ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ จีวรขันธกะ
กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์เป็นต้น

               เรื่องหมอชีวก               
               วินิจฉัยในจีวรขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
               บทว่า ปทกฺขา ได้แก่ เฉียบแหลม คือฉลาด.
               บทว่า อภิสฏา ได้แก่ ไปหา.
               ถามว่า ชนเหล่าไรไปหา?
               ตอบว่า พวกมนุษย์ผู้มีความต้องการ.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ ดังนี้ เพราะทรงใช้ฉัฏฐีวิภัตติ ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
               หลายบทว่า ปญฺญาสาย จ รตฺตึ คจฺฉติ มีความว่า นางอัมพปาลีคณิกาถือเอาทรัพย์ ๕๐ กหาปณะแล้วไปคืนหนึ่งๆ.
               บทว่า เนคโม ได้แก่ หมู่กุฏุมพี.
               ข้อว่า สาลวตึ กุมารึ คณิกํ วุฏฺฐาเปสิ มีความว่า ทวยนาครให้ทรัพย์สองแสน พระราชาพระราชทานสามแสน และแดนกำหนดอารามอุทยาน และพาหนะเป็นต้นอย่างอื่นแล้ว ให้นางสาลวดีรับรอง. อธิบายว่า ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งนางนครโสภิณี.
               หลายบทว่า ปฏิสเตน จ รตฺตึ คจฺฉติ มีความว่า ไปอยู่ร่วมกันคืนละ ๑๐๐ กหาปณะ.
               สองบทว่า คิลานํ ปฏิเวเทยฺยํ มีความว่า เราพึงให้ทราบความที่เราเป็นคนเจ็บ.
               บทว่า กตฺตรสุปฺเป ได้แก่ กระด้งเก่า.
               บทว่า ทิสาปาโมกฺโข มีความว่า เป็นคนที่มีชื่อเสียง คือเป็นใหญ่ มีคนรู้จักทั่วทุกทิศ.
               เพราะเหตุไร? ชีวกจึงถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ใครเป็นมารดาของหม่อมฉัน?
               ได้ยินว่า เด็กหลวงเหล่าอื่น ซึ่งเล่นอยู่ด้วยกัน เมื่อเกิดทะเลาะกันขึ้น ย่อมกล่าวกะชีวกนั้นว่า เจ้าลูกไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ.
               เหมือนอย่างว่า ในงานมหรสพเป็นต้น ญาติทั้งหลายมีน้าและป้าเป็นต้น ย่อมส่งของขวัญบางสิ่งบางอย่าง ไปให้แก่เด็กเหล่าอื่นฉันใด ใครจะส่งของขวัญไรๆ ไปให้แก่ชีวกนั้น ฉันนั้น หามิได้ เพราะเหตุนั้น เขาคำนึงถึงเหตุทั้งปวงนั้นแล้ว เพื่อทราบว่า เราเป็นผู้ไม่มีแม่แน่หรือหนอ? จึงทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ใครเป็นมารดา ใครเป็นบิดาของหม่อมฉัน?
               สองบทว่า ยนฺนูนาหํ สิปฺปํ มีความว่า ชีวกคิดว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงศึกษาศิลปะทางแพทย์เถิด.
               ได้ยินว่า เขาได้มีความรำพึงอย่างนี้ว่า หัตถิศิลปะและอัศวศิลปะเป็นต้นเหล่านี้แล เนื่องด้วยเบียดเบียนผู้อื่น. ศิลปะทางแพทย์มีเมตตาเป็นส่วนเบื้องต้น เนื่องด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เขาจึงหมายเอาเฉพาะศิลปะทางแพทย์ คิดว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงศึกษาศิลปะเถิด.
               อีกอย่างหนึ่ง นับแต่กัลป์นี้ไปแสนกัลป์ ชีวกนี้ได้เห็นแพทย์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ซึ่งมีคุณแผ่ไปในภายในบริษัททั้งสี่ว่า หมอนี้เป็นพุทธอุปัฏฐาก จึงคิดว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงถึงฐานันดรเช่นนี้บ้าง? แล้วถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในอนาคตกาล ข้าพระองค์พึงเป็นพุทธอุปัฏฐากบ้าง เหมือนอย่างหมอคนโน้นเป็นอุปัฏฐากของพระองค์เถิด.
               ชีวกนั้น ผู้แม้อันความปรารถนาเดิมนั้นเตือนใจอยู่ จึงหมายเอาเฉพาะศิลปะทางแพทย์ คิดว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงศึกษาศิลปะเถิด.
               ก็ในสมัยนั้น พวกพ่อค้าชาวเมืองตักกสิลา ได้ไปเพื่อเฝ้าอภัยราชกุมาร ชีวกถามพ่อค้าเหล่านั้นว่า พวกท่านมาจากไหน?
               เขาได้ตอบว่า มาจากเมืองตักกสิลา.
               จึงถามว่า ในเมืองนั้นมีอาจารย์ผู้สอนศิลปะทางแพทย์ไหม?
               ได้ฟังว่า เออ กุมาร แพทย์ผู้เป็นทิศาปาโมกข์ อาศัยอยู่ในเมืองตักกสิลา.
               จึงสั่งว่า ถ้ากระนั้น เวลาที่ท่านจะไป ท่านพึงบอกเราด้วย.
               พ่อค้าเหล่านั้นได้กระทำตามสั่ง. เขาไม่ทูลลาพระบิดา ได้ไปเมืองตักกสิลากับพ่อค้าเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า ไม่ทูลลาอภัยราชกุมาร เป็นอาทิ.
               หลายบทว่า อิจฺฉามหํ อาจริย สิปฺปํ สิกฺขิตุ ํ มีความว่า ได้ยินว่า แพทย์นั้นเห็นเขาเข้าไปหาอยู่.
               จึงถามว่า พ่อ เป็นใครกัน?
               เขาตอบว่า ผมเป็นนัดดาของพระเจ้าพิมพิสารมหาราช เป็นบุตรของอภัยราชกุมาร.
               แพทย์ถามว่า ก็เหตุไรเล่า พ่อจึงมาที่นี่?
               ลำดับนั้น เขาจึงตอบว่า เพื่อศึกษาศิลปะในสำนักของท่าน. แล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์ ผมอยากศึกษาศิลปะ.
               ข้อว่า พหุญฺจ คณฺหาติ มีความว่า ศิษย์เหล่าอื่นมีขัตติยราชกุมารเป็นต้น ให้ทรัพย์แก่อาจารย์แล้ว ไม่กระทำการงานไรๆ ศึกษาแต่ศิลปะเท่านั้นฉันใด, ชีวกนั้นหาได้กระทำฉันนั้นไม่. ส่วนเขาไม่ให้ทรัพย์ไรๆ เป็นอย่างธัมมันเตวาสิก กระทำการงานของอุปัชฌาย์ ในเวลาหนึ่ง ศึกษาในเวลาหนึ่งเท่านั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น กุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร เพราะตนเป็นผู้มีปัญญา ย่อมเรียนได้มาก เรียนได้เร็ว ย่อมจำทรงไว้ดี ทั้งศิลปะที่เขาเรียนแล้ว ย่อมไม่หลงลืม.
               วินิจฉัยในคำว่า สตฺต จ เม วสฺสานิ อธิยนฺตสฺส นยิมสฺส สิปฺปสฺส อนฺโต ปญฺญายติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
               ได้ยินว่า เพียง ๗ ปี ชีวกนี้เรียนแพทยศิลปะจบเท่าที่อาจารย์รู้ทั้งหมด ซึ่งศิษย์เหล่าอื่นเรียนถึง ๑๖ ปี.
               ฝ่ายท้าวสักกเทวราชได้มีพระรำพึงอย่างนี้ว่า ชีวกนี้จักเป็นอุปัฏฐาก ผู้มีความคุ้นเคยอย่างยอดของพระพุทธเจ้า เอาเถิด เราจะให้เขาศึกษาการประกอบยา. จึงเข้าสิงในสรีระของอาจารย์ ให้ชีวกนั้นศึกษาการประกอบยา โดยวิธีที่แพทย์สามารถรักษาโรคไม่มีส่วนเหลือยกเว้นวิบากของกรรมเสีย ให้หายด้วยการประกอบยาขนานเดียวเท่านั้น.
               ส่วนเขาสำคัญว่า เราเรียนในสำนักอาจารย์ เพราะฉะนั้น พอท้าวสักกะปล่อยด้วยทรงดำริว่า บัดนี้ชีวกสามารถเพื่อเยียวยาได้ เขาจึงคิดอย่างนั้นแล้วถามอาจารย์.
               ส่วนอาจารย์ทราบดีว่า ชีวกนี้ไม่ได้เรียนศิลปะด้วยอานุภาพของเรา เรียนด้วยอานุภาพของเทวดา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เตนหิ ภเณ.
               สามบทว่า สมนฺตา โยชนํ อาหิณฺฑนฺโต มีความว่า ออกทางประตูด้านหนึ่งๆ วันละประตู เที่ยวไปตลอด ๔ วัน.
               สามบทว่า ปริตฺตํ ปาเถยฺยํ อทาสิ มีความว่า ได้ให้เสบียงมีประมาณน้อย.
               เพราะเหตุไร?
               ได้ยินว่า แพทยาจารย์นั้นได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า ชีวกนี้เป็นบุตรของมหาสกุล พอไปถึงเท่านั้น จักได้สักการะใหญ่ จากสำนักบิดาและปู่ เหตุนั้น เขาจักไม่รู้คุณของเราหรือของศิลปะ แต่เขาสิ้นเสบียงในกลางทางแล้ว จักต้องใช้ศิลป แล้วจักรู้คุณของเราและของศิลปะแน่แท้ เพราะเหตุนั้น จึงให้เสบียงแต่น้อย.
               บทว่า ปสเทน คือ ฟายมือหนึ่ง.
               บทว่า ปิจุนา คือ ปุยฝ้าย.
               บทว่า ยตฺร หิ นาม คือชื่อใด?
               บทว่า กิมฺปิมายํ ตัดบทเป็น กิมฺปิ เม อยํ.
               สามบทว่า สพฺพาลงฺการํ ตุยฺหํ โหตุ มีความว่า ได้ยินว่า พระราชาทรงดำริว่า หากว่า หมอชีวกจักถือเอาเครื่องประดับทั้งปวงนี้ไซร้ เราจักตั้งเขาในตำแหน่งพอประมาณ ; หากว่า เขาจักไม่รับเอาไซร้ เราจักตั้งเขาให้เป็นคนสนิทภายในวัง ดังนี้ จึงตรัสอย่างนั้น.
               อภัยราชกุมารก็ดี พวกนางระบำทั้งหลายก็ดี บังเกิดความคิดว่า ไฉนหนอ ชีวกจะไม่พึงถือเอา? ถึงเขาก็ดูเหมือนจะทราบความคิดของชนเหล่านั้น จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้เป็นเครื่องประดับของอัยยิกาหม่อมฉัน อันเครื่องประดับนี้ ไม่สมควรที่หม่อมฉันจะรับไว้ ดังนี้แล้ว กราบทูลว่า อลํ เทว เป็นอาทิ.
               พระราชาทรงเลื่อมใส พระราชทานเรือนอันพร้อมสรรพด้วยเครื่องประดับทั้งปวง สวนอัมพวัน บ้านมีส่วยแสนหนึ่งประจำปีและสักการะใหญ่ แล้วตรัสคำเป็นต้นว่า เตนหิ ภเณ.
               หลายบทว่า อธิการํ เม เทโว สรตุ มีความว่า ขอจงทรงระลึกถึงอุปการะแห่งกิจการที่หม่อมฉันได้ทำไว้.
               สองบทว่า สีสจฺฉวึ อุปฺปาเฏตฺวา ได้แก่ ถลกหนังศีรษะ.
               สองบทว่า สิพฺพินึ วินาเมตฺวา ได้แก่ เปิดรอยประสาน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร หมอชีวกจึงกล่าวว่า คฤหบดี ท่านอาจหรือ?
               ตอบว่า หมอชีวกทราบว่า ได้ยินว่า สมองศีรษะย่อมไม่อยู่ที่ได้ เพราะการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ, แต่เมื่อเศรษฐีนั้นนอนนิ่ง ไม่กระเทือน ๓ สัปดาห์ สมองศีรษะจักอยู่ที่ได้ ดังนี้ แล้วคิดว่า อย่ากระนั้นเลย เศรษฐีพึงปฏิญญาข้างละ ๗ เดือนๆ แต่พึงนอนเพียงข้างละ ๗ วันๆ จึงกล่าวอย่างนั้น.
               ด้วยเหตุนั้นแล หมอชีวกจึงกล่าวข้างหน้าว่า ก็แต่ว่า ท่านอันเรารู้แล้ว โดยทันทีทีเดียว.
               หลายบทว่า นาหํ อาจริย สกฺโกมิ มีความว่า ได้ยินว่า ความเร่าร้อนใหญ่ บังเกิดขึ้นในสรีระของเศรษฐีนั้น, เพราะเหตุนั้น เขาจึงกล่าวอย่างนั้น.
               สองบทว่า ตีหิ สตฺตาเหน คือ ๓ ข้างๆ ละสัปดาหะหนึ่ง.
               สองบทว่า ชนํ อุสฺสาเรตฺวา คือ ให้ไล่คนออกไปเสีย.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ จีวรขันธกะ กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์เป็นต้น จบ.
อ่านอรรถกถา 5 / 1อ่านอรรถกถา 5 / 127อรรถกถา เล่มที่ 5 ข้อ 128อ่านอรรถกถา 5 / 134อ่านอรรถกถา 5 / 261
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=05&A=3258&Z=3513
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :