ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ จีวรขันธกะ
องค์ของเจ้าหน้าที่ผู้แจกจีวรเป็นต้น

               ว่าด้วยเจ้าหน้าที่แจกจีวร               
               สองบทว่า อุสฺสนฺนํ โหติ มีความว่า จีวรมีมากต้องจัดกองไว้คือเรือนคลังไม่จุพอ.
               บทว่า สมฺมุขีภูเตน คือ ยืนอยู่ภายในอุปจารสีมา.
               บทว่า ภาเชตุ ํ มีความว่า เพื่อให้ประกาศเวลา แจกกันตามลำดับ.
               สองบทว่า โกลาหลํ อกาสิ คือ ได้ทำเสียงดังอย่างนี้ว่า ท่านจงให้แก่อาจารย์ของเรา ท่านจงให้แก่อุปัชฌาย์ของเรา.
               วินิจฉัยในองค์ของเจ้าหน้าที่แจกจีวร พึงทราบดังนี้ :-
               เมื่อให้จีวรที่มีราคามาก แม้ยังไม่ถึง (ลำดับ) แก่ภิกษุทั้งหลายผู้ชอบพอกัน ชื่อถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ. ไม่ให้จีวรมีราคามาก แม้ถึงแก่ภิกษุผู้แก่กว่าเหล่าอื่น แต่กลับเอาจีวรมีราคาน้อยให้ชื่อถึงความลำเอียง เพราะความเกลียดชัง. ภิกษุผู้งมงายด้วยความเขลา ไม่รู้จักธรรมเนียมการให้จีวร ชื่อถึงความลำเอียงเพราะงมงาย เพราะกลัวแม้แต่ภิกษุอ่อนผู้มีปากกล้า จึงให้จีวรมีราคามากที่ยังไม่ทันถึง (ลำดับ) ชื่อถึงความลำเอียงเพราะกลัว. ภิกษุใดไม่ถึงความลำเอียงอย่างนั้น คือ เป็นผู้เที่ยงตรง เป็นผู้พอดี วางเป็นกลางต่อภิกษุทั้งปวง ภิกษุเห็นปานนี้สงฆ์ควรสมมติ.
               บทว่า ภาชิตาภาชิตํ มีความว่า ภิกษุผู้ทราบอยู่ว่า ผ้าแจกไปแล้วเท่านี้ ยังมิได้แจกเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทราบผ้าที่แจกแล้วและยังมิได้แจก.
               บทว่า อุจฺจินิตฺวา มีความว่า คัดเลือกผ้าทั้งหลายอย่างนี้ว่านี่เนื้อหยาบ นี่เนื้อละเอียด นี่เนื้อแน่น นี่เนื้อบาง นี่ใช้แล้ว นี่ยังไม่ได้ใช้ นี่ยาวเท่านี้ นี่กว้างเท่านี้.
               บทว่า ตุลยิตฺวา มีความว่า ทำการกำหนดราคาอย่างนี้ว่า ผืนนี้ตีราคาเท่านี้ ผืนนี้ตีราคาเท่านี้.
               สองบทว่า วณฺณาวณฺณํ กตฺวา มีความว่า ถ้าเฉพาะผืนหนึ่งๆ ซึ่งมีราคาผืนละ ๑๐ กหาปณะๆ พอทั่วกัน อย่างนั้น นั่นเป็นการดี ; ถ้าไม่พอผืนใด ตีราคา ๙ หรือ ๘ กหาปณะ ผืนนั้นควบกับผืนอื่น ซึ่งมีราคา ๑ กหาปณะ และมีราคา ๒ กหาปณะจัดส่วนเท่าๆ กันโดยอุบายนี้แล.
               ข้อว่า ภิกฺขู คเณตฺวา วคฺคํ พนฺธิตฺวา มีความว่า หากว่าเมื่อแจกทีละรูปๆ วันไม่พอ เราอนุญาตให้นับภิกษุพวกละ ๑๐ รูปๆ จัดส่วนจีวรเป็นหมวดๆ หมวดละ ๑๐ ส่วนๆ ทำเป็นมัดอันเดียวกันตั้งเป็นส่วนจีวรอันหนึ่ง เมื่อส่วนจีวรได้จัดตั้งไว้อย่างนี้แล้วพึงให้จับสลาก แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็พึงจับสลากแจกกันอีก.
               วินิจฉัยในข้อว่า สามเณรานํ อุฑฺฒปฏิวึสํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
               สามเณรเหล่าใดเป็นอิสระแก่ตน ไม่ทำการงานที่ควรทำของภิกษุสงฆ์ ขวนขวายในอุทเทสและปริปุจฉา ทำวัตรปฏิบัติแก่อาจารย์และอุปัชฌาย์เท่านั้น ไม่ทำแก่ภิกษุเหล่าอื่น เฉพาะสามเณรเหล่านั้น พึงให้กึ่งส่วน. ฝ่ายสามเณรเหล่าใดทำกิจที่ควรทำของภิกษุสงฆ์เท่านั้น ทั้งปุเรภัตและปัจฉาภัต พึงให้ส่วนเท่ากันแก่สามเณรเหล่านั้น. แต่คำนี้กล่าวเฉพาะด้วยอกาลจีวร ซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัย ได้เก็บไว้ในเรือนคลัง ส่วนกาลจีวรต้องให้เท่าๆ กันแท้.
               ผ้าจำนำพรรษา ซึ่งเกิดในที่นั้น ภิกษุและสามเณรพึงทำผาติกรรมแก่สงฆ์มีผูกไม้กวาดเป็นต้น แล้วถือเอา. จริงอยู่ การทำหัตถกรรมมีผูกไม้กวาดเป็นต้น เป็นวัตรของภิกษุสามเณรทั้งปวง ในการถือเอาผ้าจำนำพรรษานี้ ทั้งใน (อกาล) จีวรที่เก็บไว้ในเรือนคลัง (ตามปกติ). ถ้าว่า สามเณรทั้งหลายมากระทำการร้องขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ พวกผมต้มข้าวต้ม พวกผมหุงข้าวสวย พวกผมปิ้งของควรเคี้ยว พวกผมถางหญ้า พวกผมหาไม้สีฟันมา พวกผมทำสะเก็ดน้ำย้อมให้ควรถวาย ก็อะไรเล่า ที่ชื่อว่าพวกผมไม่ได้ทำ พึงให้ส่วนเท่ากันแก่สามเณรเหล่านั้นเทียว.
               การให้ส่วนเท่ากัน เมื่อพวกสามเณรทำการร้องขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสามเณรผู้กระทำผิดและสามเณรผู้มีความกระทำไม่ปรากฏ. แต่ในกุรุนทีแก้ว่า หากว่า สามเณรทั้งหลายวิงวอนว่า ท่านผู้เจริญ พวกผมไม่ทำงานของสงฆ์ เพราะเหตุอะไร พวกผมจักทำ พึงให้ส่วนเท่ากัน.
               บทว่า อุตฺตริตุกาโม มีความว่า ผู้ประสงค์จะข้ามแม่น้ำหรือทางกันดาร คือผู้ได้พวกแล้วประสงค์จะหลีกไปสู่ทิศ.
               คำว่า สกํ ภาคํทาตุ ํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเนื้อความนี้ว่า
               เมื่อขนจีวรออกจากเรือนคลังจัดกองไว้แล้ว ตีระฆังแล้ว ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว, ภิกษุผู้ได้พวกแล้วประสงค์จะไป อย่าต้องพลัดพรากจากพวก. เพราะฉะนั้น เมื่อจีวรยังมิได้ขนออกก็ดี ระฆังยังมิได้ตีก็ดี สงฆ์ยังมิได้ประชุมกันก็ดี ไม่ควรให้. แต่เมื่อจีวรขนออกแล้ว ตีระฆังแล้ว ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่แจกจีวร พึงคะเนดูว่า ส่วนของภิกษุนี้พึงมีเท่านี้ แล้วให้จีวรตามความคาดคะเน ; เพราะว่าไม่อาจให้เท่าๆ กัน เหมือนชั่งด้วยตราชั่งได้ เพราะฉะนั้น จะหย่อนไปหรือเกินไปก็ตามที จีวรที่ให้แล้ว โดยคาดคะเนโดยนัยอย่างนี้ เป็นอันให้ด้วยดีแท้ ; หย่อนไปก็ไม่ต้องแถมให้อีก เกินไปก็ไม่ต้องเอาคืนฉะนี้แล.
               ข้อว่า อติเรกภาเคน มีความว่า ภิกษุมี ๑๐ รูป ทั้งผ้าก็มี ๑๐ ผืนเหมือนกัน. ในผ้าเหล่านั้น ผืนหนึ่งตีราคา ๑๒ กหาปณะ ผืนที่เหลือตีราคาผืนละ ๑๐ กหาปณะ เมื่อได้จับสลากในผ้าทั้งปวงด้วยอำนาจตีราคาผืนละ ๑๐ กหาปณะเท่ากัน สลากในผ้ามีราคา ๑๒ กหาปณะ ให้ตกแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประสงค์จะไปทั้งส่วนที่เกินนั้น ด้วยกล่าวว่า จีวรของเราย่อมพอเพียงด้วยส่วนเท่านี้. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ผู้มีอายุ ส่วนที่เกินต้องเป็นของสงฆ์ ; พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำนั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้ส่วนที่เกิน ในเมื่อเธอให้สิ่งของสำหรับทดแทนแล้ว ดังนี้ เพื่อแสดงเนื้อความนั้นว่า ชื่อว่าน้อยย่อมไม่มีในของสงฆ์และของคณะ ภิกษุพึงทำความสำรวมในของสงฆ์และของคณะทั้งปวง ถึงภิกษุผู้จะถือเอาก็พึงรังเกียจ.
               ในบทว่า อนุกฺเขเป ทินฺเน นั้น มีความว่า ขึ้นชื่อว่าสิ่งของสำหรับทดแทน ได้แก่กัปปิยภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะพึงทดแทน คือพึงใช้แทนให้. ในส่วนของภิกษุนั้น ที่เกินไปเท่าใด เมื่อกัปปิยภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีราคาเท่านั้น อันเธอให้แล้ว.
               ความบกพร่องในคำว่า วิกลเก โตเสตฺวา นี้ มี ๒ คือ :-
               บกพร่องจีวร ๑ บกพร่องบุคคล ๑.
               ที่ชื่อว่าความบกพร่องจีวร พึงทราบดังนี้ :-
               ผ้าถึงภิกษุรูปละ ๕ ผืนๆ ทั่วกัน, ทั้งยังมีผ้าเหลือ แต่ไม่พอรูปละผืนๆ พึงตัดให้. ก็แล เมื่อจะตัด พึงทำให้เป็นท่อนให้พอแก่จีวรมีอัฑฒมณฑลเป็นต้น หรือบริขารอื่นมีถุงใส่รองเท้าเป็นต้น โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุด สมควรตัดท่อนให้กว้างเพียง ๔ นิ้ว ยาวพอแก่อนุวาต. แต่ไม่พึงทำเป็นท่อนจนใช้ไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นข้อที่จีวรไม่เพียงพอ ชื่อว่าความบกพร่องจีวร ในคำว่า วิกลเก โตเสตฺวา นี้ ด้วยประการฉะนี้.
               อนึ่ง เมื่อตัดจีวรให้แล้ว จีวรนั้นเป็นของแถมให้ภิกษุทั้งหลายพอใจ. ลำดับนั้นพึงทำการจับสลาก.
               ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า ถึงหากว่า ในส่วนของภิกษุรูปหนึ่ง ผ้าจะไม่พอผืน ๑ หรือ ๒ ผืน, พึงแถมสมณบริขารอย่างอื่นในส่วนนั้น ภิกษุใดพอใจด้วยส่วนนั้น, พึงให้ส่วนนั้นแก่ภิกษุนั้นแล้ว พึงทำการจับฉลากในภายหลัง ; แม้นี้ก็ชื่อว่า ความบกพร่องจีวร.
               ที่ชื่อว่า ความบกพร่องบุคคล พึงทราบดังนี้ :-
               เมื่อนับภิกษุจัดเป็นหมวดๆ ละ ๑๐ รูป หมวดหนึ่งไม่ครบ มีภิกษุอยู่ ๘ รูปหรือ ๙ รูป พึงให้แก่ภิกษุเหล่านั้น ๘ ส่วนหรือ ๙ ส่วนว่า ท่านทั้งหลายจงนับส่วนเหล่านี้แบ่งแจกกันเกิด. ข้อที่บุคคลไม่เพียงพอนี้ ชื่อความบกพร่องบุคคล ด้วยประการฉะนี้. ก็เมื่อให้เป็นแผนกแล้ว จีวรนั้นย่อมเป็นของที่ให้ภิกษุทั้งหลายพอใจได้, ครั้นให้พอใจได้อย่างนั้นแล้ว พึงทำการจับสลาก.
               อีกอย่างหนึ่ง ข้อว่า วิกลเก โตเสตฺวา มีความว่า ส่วนจีวรใดบกพร่อง. พึงเอาบริขารอื่นแถมส่วนจีวรนั้นให้เท่ากันแล้วพึงทำการจับสลาก.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ จีวรขันธกะ องค์ของเจ้าหน้าที่ผู้แจกจีวรเป็นต้น จบ.
อ่านอรรถกถา 5 / 1อ่านอรรถกถา 5 / 141อรรถกถา เล่มที่ 5 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 5 / 147อ่านอรรถกถา 5 / 261
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=05&A=3819&Z=3859
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :