ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา นิสสัคคิยกัณฑ์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จีวรวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๕

               จีวรวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๕               
               พรรณนาจีวรปฏิคคหณสิกขาบท               
               จีวรปฏิคคหณสิกขาบทว่า เตน สมเยน เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :-
               ในจีวรปฏิคคหณสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

               [แก้อรรถศัพท์เรื่องปฐมบัญญัติ]               
               บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา แปลว่า กลับจากบิณฑบาต.
               ข้อว่า เยน อนฺธวนํ เตนุปสงฺกมิ มีความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ภิกษุณีอุบลวรรณาเดินเข้าไปทางป่าอันธวัน.
               บทว่า กตกมฺมา ได้แก่ ผู้กระทำโจรกรรม. มีคำอธิบายว่า ปล้นภัณฑะของผู้อื่นด้วยกรรมมีการตัดช่องเป็นต้น.
               บทว่า โจรคามณิโก ได้แก่ หัวหน้าโจร.
               ได้ยินว่า หัวหน้าโจรนั้นรู้จักพระเถรีมาก่อน เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อไปข้างหน้าของพวกโจรเห็นพระเถรีนั้น จึงกล่าวว่า พวกเธออย่าไปทางนั้น จงมาทางนี้ทั้งหมดดังนี้ แล้วได้พาพวกโจรเหล่านั้นไปทางอื่น.
               สองบทว่า สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา มีความว่า ได้ยินว่า พระเถรีออกจากสมาธิในเวลาที่กำหนดไว้นั่นแล. แม้นายโจรนั้นได้พูดอย่างนั้น ในขณะนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระเถรีนั้นจึงได้ยิน.
               ก็แลพระเถรีครั้นได้ยินเสียงนั้นจึงคิดว่า บัดนี้ ในที่นี้ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกจากเรา จึงได้ถือเอามังสะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคากาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า อถโข อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า โอหียโก ได้แก่ คงอยู่คือเหลืออยู่, อธิบายว่า ถึงวาระเฝ้าวิหาร อยู่ในวิหารเพียงรูปเดียว.

               [พระอุทายีขออันตรวาสกของพระเถรี]               
               ถามว่า เพราะเหตุไร พระอุทายีจึงกล่าวว่า ถ้าท่านพึงให้อันตรวาสกแก่เรา ดังนี้.
               แก้ว่า พระอุทายีเห็นอันตรวาสกเนื้อละเอียดแน่นและเกลี้ยง จึงกล่าวเพราะความอยากได้. อีกนัยหนึ่ง ความอยากได้ในอันตรวาสกของพระอุทายีนั้นเล็กน้อย, แต่โกฏฐาสสมบัติของพระเถรีถึงยอดสุด เพราะเหตุนั้น พระอุทายีจึงคิดว่า เราจักดูความอวบอัดแห่งสรีระร่างของพระเถรีนั้น แล้วยังความอยากได้ไม่สม่ำเสมอ (ความอยากได้ลุ่มๆ ดอนๆ) ให้เกิดขึ้น จึงได้กล่าวอย่างนี้.
               บทว่า อนฺติมํ ได้แก่ จีวรเป็นผืนสุดท้ายเขาทั้งหมดแห่งจีวร ๕ ผืน ชื่อว่าผืนสุดท้าย คือผืนท้ายสุด. จีวรผืนอื่นที่วิกัปหรือปัจจุทธรณ์ เก็บไว้แม้ด้วยเลศก็ไม่มี เพราะฉะนั้น พระเถรีกล่าวอย่างนี้ ด้วยอำนาจที่ทรงจีวร ๕ ผืน ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ไม่ใช่ด้วยความโลภ.
               จริงอยู่ ความโลภของพระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่มี.
               บทว่า นิปฺปีฬิยมานา มีความว่า นางถูกพระอุทายีแสดงอุปมาแล้วคาดคั้นหนักเข้า.
               ข้อว่า อนฺตรวาสกํ ทตฺวา อคมาสิ มีความว่า พระเถรีนุ่งผ้ารัดถันแล้วได้แสดง (จีวร) บนฝ่ามือเท่านั้นถวาย โดยอาการที่มโนรถของพระอุทายีจะไม่เต็มที่ ได้ไปแล้ว.
               ถามว่า เพราะเหตุไร ภิกษุณีทั้งหลายจึงกล่าวโทษพวกภิกษุผู้ไม่รับจีวรที่แลกเปลี่ยน.
               แก้ว่า เพราะเป็นผู้ถูกความขาดแคลนมือ คือปัจจัยบีบคั้นอย่างนี้ว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีความคุ้นเคยในพวกเรา แม้เพียงเท่านี้, พวกเราจักดำเนินชีวิตไปได้อย่างไรกัน?
               ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ มีความว่า เราอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกันของสหธรรมิก ๕ จำพวกเหล่านี้ ผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีทิฏฐิเสมอกัน.
               สองบทว่า ปโยเค ทุกฺกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏในเพราะอาการมีอันเหยียดมือออก เพื่อประสงค์จะรับเป็นต้น.
               บทว่า ปฏิลาเภน ได้แก่ เพราะรับ.
               ก็พึงทราบวินิจฉัยในการรับนั้นดังนี้ :-
               ภิกษุณีจงให้ที่มือด้วยมือก็ตาม วางไว้ที่ใกล้เท้าก็ตาม โยนไปในเบื้องบนก็ตาม, ถ้าภิกษุยินดี จีวรย่อมเป็นอันภิกษุนั้นรับแล้วทีเดียว. ก็ถ้าว่าภิกษุรับเอาจีวรที่ภิกษุณีฝากไปในมือของนางสิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสกและอุบาสิกาเป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ. บริษัททั้ง ๔ นำจีวรและผ้าสีต่างๆ มาวางไว้ใกล้เท้าแห่งภิกษุผู้กล่าวธรรมกถา หรือยืนในอุปาจาร หรือละอุปจารโยนให้. บรรดาผ้าเหล่านั้น จีวรใดเป็นของนางภิกษุณีทั้งหลาย, เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รับจีวรนั้นเหมือนกัน นอกจากแลกเปลี่ยนกัน.
               ท่านกล่าวไว้ในมหาปัจจรีและกุรุนทีว่า ก็ถ้าว่า จีวรทั้งหลายย่อมเป็นอันบริษัท ๔ โยนไปในเวลากลางคืน, ภิกษุไม่อาจรู้ได้ว่า นี้ของภิกษุณี นี้ของคนอื่น, ไม่มีกิจด้วยการแลกเปลี่ยน. คำที่กล่าวไว้ในมหาปัจจรีและกุรุนทีนั้น ไม่สมกัน เพราะสิกขาบทเป็นอจิตตกะ.
               ถ้าภิกษุณีถวายผ้าอาบน้ำฝน พึงกระทำให้เป็นของแลกเปลี่ยนเหมือนกัน. ก็ถ้าภิกษุณีวางไว้ที่กองหยากเยื่อเป็นต้นด้วยตั้งใจว่า ภิกษุทั้งหลายจงถือเอาเป็นผ้าบังสุกุล ดังนี้, ภิกษุจะอธิษฐานเป็นผ้าบังสุกุลถือเอา ควรอยู่.
               ข้อว่า อญฺญาติกาย อญฺญาติกสญฺญี คือ เป็นติกปาจิตตีย์.
               สองบทว่า เอกโต อุปสมฺปนฺนาย มีความว่า เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้รับจากมือของภิกษุณีผู้อุปสมบท ในสำนักนางภิกษุณีทั้งหลาย (ฝ่ายเดียว) แต่เป็นปาจิตตีย์ (แก่ภิกษุผู้รับจากมือ) ของภิกษุณีผู้อุปสมบทในสำนักแห่งภิกษุทั้งหลาย.
               สองบทว่า ปริตฺเตน วา วิปุลํ มีความว่า ถ้าแม้นว่า ภิกษุจะรับไตรจีวรมีค่ามาก ด้วยจีวรมีค่าน้อย หรือด้วยบริขารอื่นมีถุงรองเท้า ถลกบาตร ผ้าอังสะ และประคดเอวเป็นต้น, ไม่เป็นอาบัติ. แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ชั้นที่สุดแม้ด้วยชิ้นสมอ.
               สองบทว่า วิปุเลน วา ปริตฺตํ นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบโดยความวิปลาส (ตรงกันข้าม) จากที่กล่าวแล้ว.
               สองบทว่า อญฺญํ ปริกฺขารํ มีความว่า บริขารชนิดใดชนิดหนึ่งมีถลกบาตรเป็นต้น. แต่แม้ผ้ากรองน้ำมีขนาดเท่าจีวรอย่างต่ำที่ต้องวิกัป ไม่ควร. จีวรใดไม่พอที่จะอธิษฐาน ไม่พอที่จะวิกัป, จีวรนั้นควรทุกอย่าง. ถ้าแม้นเป็นผ้าเปลือกฟูกมีขนาดเท่าเตียง ก็สมควรเหมือนกัน. ก็จะป่วยกล่าวไปไยในผ้าถลกบาตรเป็นต้นเล่า?
               บทที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.
               บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

               พรรณนาจีวรปฏิคคหณสิกขาบทที่ ๕ จบ.               
               ------------------------------------------------------------               

.. อรรถกถา นิสสัคคิยกัณฑ์ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จีวรวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๕ จบ.
อ่านอรรถกถา 2 / 1อ่านอรรถกถา 2 / 42อรรถกถา เล่มที่ 2 ข้อ 46อ่านอรรถกถา 2 / 53อ่านอรรถกถา 2 / 881
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=02&A=752&Z=910
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com