ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ
เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเป็นต้น

               สัตตสติกักขันธกวรรณนา               
               วินิจฉัยในสัตตสติกักขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
               บทว่า ภิกฺขุคฺเคน มีความว่า ภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี นับภิกษุทั้งหลายตามจำนวนภิกษุแล้ว จัดส่วนไว้มีประมาณเท่านั้น.
               บทว่า มหิกา ได้แก่ หมอกในคราวหิมะตก.
               บทว่า อวิชฺชานีวุตา ได้แก่ ผู้อันอวิชชาปิดบังแล้ว.
               บทว่า โปสา ได้แก่ บุรุษ. ชื่อว่าผู้ชื่นชมนักซึ่งปิยรูป เพราะเพลินนัก คือกระหยิ่ม ปรารถนาซึ่งปียรูป.
               บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่รู้ ชื่อว่าผู้มีธุลีด้วยธุลีคือราคะ, ชื่อว่าผู้เป็นเพียงดังมฤค เพราะเป็นผู้คล้ายมฤค. ชื่อว่าผู้มีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เพราะเป็นไปกับด้วยตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ.
               บาทคาถาว่า วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ มีความว่า ย่อมยังภูมิเป็นที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้นเนืองๆ ก็แลเมื่อยังภูมิเป็นที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้นเนืองๆ อย่างนั้น ชื่อว่าย่อมถือเอาภพใหม่ที่น่ากลัว คือว่าย่อมเกิดอีก ฉะนี้แล.
               ข้อว่า ปาปิกํ โน อาวุโส กตํ มีความว่า ผู้มีอายุ กรรมลามกอันเราทั้งหลายกระทำแล้ว.
               บทว่า ภุมฺมิ นี้ ซึ่งมีอยู่ในคำว่า กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน นี้ เป็นคำไพเราะ.
               ได้ยินว่า ท่านพระสัพพกามีผู้ประสงค์จะกล่าวคำอันไพเราะจึงเรียกภิกษุใหม่ทั้งหลายอย่างนั้น.
               บทว่า กุลฺลกวิหาเรน ได้แก่ ธรรมเป็นที่อยู่อันตื้น.

               [ว่าด้วยสิงคิโลณกัปปะ]               
               สองบทว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค มีความว่า เกลือเขนงนี้เป็นของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วในสุตตวิภังค์ อย่างไร? จริงอยู่ ในสุตตวิภังค์นั้น เกลือบเขนงเป็นของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ของภิกษุรับประเคนแล้วในวันนี้ ควรเพื่อฉันในวันอื่นอีก ชื่อว่าเป็นของสันนิธิ ดังนี้แล้ว ตรัสอาบัติห้ามอีกว่า ภิกษุมีความสำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้ค้างคืน ว่ามิได้รับประเคนไว้ค้างคืน เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
               ในสุตตวิภังค์นั้น อาจารย์พวกหนึ่งเข้าใจว่า ก็สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า โย ปน ภิกฺขุ สนฺนิธิการกํ ขาทนียํ วา โภชนียํ วา เป็นอาทิ แต่ธรรมดาเกลือนี้ ไม่ถึงความเป็นสันนิธิ เพราะเป็นยาวชีวิก ภิกษุรับประเคนอามิสที่ไม่เค็มแม้ใดด้วยเกลือนั้น แล้วฉันพร้อมกับเกลือนั้น อามิสนั้น อันภิกษุรับประเคนในวันนั้นเท่านั้น เพราะเหตุนั้น อันอาบัติทุกกฎ ในเพราะเกลือที่รับประเคนก่อนนี้ พึงมี เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลายวัตถุเป็นยาวชีวก ภิกษุรับประเคนในวันนั้น พร้อมกับวัตถุเป็นยาวกาลิกควรในกาล ไม่ควรในวิกาล.๑-
               อาจารย์เหล่านั้น อันปรวาทีพึงกล่าวแก้ว่า แม้อาบัติทุกกฏก็ไม่พึงมีตามมติของพวกท่าน ด้วยว่า บรรดาเกลือและอามิสที่ไม่เค็มนี้ เกลือซึ่งเป็นยาวชีวิก หาได้รับประเคนในวันนั้นไม่ อามิสที่ไม่เค็มซึ่งเป็นยาวกาลิกเท่านั้น รับประเคนในวันนั้น และอามิสนั้นภิกษุหาได้บริโภคในเวลาวิกาลไม่ หรือหากว่า พวกท่านสำคัญอาบัติทุกกฏ เพราะพระบาลีว่า วิกาเล น กปฺปติ ดังนี้ไซร้ แม้อาบัติปาจิตตีย์ เพราะในวิกาลโภชน์ จะไม่พึงมี แก่ภิกษุผู้บริโภคยาวกาลิกซึ่งปนกับยาวชีวิก ในเวลาวิกาล. เพราะเหตุนั้น ท่านไม่พึงฉวยเอาแต่เพียงพยัญชนะ พึงพิจารณาดูใจความ.
               ในคำว่า วิกาเล กปฺปติ นี้ มีเนื้อความดังนี้ :-
               ยาวชีวิกกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ถ้าว่า เป็นของมีรสเจือกันได้ ย่อมเป็นของมีคติอย่างยาวกาลิกแท้. เพราะเหตุนั้น ทุกกฏชื่อว่าไม่มี ในคำว่า กาเล กปฺปติ วิกาเล น กปฺปติ นี้ เพราะสิกขาบทนี้ว่า โย ปน ภิกฺขุ วิกาเล ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ดังนี้เป็นอาทิ แต่ย่อมมีในเพราะยาวชีวิก มีรสเจือปนกับยาวกาลิกนี้ด้วยสักว่า คำว่า น กปฺปติ.
               ยาวชีวิกที่รับประเคนในวันนั้น มีรสเจือปนยาวกาลิก ไม่ควรในวิกาล คือเป็นกาลิกที่นำมาซึ่งปาจิตตีย์ เพราะวิกาลโภชน์ฉันใดเลย ยาวชีวิกแม้ที่รับประเคนในวันนี้ มีรสเจือปนกับยาวกาลิกในวันอื่นอีก ไม่ควร คือเป็นกาลิกนำมาซึ่งปาจิตตีย์เพราะฉันของเป็นสันนิธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. ภิกษุแม้ไม่รู้อยู่ซึ่งกาลิกนั้นว่า นี้เป็นของที่ทำการะสม ย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ).
               จริงอยู่ คำนี้อันพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า ภิกษุมีความสำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้ค้างคืน ว่ามิได้รับประเคนไว้ค้างคืน เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเหตุนั้น คำตอบที่ว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค นี้ จึงเป็นคำตอบที่หมดจดดี แห่งคำถามที่ว่า กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตํ นี้.
____________________________
๑- มหาวคฺค. ทุติย. ๑๓๒.

               [ว่าด้วยอาวาสกัปปะ]               
               คำว่า ราชคเห อุโปสถสํยุตฺเต นี้ อันพระสังคาหกเถระกล่าวหมายเอาพระพุทธพจน์นี้ว่า ภิกษุทั้งหลายในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุใดพึงสมมติ ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ.
               ข้อว่า วินยาติสาเร ทุกฺกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏ เพราะละเมิดพระวินัยนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่ง นี้แล.

               [ว่าด้วยอนุมติกัปปะ]               
               คำว่า จมฺเปยฺยเก วินยวตฺถุสฺมึ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมายเอาเรื่องวินัย อันมาแล้วในจัมเปยยักขันธกะ เริ่มต้นอย่างนี้ว่า อธมฺเมน เจ ภิกฺขเว วคฺคกมฺมํ อกมฺมํ น จ กรณียํ ดังนี้.
               คำว่า เอกจฺโจ กปฺปติ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมายเอาความประพฤติที่เป็นธรรม.

               [ว่าด้วยอทสกนิสีทนกัปปะ]               
               จริงอยู่ คำว่า เฉทนเก ปาจิตฺติยํ นี้ มาแล้วในสุตตวิภังค์ว่า ผ้าปูนั่งที่มีชาย เรียกชื่อว่า นิสีทนะ เพราะเหตุนั้น เฉพาะชายประมาณคืบหนึ่ง อันภิกษุย่อมได้เกินกว่า ๒ คืบสุคตขึ้นไป.
               คำว่า เป็นปาจิตตีย์ มีการตัดเป็นวินัยกรรม แก่ภิกษุผู้ให้ก้าวล่วงประมาณนั้น นี้ย่อมเป็นคำปรับได้ทีเดียว แก่ภิกษุผู้ทำตามประมาณนั้น เว้นชายเสีย. เพราะเหตุนั้น ท่านพระสัพพกามี อันท่านพระเรวตะถามว่า ต้องอาบัติอะไร? จึงตอบว่า ต้องปาจิตตีย์ ในเฉทนสิกขาบท. อธิบายว่า ต้องอาบัติปาจิตตีย์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเฉทนกสิกขาบท.
               คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
               สัตตสติกักขันธกวรรณนา ในอรรถกถา               
               ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ.               

               คาถาสรูป               
                                   ขันธกะ ๒๒ ประเภท สงเคราะห์ด้วยวรรค ๒
                         อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงละทุกข์ คือ เบญจขันธ์เสีย
                         ตรัสแล้วในพระศาสนา วรรณนาขันธกะเหล่านี้นั้น สำเร็จ
                         แล้วปราศจากอันตรายฉันใด แม้ความหวังอันงาม
                         ทั้งหลายของสัตว์มีปราณจงสำเร็จฉันนั้นเถิด ฉะนี้แล.
                                   ในจุลลวรรณนี้ มีขันธกะ คือ กัมมักขันธกะ
                         ปาริวาสิกักขันธกะ สมุจจยักขันธกะ สมถักขันธกะ
                         ขุททกวัตถุกขันธกะ เสนาสนักขันธกะ สังฆเภทักขันธกะ
                         วัตตักขันธกะ ปาติโมกขัฏฐปนักขันธกะ ภิกขุนิกขันธกะ
                         ปัญจสติกักขันธกะ และสัตตสติกักขันธกะ จบแล้ว.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเป็นต้น จบ.
อ่านอรรถกถา 7 / 1อ่านอรรถกถา 7 / 629อรรถกถา เล่มที่ 7 ข้อ 630อ่านอรรถกถา 7 / 631อ่านอรรถกถา 7 / 664
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=07&A=7659&Z=7674
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :