ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ปาจิตติยกัณฑ์
ปาจิตติย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๕

               มุสาวาทวรรค สหเสยยสิกขาบทที่ ๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

               [แก้อรรถเรื่องพระนวกะและสามเณรราหุล]               
               สองบทว่า มุฏฺฐสฺสตี อสมฺปชานา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจการไม่ทำสติสัมปชัญญะในบุรพภาค. ก็ในกาลที่จิตหยั่งลงสู่ภวังค์ สติสัมปชัญญะจักมีแต่ที่ไหน?
               บทว่า วิกุชฺชมานา คือ ละเมออยู่.
               บทว่า กากากจฺฉมานา ได้แก่ เปล่งเสียงไม่มีความหมาย ดุจเสียงกา ทางจมูก.
               บทว่า อุปาสกา ได้แก่ พวกอุบาสกที่ลุกขึ้นก่อนกว่า.
               สองบทว่า เอตทโวจุ ํ มีความว่า ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวคำนี้ว่า "ท่านราหุล! สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว" ดังนี้ ด้วยเคารพในสิกขาบทนั่นเทียว. แต่โดยปกติ เพราะความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า และเพราะท่านราหุลเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ภิกษุเหล่านั้น เมื่อท่านราหุลนั้นมายังที่อยู่ จึงปูลาดเตียงเล็กๆ หรือพนักพิง อย่างใดอย่าหนึ่งซึ่งมีอยู่ แล้วถวายจีวร (สังฆาฏิ) หรืออุตราสงค์ เพื่อต้องการให้ทำเป็นเครื่องหนุนศีรษะ. ในข้อที่ท่านพระราหุลเป็นผู้ใคร่ในการศึกษานั้น (มีคำเป็นเครื่องสาธก) ดังต่อไปนี้ :-
               ทราบว่า ภิกษุทั้งหลายเห็นท่านราหุลนั้นกำลังมาแต่ไกลเทียว ย่อมวางไม้กวาดกำและกระเช้าเทขยะไว้ข้างนอก. ต่อมา เมื่อภิกษุพวกอื่นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ! นี้ใครเอามาวางทิ้งไว้ ดังนี้ ภิกษุอีกพวกหนึ่งจะกล่าวว่าอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ! ท่านราหุลเที่ยวมาในประเทศนี้ ชะรอยเธอวางทิ้งไว้กระมัง. ส่วนท่านราหุลนั้น ไม่เคยพูดแม้ในวันหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่การกระทำของผมขอรับ เก็บงำไม้กวาดกำเป็นต้นนั้นแล้ว ขอขมาภิกษุทั้งหลายก่อน จึงไป.
               หลายบทว่า วจฺจกุฏิยํ เสยฺยํ กปฺเปสิ มีความว่า ท่านราหุลนั้นเพิ่มพูนอยู่ซึ่งความเป็นผู้ใคร่ในสิกขานั้นนั่นเอง จึงไม่ไปสู่สำนักแห่งพระธรรมเสนาบดี พระมหาโมคคัลลานะ และพระอานนทเถระเป็นต้น สำเร็จการนอนในเวจกุฎีที่บังคนของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ยินว่า กุฎีนั้น เขาติดบานประตูไว้ ทำการประพรมด้วยของหอมมีพวงดอกไม้แขวนไว้เต็ม ตั้งอยู่ดุจเจติยสถาน ไม่ควรแก่การบริโภคใช้สอยของคนเหล่าอื่น.
               สองบทว่า อุตฺตรึ ทฺวิรตฺตติรตฺตํ มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานบริหารสิ้น ๓ ราตรี เพื่อต้องการทำความสงเคราะห์แก่พวกสามเณร.
               จริงอยู่ การที่ภิกษุให้พวกเด็กในสกุลบวชแล้ว ไม่อนุเคราะห์ ไม่สมควร.
               บทว่า สหเสยฺยํ คือ การนอนร่วมกัน. แม้การนอน กล่าวคือการทอดกาย ท่านเรียกว่า ไสย. ภิกษุทั้งหลายนอนในเสนาสนะใด แม้เสนาสนะนั้น (ท่านเรียกว่า ไสย ที่นอน). บรรดาที่นอนสองอย่างนั้น เพื่อทรงแสดงเสนาสนะก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า เสยฺยา นาม สพฺพจฺฉนฺนา ดังนี้.
               เพื่อทรงแสดงการเหยียดกาย จึงตรัสคำมีว่า อนุปสมฺปนฺเน นิปนฺเน ภิกฺขุ นิปชฺชติ (เมื่ออนุปสัมบันนอน ภิกษุก็นอน) เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ในคำว่า เสยฺยํ กปฺเปยฺย นี้ มีเนื้อความดังนี้ว่า ภิกษุเข้าไปสู่ที่นอน กล่าวคือเสนาสนะ พึงสำเร็จ คือพึงจัดแจง ได้แก่ยังการนอน คือ การเหยียดกายให้สำเร็จ.

               [อธิบายลักษณะแห่งที่นอนคือเสนาสนะต่างๆ กัน]               
               ก็ด้วยบทว่า สพฺพจฺฉนฺนา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสลักษณะแห่งที่นอน กล่าวคือเสนาสนะนั้น. เพราะเหตุนั้น เสนาสนะใดมุงทั้งหมดทีเดียว ในเบื้องบนด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด หรือด้วยวัตถุอะไรๆ อื่นก็ตาม, ที่นอนนี้ชื่อว่ามุงทั้งหมด.
               แต่ในอรรถกถาทั้งหลาย ท่านถือเอาโวหารที่ปรากฏ กล่าวด้วยอำนาจคำคล่องปากว่า ที่นอนอันมุงด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด ชื่อว่ามุงทั้งหมด ดังนี้ แม้ท่านกล่าวคำนั้นไว้แล้วก็จริง, ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจทำให้ไม่เป็นอาบัติแม้แก่ภิกษุผู้อยู่ในกุฎีผ้าได้ เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบเครื่องมุงและเครื่องบังในสิกขาบทนี้ ชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งสามารถปิดบังได้.
               จริงอยู่ เมื่อถือเอาเครื่องมุง ๕ ชนิดเท่านั้น การนอนร่วมในกุฎี แม้ที่มุงด้วยไม้กระดาน ก็ไม่พึงมีได้. ก็เสนาสนะใดที่เขากั้นตั้งแต่พื้นดินจนจดหลังคาด้วยกำแพง หรือด้วยวัตถุอะไรๆ อื่นก็ตาม โดยที่สุดแม้ด้วยผ้า, ที่นอนนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าบังทั้งหมด.
               ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถากุรุนทีว่า ที่นอนแม้ที่เขากั้นด้วยเครื่องกั้นมีกำแพงเป็นต้น สูงศอกคืบโดยบรรยายอย่างต่ำที่สุด ไม่จดหลังคา จัดว่าบังทั้งหมดเหมือนกัน. ก็เพราะที่ที่มุงข้างบนมากกว่า ที่ไม่ได้มุงน้อย หรือว่าที่ที่เขากั้นโดยรอบมากกว่า ที่ไม่ได้กั้นน้อย ฉะนั้น ที่นอนนี้ จึงชื่อว่า มุงโดยมาก บังโดยมาก.
               ก็ปราสาทที่ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ ถ้าแม้นมีถึง ๗ ชั้น มีอุปจารเดียวกัน หรือว่า ศาลา ๔ มุข มีห้องตั้งร้อย ก็ถึงอันนับว่า ที่นอนอันเดียวกันแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงที่นอนนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ในวันที่ ๔ เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว อนุปสัมบันนอน ภิกษุก็นอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ดังนี้. และเป็นปาจิตตีย์ โดยเพียงแต่นอนบนที่นอนนั้นเท่านั้น.
               ก็ถ้าว่า มีสามเณรมากรูป ภิกษุรูปเดียว เป็นปาจิตตีย์หลายตัวตามจำนวนสามเณร ถ้าหากว่าสามเณรเหล่านั้นผุดลุกผุดนอน ภิกษุต้องอาบัติทุกๆ ประโยคของสามเณรเหล่านั้น. ก็ด้วยการผุดลุกผุดนอนของภิกษุ เป็นอาบัติแก่ภิกษุ เพราะประโยคของภิกษุนั่นเอง.
               ถ้าภิกษุมากรูป สามเณรรูปเดียว, แม้สามเณรรูปเดียว ก็ทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งหมด. แม้ด้วยการผุดลุกผุดนอนของสามเณรนั้น ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งหลายเหมือนกัน. ถึงในความที่ภิกษุและสามเณรมากรูปด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

               [อธิบายจตุกกะ ๔ มีอาวาสจตุกกะเป็นต้น]               
               อีกนัยหนึ่ง ในสิกขาบทนี้ พึงทราบหมวด ๔ แม้มีอาวาสแห่งเดียวเป็นต้น. ความพิสดารว่า ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกันกับอนุปสัมบันเพียงคนเดียวในอาวาสแห่งเดียวกันสิ้น ๓ ราตรี เป็นอาบัติทุกวัน จำเดิมแต่วันที่ ๔ แก่ภิกษุแม้นั้น, ฝ่ายภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมสิ้น ๓ ราตรี กับอนุปสัมบันต่างกันหลายคน ในอาวาสแห่งเดียวนั่นเอง เป็นอาบัติทุกวันแก่ภิกษุแม้นั้น (จำเดิมแต่วันที่ ๔) แม้ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วม สิ้น ๓ ราตรีกับอนุปสัมบันเพียงคนเดียวเท่านั้น ในอาวาสต่างๆ กัน เป็นอาบัติทุกๆ วัน แม้แก่ภิกษุนั้น (จำเดิมแต่วันที่ ๔). แม้ภิกษุใดเดินทางสิ้นระยะตั้ง ๑๐๐ โยชน์ สำเร็จการนอนร่วม (สิ้น ๓ ราตรี) กับอนุปสัมบันต่างกันหลายคน ในอาวาสต่างๆ กันเป็นอาบัติแม้แก่ภิกษุนั้นทุกๆ วัน นับแต่วันที่ ๔ ไป.
               ก็ชื่อว่า สหเสยยาบัตินี้ ย่อมเป็นแม้กับสัตว์เดียรัจฉาน เพราะพระบาลีว่า ที่เหลือ เว้นภิกษุ ชื่อว่า อนุปสัมบัน. ในสหเสยยาบัตินั้น การกำหนดสัตว์เดียรัจฉาน พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเมถุนธรรมาบัตินั่นแล. เพราะเหตุนั้น ถ้าแม้นว่า บรรดาสัตว์เดียรัจฉานชนิด ๔ เท้ามีเหี้ย แมวและตะกวดเป็นต้น เดียรัจฉานบางชนิดเข้าไปนอนอยู่ในที่มีอุปจารอันเดียวกัน ในเสนาสนะเป็นที่อยู่ของภิกษุ จัดเป็นการนอนร่วมเหมือนกัน. ถ้าว่ามันเข้าไปทางโพรงของหัวไม้ขื่อ (คาน) มีโพรง ที่ตั้งอยู่ข้างบนฝาแห่งปราสาทที่เขาสร้างไว้เบื้องบนเสาทั้งหลาย ซึ่งมีฝาไม่เชื่อมต่อกันกับพื้นชั้นบน แล้วนอนอยู่ภายในไม้ขื่อ ออกไปทางโพรงนั้นนั่นเอง ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมภายใต้ปราสาท.
               ถ้ามีช่องบนหลังคา มันเข้าไปตามช่องนั้น อยู่ภายในหลังคาแล้วออกไปทางช่องเดิมนั้นแล, เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมภายในหลังคาที่พื้นชั้นบนซึ่งมีอุปจารต่างกัน, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนที่พื้นชั้นล่าง. ถ้าพวกภิกษุขึ้นทางด้านในปราสาททั้งนั้น ใช้สอยพื้นทั้งหมด, พื้นทั้งหมดมีอุปจารเดียวกัน, เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนบนพื้นใดพื้นหนึ่ง บรรดาพื้นทั้งหมดนั้น.
               ภิกษุผู้นอนในเสนาสนะที่มีฝาเป็นเพิง ซึ่งสร้างโดยอาการคล้ายกับสภา นกพิราบเป็นต้นเข้าไปนอนอยู่ในที่ทั้งหลาย มีเต้าที่ทำเป็นรูปสัตว์ร้ายเป็นต้น เป็นอาบัติเหมือนกัน. นกพิราบเป็นต้นนอนในภายในชายคาที่ยื่นออกไปภายนอกเครื่องล้อม (ฝาผนังกั้น) ไม่เป็นอาบัติ.
               ถ้าแม้นเสนาสนะ กลมหรือสี่เหลี่ยมจตุรัส มีห้องตั้ง ๑๐๐ ห้อง ด้วยแถวห้องที่มีหลังคาเดียวกัน. ถ้าพวกภิกษุเข้าไปในเสนาสนะนั้นทางประตูสาธารณะประตูหนึ่งแล้ว เลยเข้าไปในห้องทั้งหมด ซึ่งมีอุปจารห้องที่มิได้กั้นด้วยกำแพงต่างหาก, เมื่ออนุปสัมบันนอนแล้วแม้ในห้องหนึ่ง ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งหลายผู้นอนในทุกๆ ห้อง.
               ถ้าห้องทั้งหลายมีหน้ามุข และหน้ามุขไม่ได้มุงข้างบน, ถ้าแม้นเป็นที่มีพื้นที่สูง, อนุปสัมบันนอนที่หน้ามุข ไม่ทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งหลายผู้นอนในห้อง. แต่ถ้าว่า หน้ามุขมีหลังคาต่อเนื่องกันกับหลังคาแห่งห้องทีเดียว, อนุปสัมบันนอนที่หน้ามุขนั้น ทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุทุกรูป, เพราะเหตุไร? เพราะเป็นห้องมุงทั้งหมด และบังทั้งหมด.
               จริงอยู่ เครื่องกั้นห้องนั่นแหละเป็นเครื่องกั้นหน้ามุขนั้นด้วยแล. สมจริงโดยนัยนี้แหละ ในอรรถกถาทั้งหลาย ท่านอาจารย์จึงปรับอาบัติไว้ ในซุ้มประตูทั้ง ๔ แห่งเครื่องกั้น (ฝาผนัง) โลหปราสาท. แต่คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาอันธกะว่า คำว่า ในหน้ามุขที่ไม่ได้กั้น เป็นอนาบัติ ท่านกล่าวหมายเอาหน้ามุขบนพื้น นอกจากพื้นดิน ดังนี้, คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาห้องแถวที่มีหลังคาอันเดียวกัน ซึ่งสร้างไว้เป็นสัดส่วนต่างหาก ในแคว้นอันธกะก็คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บนพื้นนอกจากพื้นดิน ในอรรถกถาอันธกะนั้น ไม่มีในอรรถกถาทั้งหลายเลย ทั้งไม่สมด้วยพระบาลี. ความจริงพื้นดินแม้สูงถึง ๑๐ ศอก ก็ไม่ถึงการนับว่า เป็นเครื่องกั้นได้. เพราะฉะนั้น แม้คำใดที่ท่านกล่าวประมาณแห่งพื้นดินไว้ในสิกขาบทที่ ๒ ในอันธกอรรถกถานั้น แล้วกล่าวว่า ฐาน กล่าวคือพื้นดินนั่น ชื่อว่ากั้นด้วยอุปจารเดียวกัน ดังนี้. คำนั้น บัณฑิตไม่ควรถือเอา.
               มหาปราสาทแม้เหล่าใด ที่มีทรวดทรงเป็นศาลาหลังเดียว ๒ หลัง ๓ หลัง และ ๔ หลัง. ภิกษุล้างเท้าในโอกาสหนึ่งแล้วเข้าไป อาจเดินเวียนรอบไปได้ในที่ทุกแห่ง. แม้ในมหาปราสาทเหล่านั้น ภิกษุย่อมไม่พ้นจากสหเสยยาบัติ ถ้าว่ามหาปราสาทเป็นที่อันเขาสร้างกำหนดอุปจารไว้ในที่นั้นๆ, เป็นอาบัติเฉพาะในที่มีอุปจารเดียวกันเท่านั้น.
               พวกช่างทำกำแพงกั้นในท่ามกลาง แห่งมณฑปซึ่งมีหลังคาฉาบปูนขาว ประกอบด้วยประตู ๒ ช่อง อนุปสัมบันเข้าไปทางประตูหนึ่งนอนอยู่ในเขตหนึ่ง และภิกษุนอนอยู่ในเขตหนึ่ง ไม่เป็นอาบัติ. ที่กำแพงมีช่อง แม้พอสัตว์ดิรัจฉานมีเหี้ยเป็นต้นเข้าไปได้, พวกเหี้ยนอนอยู่ในเขตหนึ่ง, ไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน เพราะเรือนไม่ชื่อว่ามีอุปจารเดียวกับด้วยช่อง. ถ้าว่า พวกช่างเจาะตรงกลางกำแพง แล้วประกอบประตูไว้ เป็นอาบัติ เพราะเป็นที่มีอุปจารเดียวกัน. ภิกษุทั้งหลายปิดบานประตูนั้นแล้วนอน เป็นอาบัติเหมือนกัน. เพราะการปิดประตู เรือนจะชื่อว่ามีอุปจารต่างกัน หรือประตูจะชื่อว่าไม่ใช่ประตูหามิได้เลย. เพราะบานประตูเขากระทำไว้เพื่อประโยชน์สำหรับใช้สอย ด้วยการปิดเปิดได้ตามสบาย ไม่ใช่เพื่อต้องการจะตัดการใช้สอย. ก็ถ้าว่าภิกษุทั้งหลายเอาจำพวกอิฐปิดประตูนั้นซ้ำอีก ไม่จัดว่าเป็นประตู ย่อมตั้งอยู่ในภาวะที่มีอุปจารต่างๆ กัน ตามเดิมนั่นแล.
               เรือนเจดีย์มีหน้ามุขยาว บานประตูบานหนึ่งอยู่ด้านใน, บานหนึ่งอยู่ด้านนอก, อนุปสัมบันนอนในระหว่างประตูทั้ง ๓ ย่อมทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนภายในเรือนเจดีย์ เพราะมีอุปจารเดียวกัน.
               มีคำทักท้วงว่า ในคำว่า ทีฆมุขํ เป็นต้นนั้น อาจารย์ผู้ท้วงท่านใดพึงมีความประสงค์ดังนี้ว่า ชื่อว่า ความเป็นที่มีอุปจารเดียวกัน และมีอุปจารต่างกันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในอุทโทสิตสิกขาบท, แต่ในสิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำเพียงเท่านี้ว่า ที่ชื่อว่าที่นอน ได้แก่ที่นอนอันเขามุงทั้งหมด บังทั้งหมด มุงโดยมาก บังโดยมาก ดังนี้เท่านั้น, และห้องที่ปิดประตูแล้ว จัดว่าบังทั้งหมดเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ในเรือนแห่งเจดีย์นั้น จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบัน ผู้นอนภายในเท่านั้น, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบันผู้นอนภายนอก.
               อาจารย์ผู้ท้วงนั้นอันสกวาทีพึงกล่าวค้านอย่างนี้ว่า ก็ในเรือนแห่งเจดีย์ที่ไม่ปิดประตู เหตุไร จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบันผู้นอนในภายนอกเล่า?
               อาจารย์ผู้ท้วง จะพึงเฉลยว่า เพราะหน้ามุขกับห้องเป็นที่มุงทั้งหมด.
               สกวาทีถามว่า ก็เมื่อปิดห้องแล้ว หลังคารื้อออกได้หรือ?
               อาจารย์ผู้โจทก์เฉลยว่า รื้อออกไม่ได้, เพราะหน้ามุขกับห้องบังทั้งหมด จึงรื้อไม่ได้.
               สกวาทีถามว่า ผนังกั้น (หน้ามุข) รื้อออกได้หรือ?
               อาจารย์ผู้โจทก์จักกล่าวแน่นอนว่า รื้อออกไม่ได้ (เพราะ) อุปจารกั้นไว้ด้วยบานประตู. อาจารย์ผู้โจทก์จักดำเนินไปไกลแสนไกล โดยนัยอย่างนี้ แล้วจักวกกลับมาหาความมีอุปจารเดียวกัน และอุปจารต่างกันนั่นแหละอีก.
               อีกนัยหนึ่ง ถ้าหากว่า เนื้อความจะพึงเป็นอันเข้าใจได้ง่ายด้วยเหตุสักว่าพยัญชนะอย่างเดียวไซร้, ที่นอนมุงด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น จึงจะจัดเป็นที่นอนได้ ตามพระบาลีที่ว่า มุงทั้งหมด, ที่นอนมุงด้วยเครื่องมุงอย่างอื่นไม่ใช่. และเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ไม่พึงเป็นอาบัติในที่นอนซึ่งมุงด้วยไม้กระดานเป็นต้น. เพราะไม่มีความเป็นอาบัตินั้น สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อันใด, ประโยชน์อันนั้นนั่นแหละ พึงเสียไป. จะเสียประโยชน์อันนั้นไปหรือหาไม่ก็ตามที ทำไมจะไปถือเอาคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้เล่า? หรือว่าใครเล่ากล่าวว่า ควรเชื่อถือถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ไว้ในอนิยตสิกขาบททั้งสองว่า อาสนะ ที่ชื่อว่ากำบัง คือเป็นอาสนะที่เขากำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่านบัง ต้นไม้ เสาหรือฉาง อย่างใดอย่างหนึ่ง๑- ดังนี้.
               เพราะฉะนั้น ในอนิยตสิกขาบทนั้น ท่านถือเอาอาสนะที่เขากำบังด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันใด, ถึงในสิกขาบทนี้ บัณฑิตก็พึงถือเอาเสนาสนะนั้น ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น เสนาสนะใดๆ จะเล็กหรือใหญ่ก็ตามที เกี่ยวเนื่องหรือไม่เกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุอื่น ยาวหรือกลมหรือ ๔ เหลี่ยมจตุรัสก็ตาม มีพื้นชั้นเดียวหรือมีพื้นมากชั้นก็ตาม ซึ่งมีอุปจารเดียวกัน, เป็นสหเสยยาบัติในเสนาสนะนั้นๆ ทั้งหมด ซึ่งมุงทั้งหมด บังทั้งหมด หรือมุงโดยมาก ด้วยเครื่องกำบังอย่างใดอย่างหนึ่งแล.
               ในคำว่า มุงกึ่งหนึ่ง บังกึ่งหนึ่ง ต้องทุกกฏ นี้ ในมหาปัจจรีก็กล่าวว่า เป็นทุกกฏเหมือนกัน แม้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า มุงทั้งหมด บังกึ่งหนึ่ง. แต่ในมหาอรรถกถากล่าวว่า ในเสนาสนะที่มุงทั้งหมด บังโดยมาก เป็นปาจิตตีย์, ในเสนาสนะมุงทั้งหมด บังกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์, มุงโดยมาก บังกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์, บังทั้งหมด มุงโดยมาก เป็นปาจิตตีย์, บังทั้งหมด มุงกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์, บังโดยมาก มุงกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์, เป็นปาจิตตีย์ ๗ ตัว รวมกับปาจิตตีย์ที่ตรัสไว้ในบาลี.
               (ในมหาอรรถกถา) กล่าวว่า ในเสนาสนะมุงทั้งหมด บังเล็กน้อย เป็นทุกกฏ, มุงโดยมาก บังเล็กน้อย เป็นทุกกฏ, บังทั้งหมด มุงเล็กน้อย เป็นทุกกฏ, บังโดยมาก มุงเล็กน้อย เป็นทุกกฏ, เป็นอนาบัติ ๕ ตัว รวมกับทุกกฏในบาลี,
               ในเสนาสนะที่มุงกึ่งหนึ่ง บังเล็กน้อย เป็นอนาบัติ, บังกึ่งหนึ่ง มุงเล็กน้อย เป็นอนาบัติ, มุงเล็กน้อย บังเล็กน้อย เป็นอนาบัติ.
               ก็ในคำว่า ในสถานที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด นี้ ท่านกล่าวว่า มีความประสงค์เอาเปนัมพมณฑปวรรณ. พื้นดินย่อมไม่ถึงอันนับว่าเป็นผนังกั้นได้ ฉันใด, แม้ด้วยคำว่า ในที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด นี้ บัณฑิตก็พึงทราบคำว่า พื้นดิน ไม่ถึงอันนับว่าเป็นผนังกั้นได้ นี้ฉันนั้น.
               บทที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
               สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เกิดขึ้นทางกาย ๑ ทางกายกับจิต ๑ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.
____________________________
๑- วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๖๓๕/หน้า ๔๓๓

               สหเสยยสิกขาบทที่ ๕ จบ.               
               ------------------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ปาจิตติยกัณฑ์ ปาจิตติย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๕ จบ.
อ่านอรรถกถา 2 / 1อ่านอรรถกถา 2 / 284อรรถกถา เล่มที่ 2 ข้อ 289อ่านอรรถกถา 2 / 294อ่านอรรถกถา 2 / 881
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=02&A=7166&Z=7249
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :