริญกรรมฐานนี้ของเธอ จักเป็นอุปนิสัยเพื่อมรรคและผลต่อไป (ในอนาคต). แม้พวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นของเธอเมื่อศึกษาตาม จักสำคัญข้อที่ตนควรอยู่ป่า ฉะนี้แล. ภิกษุนี้ใดซึ่งเป็นผู้มีกำลังอ่อนแอ มีเรี่ยวแรงน้อยอย่างนี้ เมื่ออยู่ในแดนบ้านเท่านั้น จึงอาจเพื่อจะทำที่สุดทุกข์ได้ ในป่า ไม่อาจ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงบุคคลเช่นนี้ จึงตรัสว่า โย อิจฺฉติ คามนฺเต วิหรตุ (ภิกษุใดปรารถนา, ภิกษุนั้นจงอยู่ในแดนบ้านเถิด) ดังนี้. และบุคคลนี้ได้ให้ช่องแม้แก่คนเหล่าอื่น.
               ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงรับรองวาทะของพระเทวทัตไซร้, บุคคลนี้ใดซึ่งมีกำลังอ่อนแอ มีเรี่ยวแรงน้อยตามปกติ, ถึงบุคคลใดสามารถอยู่ในป่าสำเร็จได้แต่ในเวลายังเป็นหนุ่ม ต่อมาในเวลาแก่ตัวลง หรือในเวลาเกิดธาตุกำเริบ เพราะลมและดีเป็นต้นอยู่ป่าไม่สำเร็จ, แต่เมื่ออยู่ในแดนบ้านเท่านั้น จึงอาจกระทำที่สุดทุกข์ได้. บุคคลเหล่านั้นจะพึงสูญเสียอริยมรรคไป ไม่พึงบรรลุอรหัตผลได้, สัตถุศาสน์พึงกลายเป็นนอกธรรมนอกวินัย ยุ่งเหยิง ไม่เป็นไปเพื่อนำออกจากทุกข์, และพระศาสดาจะพึงเป็นผู้มิใช่พระสัพพัญญูของบุคคลจำพวกนั้น ทั้งจะพึงถูกตำหนิติเตียนว่า ทรงทิ้งวาทะของพระองค์เสีย ไปตั้งอยู่ในวาทะของพระเทวทัต ดังนี้.
               เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงสงเคราะห์บุคคลทั้งหลายผู้เห็นปานนี้ จึงทรงปฏิเสธวาทะของพระเทวทัต. ในเรื่องแห่งภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรก็ดี ในเรื่องแห่งภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรก็ดี ในเรื่องแห่งภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอด ๘ เดือนก็ดี พึงทราบวินิจฉัยโดยอุบายนี้นั่นแล. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเสนาสนะโคนไม้ตลอด ๔ เดือน (ฤดูฝน) เท่านั้น.

               [ปลาเนื้อบริสุทธิ์โดยส่วน ๓ เป็นกัปปิยมังสะควรฉันได้]               
               พึงทราบวินิจฉัยในเรื่องปลาและเนื้อ ดังนี้ :-
               บทว่า ติโกฏิปริสุทฺธํ ได้แก่ บริสุทธิ์โดยส่วน ๓.
               อธิบายว่า เว้นจากที่ไม่บริสุทธิ์ มีการเห็นเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ.
               บรรดามังสะ ๓ อย่างนั้น มังสะที่ชื่อว่า ไม่ได้เห็น คือไม่เห็นชาวบ้านฆ่าเนื้อและปลา เอามาเพื่อประโยชน์แก่พวกภิกษุ. ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือไม่ได้ยินว่า พวกชาวบ้านฆ่าเนื้อ ปลา เอามาเพื่อประโยชน์แก่พวกภิกษุ, ส่วนที่ไม่ได้รังเกียจ ผู้ศึกษาควรรู้จักมังสะที่รังเกียจด้วยการเห็น รังเกียจด้วยการได้ยิน และที่รังเกียจพ้นจากเหตุทั้งสองนั้น แล้วพึงทราบโดยส่วนตรงกันข้ามจากสามอย่างนั้น.
               คือ อย่างไร? คือว่า พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นพวกชาวบ้านถือแหและตาข่ายเป็นต้น กำลังออกไปจากบ้าน หรือกำลังเที่ยวไปในป่า. และในวันรุ่งขึ้น พวกชาวบ้านนำบิณฑบาตมีปลาและเนื้อมาถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้เข้าไปยังบ้านนั้นเพื่อบิณฑบาต. ภิกษุเหล่านั้นรังเกียจด้วยการได้เห็นนั้นว่า พวกชาวบ้านทำเนื้อเพื่อประโยชน์แก่พวกภิกษุหรือหนอแล? มังสะนี้ ชื่อว่า รังเกียจโดยได้เห็นมา, จะรับมังสะเช่นนั้น ไม่ควร. มังสะที่ไม่ได้รังเกียจเช่นนั้นจะรับ ควรอยู่.
               ก็ถ้าพวกชาวบ้านเหล่านั้น ถามว่า ทำไม ขอรับ! ท่านจึงไม่รับ? ได้ฟังความนั้นแล้ว พูดว่า มังสะนี้ พวกกระผมไม่ได้กระทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย, พวกกระผมกระทำเพื่อประโยชน์แก่ตนบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ข้าราชการเป็นต้นบ้าง ดังนี้, มังสะนั้น ควร.
               ภิกษุทั้งหลายหาเห็นไม่แล, แต่ได้ฟังว่า ได้ยินว่า พวกชาวบ้านีมีมือถือแหและตาข่ายออกจากบ้าน หรือเที่ยวไปในป่า และในวันรุ่งขึ้น พวกชาวบ้านนำบิณฑบาตมีปลาและเนื้อมาถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้เข้าไปยังบ้านนั้น เพื่อบิณฑบาต. พวกเธอสงสัยด้วยการได้ยินนั้นว่า เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย หรืออย่างไรหนอ? มังสะนี้ ชื่อว่ารังเกียจด้วยได้ยินมา. จะรับมังสะนั้น ไม่ควร. มังสะที่ไม่ได้สงสัยอย่างนี้จะรับ ควรอยู่. ก็ถ้าพวกชาวบ้านเหล่านั้น ถามว่า ทำไม ขอรับ! ท่านจึงไม่รับเล่า? ได้ฟังความนั้นแล้ว จึงพูดว่า มังสะนี้ พวกกระผมไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย, พวกกระผมทำเพื่อประโยชน์แก่ตนเองบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ข้าราชการเป็นต้นบ้าง ดังนี้, มังสะนั้นควรอยู่.
               อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟังมาเลย, แต่เมื่อพวกภิกษุเหล่านั้นเข้าไปยังบ้านนั้นเพื่อบิณฑบาต ชาวบ้านรับบาตรไปแล้ว จัดบิณฑบาตมีปลา เนื้อ นำมาถวาย. พวกเธอรังเกียจว่า มังสะนี้ เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย หรืออย่างไรหนอ? นี้ชื่อว่า มังสะที่รังเกียจพ้นจากเหตุทั้งสองนั้น. แม้มังสะเช่นนั้น ก็ไม่สมควรรับ. มังสะที่ไม่ได้รังเกียจอย่างนั้น จะรับ ควรอยู่.
               ก็ถ้าว่าพวกชาวบ้านเหล่านั้นถามว่า ทำไม ขอรับ! พวกท่านจึงไม่รับ? แล้วได้ฟังความนั้น จึงพูดว่า มังสะนี้ พวกกระผมไม่ได้กระทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย, พวกกระผมกระทำเพื่อประโยชน์แก่ตนบ้าง เพื่อประโยชน์แก่พวกข้าราชการเป็นต้นบ้าง, หรือว่า พวกกระผมได้ปวัตตมังสะ เฉพาะที่เป็นกัปปิยะเท่านั้น จึงปรุงให้สำเร็จเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย มังสะนั้น ควรอยู่.
               แม้ในมังสะที่เขาทำเพื่อประโยชน์แห่งเปตกิจ แก่ผู้ตายไปแล้วก็ดี เพื่อประโยชน์ แก่งานมงคลเป็นต้นก็ดี ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ มังสะชนิดใดๆ ที่เขาไม่ได้กระทำเพื่อภิกษุทั้งหลายเลย และภิกษุก็ไม่มีความสงสัยในมังสะใด, มังสะนั้นๆ ควรทั้งนั้น.
               ก็ถ้าว่า มังสะที่เขาทำอุทิศพวกภิกษุในวิหารหนึ่ง และพวกเธอไม่ทราบว่าเขากระทำเพื่อประโยชน์ตน, แต่ภิกษุพวกอื่นรู้, พวกใดรู้ ไม่ควรแก่พวกนั้น. พวกอื่นไม่รู้ แต่พวกเธอเท่านั้นรู้, ย่อมไม่ควรเฉพาะพวกเธอนั้น แต่ควรสำหรับพวกอื่น. แม้พวกเธอรู้อยู่ว่า เขากระทำเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา, ถึงภิกษุพวกอื่นก็รู้ว่า เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุพวกนี้ ไม่ควรแก่พวกเธอทั้งหมด. พวกภิกษุทั้งหมดไม่รู้ ย่อมควรแก่พวกเธอทั้งหมด. บรรดาสหธรรมิกทั้ง ๕ มังสะอันเขาทำเจาะจงเพื่อประโยชน์แก่สหธรรมิกรูปใดรูปหนึ่งก็ตาม ย่อมไม่สมควรแก่สหธรรมิกทั้งนั้น.
               ถามว่า ก็ถ้าว่า มีบุคคลบางคนฆ่าสัตว์ เจาะจงภิกษุรูปหนึ่งบรรจุบาตรให้เต็มแล้ว ถวายแก่ภิกษุรูปนั้น และเธอรู้อยู่ด้วยว่า มังสะเขากระทำเพื่อประโยชน์ตน รับไปแล้วถวายแก่ภิกษุรูปอื่น ภิกษุรูปอื่นนั้นฉันด้วยเชื่อภิกษุนั้น, ใครต้องอาบัติเล่า?
               ตอบว่า ไม่ต้องอาบัติแม้ทั้งสองรูป.
               ด้วยว่า มังสะที่เขาทำเฉพาะภิกษุใด ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุนั้น เพราะเธอไม่ได้ฉัน, และไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุนอกนี้ เพราะไม่รู้. แท้จริง ในการรับกัปปิยมังสะ ไม่เป็นอาบัติ. แต่ภิกษุไม่รู้ ฉันมังสะที่เขากระทำเจาะจง ภายหลังรู้เข้า กิจด้วยการแสดงอาบัติ ไม่มี. ส่วนภิกษุไม่รู้ ฉันอกัปปิยมังสะ แม้ภายหลังรู้เข้า พึงแสดงอาบัติ. จริงอยู่ เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รู้แล้ว ฉันมังสะที่เขาทำเจาะจง. และเป็นอาบัติเหมือนกัน แม้แก่ภิกษุผู้ไม่รู้ ฉันอกัปปิยมังสะ. เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้เกรงกลัวต่ออาบัติ แม้เมื่อกำหนดรูปการณ์ พึงถามก่อนแล้วจึงรับประเคนมังสะ, จะรับประเคนด้วยใจตั้งว่า ในเวลาฉันเราจักถามแล้ว จึงจะฉัน ควรถามก่อนแล้ว จึงฉัน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะมังสะรู้ได้ยาก.
               ความจริง เนื้อหมี ก็คล้ายกับเนื้อสุกร. เนื้อเสือเหลืองเป็นต้น ก็เหมือนกับเนื้อมฤคเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น เพราะอาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า การถามแล้วจึงรับประเคนนั่นแล เป็นธรรมเนียม.

               [แก้อรรถตอนพระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕]               
               สองบทว่า หฏฺโฐ อุทคฺโค ได้แก่ เป็นผู้ยินดีแล้ว และมีกายใจฟูขึ้นแล้ว.
               ได้ยินว่า พระเทวทัตนั้นคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ เหล่านี้, บัดนี้ เราจักอาจเพื่อทำสังฆเภท ดังนี้ จึงได้แสดงอาการลิงโลดแก่พระโกกาลิก ไม่รู้ว่าทุกข์ที่ตนจะพึงบังเกิดในอเวจีแล้วเสวย แม้ซึ่งใกล้เข้ามาเพราะสังฆเภทเป็นปัจจัย ร่าเริงเบิกบานใจว่า บัดนี้ เราได้อุบายเพื่อทำลายสงฆ์ เหมือนดังบุรุษผู้ประสงค์จะกินยาพิษตาย หรือประสงค์จะเอาเชือกผูกคอตาย หรือประสงค์จะเอาศัสตรามาฆ่าตัวตาย ได้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งมียาพิษเป็นต้น ไม่รู้จักทุกข์ คือความตายแม้ใกล้เข้ามา เพราะการกินยาพิษเป็นต้นนั้นเป็นปัจจัย เป็นผู้ร่าเริงเบิกบานใจอยู่ ฉะนั้น จึงพร้อมด้วยบริษัทลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเป็นผู้ร่าเริงนั่นแล ได้กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
               ก็ในคำว่า เต มยํ อิเมหิ ปญฺจหิ วตฺถูหิ สมาทาย วตฺตาม นี้ แม้เมื่อพระเทวทัตควรจะกล่าวคำว่า อิมานิ ปญฺจ วตฺถูนิ ดังนี้ ไม่ทันได้สังเกตความผิดพลาดแห่งวิภัตติ ด้วยอำนาจแห่งวิตกเนืองๆ ว่า เต มยํ อิเมหิ ปญฺจหิ วตฺถูหิ ชนํ สญฺญาเปสฺสาม (พวกเรานั้นจักยังประชาชนให้ยินยอมด้วยวัตถุ ๕ เหล่านี้) ดังนี้ จึงกล่าวตามควรแก่ความรำพึงเนืองๆ นั่นแลว่า เต มยํ อิเมหิ ปญฺจหิ วตฺถูหิ... (พวกเรานั้นจะสมาทานประพฤติด้วยวัตถุ ๕ เหล่านี้) เหมือนกับคนมีจิตฟุ้งซ่านฉะนั้นแล.
               สองบทว่า ธุตา สลฺเลขวุตฺติโน มีความว่า ผู้ชื่อว่า ธุตะ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปฏิปทาอันกำจัดเสียซึ่งกิเลส, และผู้ชื่อว่ามีความประพฤติขัดเกลา เพราะภิกษุเหล่านี้มีความประพฤติขัดเกลากิเลสทั้งหลาย.
               บทว่า พาหุลฺลิโก มีความว่า ภาวะที่ปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้นมีมาก ชื่อว่า พาหุลละ. ความที่ปัจจัย ๔ มีมาก มีแก่พระโคดมนั้น เหตุนั้น พระโคดมนั้น ชื่อว่า พาหุลลิกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระโคดมนั้นเป็นผู้ประกอบ คือตั้งอยู่ในความมีปัจจัยมากนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า พาหุลลิกะ (เป็นผู้มีความมักมาก).
               สองบทว่า พาหุลฺลาย เจเตติ มีความว่า ย่อมคิด คือย่อมดำริ ย่อมตรึก เพื่อต้องการความมีปัจจัยมาก. อธิบายว่า ผู้ถึงความขวนขวายอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ ความเป็นผู้มีปัจจัย มีจีวรเป็นต้นมาก จะพึงมีแก่เราและสาวกของเรา.

               [แก้อรรถตอนตรัสประชุมสงฆ์แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท]               
               หลายบทว่า ธมฺมึ กถํ กตฺวา มีความว่า ทรงกระทำธรรมีกถาอันสมควรในขณะนั้น คือเหมาะสมในขณะนั้นแก่พระเทวทัตและแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นอเนกประการ โดยนัยที่ตรัสไว้ในขันธกะ มีอาทิอย่างนี้ว่า อย่าเลย เทวทัต! การทำลายสงฆ์ อย่าเป็นที่ชอบใจแก่เธอเลย, ดูก่อนเทวทัต! การทำลายสงฆ์ หนักแล. ดูก่อนเทวทัต! บุคคลใดแลทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน, ผู้นั้นจะประสบกรรมอันหยาบช้า ตั้งอยู่ชั่วกัป, ดูก่อนเทวทัต! ส่วนบุคคลใดแล กระทำสงฆ์ที่แตกกันแล้วให้สมัครสมานกัน, ผู้นั้นย่อมประสบบุญอันประเสริฐ บันเทิงในสวรรค์ตลอดกัปดังนี้.
               บทว่า สมคฺคสฺส ได้แก่ ผู้ร่วมกัน.
               อธิบายว่า ผู้ไม่แยกกันทั้งทางใจและทางกาย. จริงอยู่ แม้ในบทภาชนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแสดงเนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน.
               แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า สมานสํวาสโก ย่อมเป็นอันทรงแสดงความไม่แยกกันทางจิต.
               เมื่อตรัสว่า สมานสีมายํ ฐิโต ย่อมเป็นอันทรงแสดงความไม่แยกกันทางกาย.
               คืออย่างไร? คือว่า ภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน เว้นจากผู้มีสังวาสต่างกันโดยลัทธิ หรือผู้มีสังวาสต่างกันโดยกรรม ชื่อว่าเป็นผู้ไม่แยกกันทางจิต เพราะมีจิตเสมอกัน, ผู้ตั้งอยู่ในสีมาเสมอกัน ชื่อว่าเป็นผู้ไม่แยกกันทางกาย เพราะให้กายสามัคคี.
               สองบทว่า เภทนสํวตฺตนิกํ วา อธิกรณํ ได้แก่ เหตุที่เป็นไปเพื่อแตกแยกกัน คือเพื่อต้องการทำลายสงฆ์.
               จริงอยู่ ในโอกาสนี้ เหตุท่านประสงค์เอาว่า อธิกรณ์ ดุจในประโยคว่า กามเหตุ กามนิทานํ กามาธิกรณํ (แปลว่า มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเหตุ มีกามเป็นมูลเหตุ). ก็เพราะอธิกรณ์นั้นมี ๑๘ ประการ ฉะนั้น ในบทภาชนะพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วัตถุกระทำความแตกแยกกันมี ๑๘ อย่าง. ก็เภทกรวัตถุเหล่านั้นมาแล้วในขันธกะโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนอุบาลี! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาเนื้อความแห่งเภทกรวัตถุเหล่านั้นในขันธกะนั้นนั่นแล.
               อนึ่ง สังฆเภทนี้แม้ใด อาศัยวัตถุเหล่านี้ ย่อมมีโดยเหตุอื่นอีก ๕ ประการ คือ โดยกรรม ๑ โดยอุเทศ ๑ โดยโวหาร ๑ โดยอนุสาวนา ๑ โดยการจับสลาก ๑, ข้าพเจ้าจักประกาศสังฆเภทแม้นั้น ในอาคตสถานนั่นแล. แต่โดยสังเขปในคำว่า ถือเอาอธิกรณ์ที่เป็นไปเพื่อความแตกแยกกัน นี้ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ถือเอาเหตุที่เป็นไปเพื่อต้องการทำลายสงฆ์ คืออันสามารถให้สำเร็จการทำลายสงฆ์ได้.
               บทว่า ปคฺคยฺห ได้แก่ ประคอง คือยกย่อง ทำให้ปรากฏ.
               บทว่า ติฏฺเฐยฺย มีความว่า ยืนยันให้เป็นอย่างที่ตนถือเอาแล้ว คืออย่างที่ตนยกย่องแล้วนั่นแลอยู่. ก็เพราะอธิกรณ์นั้น ย่อมเป็นอันภิกษุผู้ประคองและยืนยันอยู่อย่างนั้น แสดงแล้วและไม่สละคืน ฉะนั้น ในบทภาชนะพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พึงแสดง และว่า ไม่พึงสละคืน ดังนี้.
               คำว่า ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย มีความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้อันพวกลัชชีภิกษุเหล่าอื่นจะพึงว่ากล่าวอย่างนี้.
               ก็ในบทภาชนะแห่งบทว่า ภิกฺขูหิ นั้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               คำว่า เย ปสฺสนฺติ มีความว่า ภิกษุเหล่าใดเห็นภิกษุนั้นผู้ยกย่องยันอยู่ต่อหน้า.
               คำว่า เย สุณนฺติ มีความว่า แม้ภิกษุเหล่าใด ได้ยินว่า พวกภิกษุในวิหารชื่อโน้น ถือเอาอธิกรณ์อันเป็นไปเพื่อความแตกกันยกย่องยันอยู่.
               คำว่า สเมตายสฺมา สงฺเฆน มีความว่า ท่านผู้มีอายุ ขอจงร่วม จงสมาคม จงเป็นผู้มีลัทธิอันเดียวกันกับด้วยสงฆ์.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะว่า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศเดียวกัน ย่อมอยู่เป็นผาสุก.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺโมทมาโน มีความว่า บันเทิงอยู่ด้วยดีด้วยสมบัติ (มีศีลเป็นต้น) ของกันและกัน.
               บทว่า อวิวทมาโน มีความว่า ไม่วิวาทกันอย่างนี้ นี้ธรรม นี้มิใช่ธรรม.
               สงฆ์นั้นมีอุเทศอันเดียวกัน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เอกุทเทส (มีอุเทศเดียวกัน). อธิบายว่า มีปาฏิโมกขุทเทส เป็นไปร่วมกันไม่แยกกัน.
               สองบทว่า ผาสุวิหรติ ได้แก่ ย่อมอยู่เป็นสุข.
               คำว่า อิจฺเจตํ กุสลํ มีความว่า การสละเสียได้นั่น เป็นกุศล คือปลอดภัย ได้แก่เป็นสวัสดิภาพแก่ภิกษุนั้น.
               ข้อว่า โน เจ ปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ได้แก่ เป็นทุกกฏ แก่ภิกษุผู้ถูกสวด (ผู้ถูกว่ากล่าว) ๓ ครั้ง แล้วไม่สละคืน.
               ข้อว่า สุตฺวา น วทนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า เป็นทุกกฏ แม้แก่พวกภิกษุ ผู้ได้ยินแล้วไม่ว่ากล่าว ในที่ไกลเท่าไร จึงเป็นทุกกฏแก่พวกภิกษุผู้ได้ยินแล้วไม่ว่ากล่าว. ในวิหารเดียวกัน ไม่มีคำที่จะพึงกล่าวเลย. ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า ในระยะทางกึ่งโยชน์โดยรอบ จัดเป็นภาระของภิกษุทั้งหลาย. ความพ้นจากอาบัติย่อมไม่มี แม้แก่ภิกษุผู้ส่งทูตหรือจดหมายไปพูด. พึงไปห้ามเองทีเดียวว่า ท่านผู้มีอายุ! การทำลายสงฆ์ เป็นการหนัก, เธออย่าพยายามเพื่อทำลายสงฆ์. แต่ภิกษุผู้สามารถ แม้ไกล ก็ควรไป. จริงอยู่ แม้ที่ไกลๆ จัดเป็นภาระของพวกภิกษุไม่อาพาธทีเดียว.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงแต่เพียงใจความเท่านั้น ในคำว่า ก็ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงคุมตัวมา แม้สู่ท่ามกลางสงฆ์แล้ว พึงกล่าว ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สงฺฆมชฺฌมฺปิ อากฑฺฒิตฺวา มีความว่า ถ้าภิกษุนั้นอันพวกภิกษุว่ากล่าวอยู่โดยนัยก่อน ยังไม่สละคืน แม้พวกภิกษุจับที่มือและที่เท้า คุมตัวมาสู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วพึงว่ากล่าวเธออีกถึง ๓ ครั้ง โดยนัยเป็นต้นว่า มา อายสฺมา ดังนี้.
               สองบทว่า ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ มีความว่า สงฆ์พึงสวดสมนุภาสถึงครั้งที่ ๓ ก่อน. มีคำอธิบายว่า สงฆ์พึงกระทำกรรมด้วยสมนุภาสนกรรมวาจา ๓ หน. ก็ในบทภาชนะแห่งบทว่า ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ นั้น เพื่อถือเอาแต่ใจความแสดงสมนุภาสนวิธี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นว่า โส ภิกฺขุ สมนุภาสิตพฺโพ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมนุภาสิตพฺโพ ดังนี้.
               ในคำว่า สมนุภาสิตพฺโพ เป็นต้นนั้น คำว่า ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ มีความว่า อาบัติทั้ง ๓ คือ ทุกกฏที่ภิกษุต้องในที่สุดญัตติ และถุลลัจจัย ที่ต้องเพราะกรรมวาจา ๒ หน ย่อมระงับไปด้วยกรรมวาจาครั้งที่ ๓ พอสวดถึง อักษร อย่างนี้ว่า ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย, ภิกษุนั้นย่อมตั้งอยู่ในสังฆาทิเสสทีเดียว.
               ถามว่า อาบัติที่ต้องแล้วระงับไป หรือว่า อาบัติที่ไม่ได้ต้องระงับ.
               ตอบว่า พระมหาสุมเถระกล่าวไว้ก่อนว่า ภิกษุใดสละกรรมนั้นในเวลาจบ, ภิกษุนั้นย่อมไม่ต้องอาบัติเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น อาบัติที่ไม่ได้ต้องจึงระงับไป.
               ส่วนพระมหาปทุมเถระกล่าวว่า อาบัติที่ต้องแล้ว ย่อมระงับไป ดุจอสาธารณาบัติ ระงับไปเพราะเพศกลับฉะนั้น, จะประโยชน์อะไร ด้วยอาบัติที่ยังไม่ได้ต้องระงับไปเล่า?

               [แก้อรรถบทภาชนีย์ว่าด้วยกรรมชอบธรรมเป็นต้น]               
               สองบทว่า ธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺญี มีความว่า ถ้าสมนุภาสนกรรมนั้นเป็นกรรมชอบธรรม เธอมีความสำคัญในสมนุภาสนกรรมนั้นว่า เป็นกรรมชอบธรรม.
               ในบททั้งปวงก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               ความสำคัญในบทว่า กมฺมสญฺญี นี้คุ้มไม่ได้ เพราะกรรมเป็นของชอบธรรม เมื่อไม่สละอย่างนั้น ย่อมต้องอาบัติ.
               บทว่า อสมนุภาสนฺตสฺส มีความว่า เมื่อไม่ถูกสวดสมนุภาส แม้ไม่ยอมสละ ก็ไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
               บทว่า ปฏินิสฺสชฺชนฺตสฺส มีความว่า ไม่ต้องด้วยอาบัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้สละเสียก่อนแต่ญัตติ หรือในขณะญัตติ หรือในเวลาจบญัตติ หรือเพียงที่สวดยังไม่ถึง อักษร แห่งอนุสาวนาที่ ๑ ก็ดี ที่ ๒ ก็ดี ที่ ๓ ก็ดี.
               บทว่า อาทิกมฺมิกสฺส มีความว่า ก็ในสิกขาบทนี้ พระเทวทัตเป็นต้นบัญญัติ เพราะบาลีที่มาในคัมภีร์ปริวารว่า พระเทวทัตได้พยายามทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน, ทรงปรารภพระเทวทัตในเพราะเรื่องนั้น. ก็พระเทวทัตนั่นแลเป็นต้นบัญญัติแห่งการพยายามเพื่อทำลายสงฆ์เท่านั้น หาได้เป็นต้นบัญญัติแห่งการไม่ยอมสละไม่. เพราะว่า กรรมนั้น สงฆ์ไม่ได้ทำแก่เธอ.
               ถ้าจะมีคำถามว่า ก็คำที่กล่าวนี้ พึงทราบได้อย่างไร?
               ตอบว่า พึงทราบได้โดยพระสูตร.
               เหมือนอย่างว่า การย่อมปรากฏว่า สงฆ์ทำแล้วแก่อริฏฐภิกษุ เพราะบาลีที่มาในคัมภีร์ปริวารว่า อริฏฐภิกษุมีบรรพบุรุษเป็นคนฆ่าแร้ง ไม่ยอมสละด้วยสมนุภาสน์ จนถึงครั้งที่ ๓ ทรงปรารภอริฏฐภิกษุในเพราะเรื่องนั้น ดังนี้ ฉันใด, กรรมจะได้ปรากฏว่า สงฆ์ทำแก่พระเทวทัต ฉันนั้น หามิได้. แม้ถ้าใครๆ จะพึงกล่าวด้วยเหตุสักว่าความชอบใจของตนเท่านั้นว่า กรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่พระเทวทัตนั้น จะพึงมีไซร้ แม้อย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าอาบัติ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ในเพราะไม่สละเสีย.
               จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า อนาบัติ ย่อมไม่ปรากฏแก่ภิกษุผู้ล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้ว นอกจากสิกขาบทที่ทรงอนุญาตไว้โดยเฉพาะ.
               แม้คำว่า อาทิกมฺมิกสฺส ในอนาปัตติวารแห่งอริฏฐสิกขาบทที่ท่านลิขิตไว้ในคัมภีร์ทั้งหลาย ก็ลิขิตไว้ด้วยความพลั้งเผลอ. ก็แลข้อที่คำนั้น เป็นคำที่ท่านลิขิตไว้ด้วยความพลั้งเผลอ พึงทราบโดยพระบาลี สำหรับยกอาบัติในกรรมขันธกะอย่างนี้ว่า อริฏฐภิกษุอันสงฆ์พึงโจทก่อน, ครั้นโจทแล้วพึงให้เธอให้การ, ครั้นให้เธอให้การแล้ว พึงยกอาบัติขึ้นปรับ. กรรมนั้นสงฆ์ไม่ได้ทำแก่พระเทวทัตผู้เป็นอาทิกัมมิกะในเพราะพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น อาบัตินั่นแล ชื่อว่า ยังไม่เกิด, แต่พระเทวทัตนั้นถูกเรียกว่า ผู้เป็นต้นบัญญัติ เพราะทำความเข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภท่านบัญญัติสิกขาบท. อนาบัติ ท่านกล่าวแล้วสำหรับพระเทวทัตนั้น เพราะไม่มีอาบัตินั่นเองด้วยประการฉะนี้.
               ก็แลอนาบัตินี้นั้น สำเร็จด้วยบทนี้เทียวว่า อสมนุภาสนฺตสฺส แม้โดยแท้, ถึงกระนั้น สงฆ์ไม่ได้ทำสมนุภาสนกรรมอย่างเดียวแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้น ท่านเรียกชื่อว่าผู้ไม่ถูกสวดสมนุภาส, ไม่เรียกว่า ผู้เป็นต้นบัญญัติ. ส่วนพระเทวทัตนี้คงเป็นต้นบัญญัติแท้, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบทว่า อาทิกมฺมิกสฺส ไว้.
               วินิจฉัยในสมนุภาสน์แห่งสิกขาบททั้งปวง เว้นแต่อริฏฐสิกขาบทเสีย พึงทราบโดยอุบายนี้. คำที่เหลือในบททั้งปวง ตื้นทั้งนั้น.
               บรรดาปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทนี้มีองค์ ๓ มีสมุฏฐานเดียว, ชื่อว่า สมนุภาสนสมุฏฐาน ย่อมตั้งขึ้นทางกาย ทางวาจาและทางจิต, แต่เป็นอกิริยา เพราะเมื่อภิกษุไม่ทำกายวิการหรือเปล่งวาจาเลยว่า เราจะสละคืน จึงต้อง, เป็นสัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา ด้วยประการฉะนี้.

               ปฐมสังฆเภทสิกขาบทวรรณนา จบ.               
               ------------------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐ จบ.
อ่านอรรถกถา 1 / 1อ่านอรรถกถา 1 / 564อรรถกถา เล่มที่ 1 ข้อ 590อ่านอรรถกถา 1 / 600อ่านอรรถกถา 1 / 657
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=01&A=18423&Z=18603
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :