ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ เภสัชชขันธกะ
ภิกษุอาพาธในฤดูสารทเป็นต้น

               อรรถกถาเภสัชชขันธกะ               
               ว่าด้วยเภสัช               
               วินิจฉัยในเภสัชชขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
               สองบทว่า สารทิเกน อาพาเธน ได้แก่ อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นในสารทกาล.๑-
               จริงอยู่ ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมเปียกด้วยน้ำฝนบ้าง ย่อมเหยียบย่ำโคลนบ้าง แดดย่อมกล้าในระหว่างๆ บ้าง เพราะเหตุนั้น ดีของภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นของซึมเข้าไปในลำไส้.
____________________________
๑- กล่าวตามฤดู ๖ ในตำราแพทย์ ไท, สารทฤด ได้แก่ เดือนสิบเอ็ดกับเดือนสิบสอง และว่าเป็นไข้เพื่อลม.

               สองบทว่า อาหารตฺถญฺจ ผเรยฺย มีความว่า วัตถุพึงยังประโยชน์ด้วยอาหารให้สำเร็จ.
               บทว่า นจฺฉาเทนฺติ มีความว่า ย่อมไม่ยอมไป คือไม่สามารถจะระงับโรคลมได้.
               บทว่า สิเนสิกานิ ได้แก่ โภชนะที่สนิท.
               บทว่า ภตฺตจฺฉาทเกน คือ ความไม่ย่อยแห่งอาหาร.
               ในคำว่า กาเล ปฏิคฺคหิตํ เป็นต้น มีความว่า รับประเคนเจียวกรอง ในเมื่อเวลาเที่ยงยังไม่ล่วงเลยไป.
               สองบทว่า เตลปริโภเคน ปริภุชิตุ ํ มีความว่า เพื่อบริโภคอย่างบริโภคน้ำมัน ซึ่งเป็นสัตตาหกาลิก.
               บทว่า วจตฺถํ ได้แก่ ว่านที่เหลือ.
               สองบทว่า นิสทํ นิสทโปตํ ได้แก่ ตัวหินบดและลูกหินบด.
               ชื่อว่า ปัคควะ นั้น เป็นชาติไม้เถา (ได้แก่บอระเพ็ด).
               บทว่า นตฺตมาลํ ได้แก่ กระถินพิมาน.
               วินิจฉัยในบทว่า อจฺฉวสํ เป็นอาทิ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในอรรถกถาแห่งนิสสัคคิกัณฑ์๒- นั่นแล.
               แม้วินิจฉัยในมูลเภสัชเป็นต้น ก็ได้กล่าวแล้วในขุททกวรรณนา๓- เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น คำใดๆ ที่ไม่ได้กล่าวแล้วในก่อน ข้าพเจ้าจักพรรณนาเฉพาะคำนั้นๆ ในที่นี้. หิงคุ หิงคุชตุและหิงคุสิปาฏิกา ก็คือชาตแห่งหิงคุนั่นเอง. ตกะ ตกปัตติและตกปัณณิยะ ก็คือชาติครั่งนั่นเอง.
____________________________
๒- สมนฺต ทุติย. ๒๕๕.
๓- สมนฺต. ทุตยิ. ๔๑๓.


               เกลือสมุทร นั้นได้แก่ เกลือที่เกิดตามฝั่งทะเลเหมือนทราย.
               ชื่อว่า กาฬโลณะ นั้นได้แก่ เกลือตามปกติ.
               เกลือสินเธาว์นั้น ได้แก่ เกลือมีสีขาว เกิดตามภูเขา.
               ชื่อว่า อุพภิทะ นั้นได้แก่ เกลือที่เป็นหน่อขึ้นจากแผ่นดิน.
               ชื่อว่า พิละ นั้นได้แก่ เกลือที่เขาหุงกับเครื่องปรุงทุกอย่าง เกลือนั้นแดง.
               บทว่า ฉกนํ ได้แก่ โคมัย.
               สองบทว่า กาโย วา ทุคฺคนฺโธ มีความว่า กลิ่นตัวของภิกษุบางรูป เหมือนกลิ่นตัวแห่งสัตว์มีม้าเป็นต้น จุรณแห่งไม้ซึกและดอกคำเป็นต้น หรือจุรณแห่งเครื่องหอมทุกๆ อย่าง ควรแก่ภิกษุแม้นั้น.
               บทว่า รชนนิปกฺกํ ได้แก่ กากเครื่องย้อม. ภิกษุจะตำแม้ซึ่งจุรณตามปกติแล้วแช่น้ำอาบ ก็ควร. แม้จุรณตามปกตินั้น ย่อมถึงความนับว่า กากเครื่องย้อมเหมือนกัน.
               อมนุษย์เคี้ยวกินเนื้อดิบและดื่มเลือดสด เพราะเหตุนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าไม่ได้เคี้ยวกินเนื้อดิบและดื่มเลือดสดนั้น. อมนุษย์ ครั้นเคี้ยวกินและดื่มแล้วได้ออกไป เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า อาพาธเกิดแต่อมนุษย์นั้นของเธอย่อมระงับ.
               คำว่า อญฺชนํ นี้ เป็นคำกล่าวครอบยาตาทั้งหมด.
               บทว่า กาฬญฺชนํ ได้แก่ ชาติแห่งยาตาชนิดหนึ่ง หรือยาตาที่หุงด้วยเครื่องปรุงทุกอย่าง.
               บทว่า รสญฺชนํ ได้แก่ ยาตาที่ทำด้วยเครื่องปรุงต่างๆ.
               บทว่า โสตญฺชนํ ได้แก่ ยาตาที่เกิดในกระแสน้ำเป็นต้น.
               หรดาล กลีบทอง ชื่อเครุกะ.
               ชื่อว่า กปัลละ นั้นได้แก่ เขม่าที่เอามาจากเปลวประทีป.
               ชื่อว่า จันทนะ ได้แก่ จันทน์ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีจันทน์แดงเป็นต้น. เครื่องยาตาทั้งหลายมีกฤษณาเป็นต้น ปรากฏแล้ว. เครื่องยาแม้เหล่าอื่นมีอุบลเขียวเป็นต้น ย่อมควรเหมือนกัน.
               บทว่า อญฺชนุปปึสเนหิ ได้แก่ เครื่องยาทั้งหลายที่จะพึงบดผสมกับยาตา. แต่เครื่องบดยาตาไรๆ จะไม่ควรหามิได้.
               บทว่า อฏฺฐิมยํ มีความว่า ภาชนะยาตาที่แล้วด้วยกระดูกที่เหลือ เว้นกระดูกมนุษย์.
               บทว่า ทนฺตมยํ ได้แก่ ภาชนะยาตาที่แล้วด้วยงา ทุกอย่างมีงาช้างเป็นต้น.
               ขึ้นชื่อว่า ภาชนะที่ไม่ควร ย่อมไม่มีในภาชนะที่ทำด้วยเขาเลย. ภาชนะยาตาที่แล้วด้วยไม้อ้อเป็นต้น เป็นของควรโดยส่วนเดียวแท้.
               บทว่า สลาโกธานิยํ มีความว่า ชนทั้งหลายย่อมเก็บไม้ด้ามยาตาในที่เก็บอันใด เราอนุญาตที่เก็บอันนั้นเป็นกลักก็ตาม เป็นถุงก็ตาม.
               บทว่า อํสวทฺธก นั้น ได้แก่ หูสำหรับสะพายแห่งถุงยาตา.
               สองบทว่า ยมกํ นตฺถุกรณึ ได้แก่ กล้องยานัตถ์อันเดียวเป็นหลอดคู่ มีรูเท่ากัน.
               ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว เตลปากํ มีความว่า การหุงน้ำมันทุกชนิด เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ใส่เครื่องยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงได้แท้.
               บทว่า อติปกฺขิตฺตมชฺชานิ มีความว่า มีน้ำเมาอันตนใส่เกินเปรียบไป.
               อธิบายว่า ปรุงใส่น้ำเมามากไป.
               ลมในอวัยวะใหญ่น้อย ชื่ออังควาตะ.
               บทว่า สมฺภารเสหํ ได้แก่ การเข้ากระโจมด้วยใบไม้ที่จะพึงหักได้ต่างๆ อย่าง.
               บทว่า มหาเสทํ มีความว่า เราอนุญาตให้นึ่งร่างกายด้วยบรรจุถ่านไฟให้เต็มหลุม ประมาณเท่าตัวคนแล้ว กลบด้วยฝุ่นและทรายเป็นต้น ลาดใบไม้ที่แก้ลมได้ต่างๆ ชนิด บนหลุมนั้น แล้วนอนพลิกไปพลิกมาบนใบไม้นั้น ด้วยตัวอันทาน้ำมันแล้ว.
               บทว่า ภงฺโคทกํ ได้แก่ น้ำที่ต้มเดือดด้วยใบไม้ต่างๆ ที่จะพึงหักได้. พึงรดตัวด้วยใบไม้เหล่านั้นและน้ำ เข้ากระโจม.
               บทว่า อุทโกฏฺฐกํ ได้แก่ ซุ้มน้ำ. ความว่า เราอนุญาตให้ใช้อ่างหรือรางที่เต็มด้วยน้ำอุ่นแล้วลงในอ่างหรือรางนั้น ทำการนึ่งให้เหงื่อออก.
               สองบทว่า ปพฺพวาโต โหติ มีความว่า ลมย่อมออกตามข้อๆ.
               สองบทว่า โลหิตํ โมเจตุ ํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุปล่อยโลหิตด้วยมีด.
               สองบทว่า มชฺชํ อภิสงฺขริตุ ํ มีความว่า เท้าที่ผ่าแล้ว จะหายเป็นปกติได้ด้วยน้ำเมาใด เราอนุญาตให้ภิกษุใส่ยาต่างๆ ลงในกะลามะพร้าวเป็นต้นปรุงน้ำเมานั้น คือให้หุงยาเป็นที่สบายแก่เท้าทั้งสอง.
               สองบทว่า ติลกกฺเกน อตฺโถ มีความว่า ต้องการด้วยงาทั้งหลายที่บดแล้ว.
               บทว่า กพฬิกํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุพอกแป้งที่ปากแผล.๔-
               บทว่า สาสปกุฑฺเฑน มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุชะล้างด้วยแป้งเมล็ดผักกาด.
               บทว่า วฑฺฒมํสํ ได้แก่ เนื้อที่งอกขึ้นดังเดือย.
               บทว่า วิกาสิกํ ได้แก่ ผ้าเก่าสำหรับกันน้ำมัน.
               สองบทว่า สพฺพํ วณปฏิกมฺมํ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าการรักษาแผลทุกอย่างบรรดามี เราอนุญาตทั้งหมด.
               สองบทว่า สามํ คเหตฺวา มีความว่า ยามหาวิกัตินี้ อันภิกษุผู้ถูกงูกัดอย่างเดียวเท่านั้น พึงถือเอาฉันเอง หามิได้ เมื่อพิษอันสัตว์กัดแล้ว แม้อย่างอื่น ภิกษุก็พึงถือเอาฉันเองได้ แต่ในเหตุเหล่าอื่น รับประเคนแล้วเท่านั้นจึงควร.
               ข้อว่า น ปฏิคฺคาหาเปตพฺโพ มีความว่า ถ้าคูถถึงภาคพื้นแล้ว ต้องรับประเคน แต่จะถือเอาเองซึ่งคูถที่ยังไม่ถึงภาคพื้นควรอยู่. โรคที่เกิดขึ้นแต่น้ำซึ่งสตรีให้เพื่อทำให้อยู่ในอำนาจ ชื่อว่าอาพาธเกิดแต่ยาอันหญิงแม่เรือนให้.
               บทว่า สิตาโลลึ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุเอาดินที่ติดผาลของผู้ไถนาด้วยไถ ละลายน้ำดื่ม.
               บทว่า ทุฏฺฐคหณิโก มีความว่า ผู้มีไฟธาตุเผาอาหารเสีย.
               อธิบายว่า อุจจาระออกยาก.
               บทว่า อามิสขารํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุเผาข้าวสุกที่ตากแห้งให้ไหม้ แล้วดื่มน้ำด่างที่ไหลออกจากเถ้านั้น.
               บทว่า มุตฺตหรีฏกํ ได้แก่ สมอไทยที่ดองด้วยมูตรโค.
               บทว่า อภิสนฺนกาโย ได้แก่ มีกายเป็นโทษมาก.
               บทว่า อจฺฉกญฺชิกํ ได้แก่ น้ำข้าวใส.
               บทว่า อกฏยูสํ ได้แก่ น้ำถั่วเขียวต้ม ที่ไม่ข้น.
               บทว่า กฏากฏํ ได้แก่ น้ำถั่วเขียวต้มนั้นเอง แต่ขันหน่อย.
               บทว่า ปฏิจฺฉาทนเยน ได้แก่ รสแห่งเนื้อ.
____________________________
๔- กพฬิกาติ. อปนาหเภสชฺชนฺติ วิมติวิโนทนี. ยาสำหรับพอก.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ เภสัชชขันธกะ ภิกษุอาพาธในฤดูสารทเป็นต้น จบ.
อ่านอรรถกถา 5 / 1อ่านอรรถกถา 5 / 24อรรถกถา เล่มที่ 5 ข้อ 25อ่านอรรถกถา 5 / 27อ่านอรรถกถา 5 / 261
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=05&A=723&Z=774
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๕  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :