ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ
เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง

               อรรถกถาอุรุเวลกัสสปาทิวัตถุ               
               บทว่า ปมุโข ประมุข คือเป็นหัวหน้า.
               บทว่า ปาโมกฺโข ปาโมกข์ มีความว่า เป็นผู้สูงสุด คือมีปัญญาผ่องแผ้ว.
               บทว่า อนุปหจฺจ ไม่ทำลายแล้ว ได้แก่ไม่ให้เสีย.
               สองบทว่า เตชสา เตชํ มีความว่า ข่มเดชแห่งนาคด้วยเดชของตน.
               บทว่า ปริยาเทยฺยํ มีความว่า พึงครอบงำเสีย หรือพาให้วอดวายไป.
               บทว่า มกฺขํ ได้แก่ความโกรธ.
               ข้อว่า น เตฺวว จ โข อรหา ยถา อหํ มีความว่า บุคคลผู้เช่นดังเราสำคัญตนว่า เราเป็นอรหันต์ อวดอ้างอยู่ฉันใด จะได้เป็นอรหันต์ฉันนั้น หามิได้ทีเดียว.
               สองบทว่า อชฺชุณฺเห อคฺคิสรณมฺหิ มีความว่า เราพึงอยู่ตลอดวันหนึ่งในวันนี้.
               บทว่า ผาสุกาโม คือมุ่งจะเกื้อกูล.
               บทว่า สุมานโส ได้แก่ ผู้มีใจประกอบพร้อมด้วยปีติและโสมนัส.
               บทว่า น วิมโน ได้แก่ ผู้มีใจดี. อธิบายว่า ใจที่โทสะไม่ครอบงำ.
               สองบทว่า อคฺยาคารํ อุทิจฺจเร มีความว่า เรือนไฟลุกโพลง.
               บทว่า ชฏิลา เชื่อมกับบทนี้ว่า ภณนฺติ.
               หลายบทว่า อหินาคสฺส อจฺจิโย น โหนฺติ มีความว่า เปลวไฟแห่งนาคมีแสงไม่รุ่งเรือง มีสีผิดรูป.
               บทว่า ผลิกวณฺณาโย คือมีวรรณะเหมือนแก้วผลึก.
               บทว่า องฺคิรสสฺส มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอังคีรส เหตุมีพระองค์เป็นแดนสร้านออกแห่งรัศมี แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระนามว่าอังคีรส พระองค์นั้น.๑-
               สองบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา มีความว่า เมื่อราตรีสิ้นไปมากแล้ว.
               อธิบายว่า ยังเหลืออยู่น้อย.
               บทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา คือ มีวรรณะงาม ได้แก่มีวรรณะน่าชอบใจนัก.
               บทว่า เกวลกปฺปํ ได้แก่ ทั้งสิ้น คือสิ้นเชิง.
               ชฎิลอุรุเวลกัสสปะ หมายถึงรัศมีแห่งวรรณะของท้าวมหาราชทั้ง ๔ กล่าวว่า ปุริมาหิ วณฺณนิภาหิ.
               บทว่า ปาณินา คือด้วยมือ.
               หลายบทว่า กกุเธ อธิวตฺถา เทวตา ได้แก่ เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นรกฟ้า.
               บทว่า วิสฺสชฺเชยฺยํ มีความว่า พึงคลี่ผึ่งไว้เพื่อต้องการจะให้แห้ง.
               ต้นรกฟ้านั้นน้อมลงราวกะว่าทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้าขอพระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์มาเถิด เพราะฉะนั้น ต้นรกฟ้านั้นจึงชื่อว่า อาหรหตฺโถ น้อมลงดุจทูลว่า ขอจงทรงเอื้อมพระหัตถ์มา.
               บทว่า อุยฺโยเชตฺวา ได้แก่ทิ้ง. ภาชนะสำหรับติดไฟ เรียกมัณฑามุขี.๒-
               บทว่า จิรปฏิกา มีความว่า จำเดิมแต่กาลนาน.
               บทว่า เกสมิสฺสํ เป็นต้น มีความว่า ผมทั้งหลายนั่นเองชื่อว่า เกสมิสฺสํ มวยผม.
               ทุกบทมีนัยเหมือนกัน.
               หาบสำหรับใส่บริขารของดาบส ชื่อว่า ขาริกาชะ.
____________________________
๑- ตั้งวิเคราะห์ให้บทปลงเป็นปฐมาวิภัติก่อนแล้ว จึงใช้สรรพนามโยคตามรูปเดิมทีหลัง อนึ่ง ในวิเคราะห์นี้สงสัยว่าจะตกศัพท์ ฉัฏฐีวิภัติไปศัพท์หนึ่ง.
๒- พระบาลีเป็น มนฺทามุขิโย โบราณว่า เชิงกราน.

               อรรถกถาอุรุเวลกัสสปาทิวัตถุ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง จบ.
อ่านอรรถกถา 4 / 1อ่านอรรถกถา 4 / 35อรรถกถา เล่มที่ 4 ข้อ 37อ่านอรรถกถา 4 / 56อ่านอรรถกถา 4 / 252
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=04&A=864&Z=1215
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๗  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :