ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
อาฏานาฏิยสูตร

               อรรถกถาอาฏานาฏิยสูตร               
               ปฐมภาณวารวณฺณนา               
               เอวมฺเม สุตนฺติ อาฏานาฏิยสุตฺตํ
               ต่อไปนี้ เป็นการพรรณนาบทตามลำดับในสูตรนั้น.
               บทว่า ตั้งการรักษาในทิศทั้ง ๔ ความว่า ตั้งอารักขาแก่ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทวดาทั้งหลายในทิศทั้ง ๔ เพื่อป้องกันทัพอสูร.
               บทว่า ตั้งกองทัพ คือ ตั้งกองกำลัง.
               บทว่า ตั้งผู้ตรวจตรา คือตั้งหน่วยรักษาการณ์ในทิศทั้ง ๔. อธิบายว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้จัดการอารักขาเป็นอย่างดีแก่ท้าวสักกะผู้เป็นเทวราชอย่างนี้ ประทับนั่งในอาฏานาฏานคร ปรารภถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ พระองค์ แล้วผูกเครื่องป้องกันนี้ แล้วประกาศว่า ผู้ใดไม่เชื่อฟังธรรมอาชญาของพระศาสดา และราชอาชญาของเรา เราจักทำสิ่งนี้ สิ่งนี้แก่ผู้นั้น ดังนี้ แล้วจัดอารักขาด้วยเสนา ๔ เหล่ามียักขเสนาใหญ่เป็นต้นในทิศทั้ง ๔ ของตน เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ฯลฯ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               อภิกกันตศัพท์ในบทนี้ว่า เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ดังนี้ ย่อมปรากฏในความว่า สิ้นไปดี งามยิ่ง ยินดียิ่ง เป็นต้น.
               อภิกกันตศัพท์ในบทนั้นปรากฏในความสิ้น ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นแล้ว ยามแรกผ่านไปแล้ว หมู่ภิกษุนั่งนานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงสวดพระปาฏิโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า.๑-
               ในความว่า ดี ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า นี้ดีกว่าและประณีตกว่าบุคคล ๔ เหล่านี้ดังนี้.๒-
               ในความว่า รัศมีงาม ในบทมีอาทิว่า ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ด้วยยศ มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังทิศทั้งหมดให้สว่างไสว ไหว้เท้าของเราดังนี้.๓-
               ในความว่า น่ายินดียิ่งนัก ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่ายินดียิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่ายินดียิ่งนัก๔- ดังนี้.
               แต่อภิกกันตศัพท์ในที่นี้เป็นไปในความว่า สิ้นไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อราตรีล่วงไป คือเมื่อราตรีสิ้นไป ดังนี้.
               อภิกกันตศัพท์ในบทนี้ว่า มีรัศมีงามยิ่งนัก เป็นไปในรูปงามยิ่ง.
____________________________
๑- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๔๔๗   องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๑๐
๒- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๐๐   ๓- ขุ. วิ. เล่ม ๒๖/ข้อ ๕๑
๔- วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๔   ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐๑

               แต่วัณณศัพท์ย่อมปรากฏในความว่า ผิว สรรเสริญ ตระกูล เหตุ สัณฐาน ประมาณ รูปายตนะเป็นต้น.
               ในบททั้งหลายนั้น วัณณศัพท์เป็นไปในความว่า ผิว ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีผิวดุจทองคำ.๕-
               วัณณศัพท์เป็นไปในความว่าสรรเสริญ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนคหบดี ก็การสรรเสริญพระสมณโคดมของท่าน จะปรากฏได้เมื่อไรดังนี้.๖-
               เป็นไปในความว่าชาติตระกูล ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชาติตระกูล ๔ เหล่านี้ดังนี้.๗-
               เป็นไปในความว่าเหตุ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า เออก็ด้วยเหตุไรหนอ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น.๘-
               เป็นไปในความว่าสัณฐาน ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า เนรมิตสัณฐานเท่าพระยาช้างใหญ่.๙-
               เป็นไปในความว่าประมาณ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ประมาณของบาตร ๓ อย่าง.๑๐-
               เป็นไปในความว่ารูปายตนะ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า รูป กลิ่น รส โอชะดังนี้.
               วัณณศัพท์นั้น ในที่นี้พึงทราบว่า เป็นไปในความว่า ผิว. ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า มีรัศมีงามนัก คือ มีผิวงามยิ่งดังนี้
____________________________
๕- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๐๙   ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๖
๖- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๘๓   ๗- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๔๗
๘- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๙๗   ๙- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๒๐
๑๐- วิ. ปา. เล่ม ๒/ข้อ ๑๑๙

               เกวลศัพท์ ในบทว่า เกวลกัปปะนี้ มีความไม่น้อยเป็นต้นว่า ไม่มีส่วนเหลือ โดยมากไม่มีเจือปน ไม่ยิ่งไปกว่า แน่วแน่ แยกกัน.
               มีอธิบายด้วยประการนั้น คือ เกวลศัพท์ความว่า ไม่มีส่วนเหลือ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.๑๑-
               มีความว่า โดยมาก ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ชาวเมืองอังคะ และชาวเมืองมคธ ส่วนมากเป็นผู้ใคร่จะถือเอาของเคี้ยว ของบริโภค จนเพียงพอแล้วหลีกไปดังนี้.๑๒-
               มีความว่า ไม่มีเจือปน ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า เป็นเหตุเกิดแห่งกองทุกข์ล้วนๆ.๑๓-
               มีความว่า ไม่ยิ่งกว่า ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ เพียงมีศรัทธาไม่ยิ่งไปกว่า.๑๔-
               มีความว่า แน่วแน่ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า พระพาหิกะ สัทธิวิหาริกของท่านอนุรุทธะตั้งอยู่ในสังฆเภทอย่างแน่วแน่.๑๕-
               มีความว่า แยกกัน ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า อุดมบุรุษ แยกกันอยู่ดังนี้.
               แต่ในที่นี้ เกวลศัพท์ ท่านประสงค์เอาความ คือ ไม่มีส่วนเหลือ.
____________________________
๑๑- วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๑   ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๒๕๕
๑๒- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๔๓   ๑๓- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑
๑๔- วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๓   ๑๕- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔๓
๑๖- สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๑๘   องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๒

               อนึ่ง กัปปศัพท์นี้มีความหลายอย่าง เป็นต้นว่า ความเชื่ออย่างยิ่ง โวหาร กาล บัญญัติ การตัด วิกัป เลส ความเป็นโดยรอบ. มีอธิบายด้วยประการนั้นคือ กัปปศัพท์มีความว่า ความเชื่ออย่างยิ่ง ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า โดยที่พระโคดมผู้เจริญ ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าควรไว้ใจได้.๑๗-
               มีความว่า โวหาร ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า๑๘- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อบริโภคผลไม้ด้วยโวหารของสมณะ ๕.
               มีความว่า กาล ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า เราอยู่ตลอดกาลเป็นนิจ.๑๗-
               มีความว่า บัญญัติ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ เป็นผู้บัญญัติไว้ด้วยประการฉะนี้.๑๙-
               มีความว่า ตัด ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ตกแต่งแล้ว คือ ตัดผมและโกนหนวด.๒๐-
               มีความว่า วิกัป ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ประมาณ ๒ นิ้ว จึงควร.๒๑-
               มีความว่า เลส ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า หาเลส เพื่อจะนอนมีอยู่.๒๒-
               มีความว่า ความเป็นโดยรอบ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ยังพระเวฬุวันให้สว่างไสวโดยรอบ.๒๓-
____________________________
๑๗- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๓๐   ๑๘- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๕
๑๙- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๓๔   ๒๐- ขุ.ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๙๑๑
๒๑- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๖๓๐   ๒๒- องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๘๕
๒๓- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๕๖

               ก็ในที่นี้ท่านประสงค์ กัปปศัพท์ มีความว่า ความเป็นโดยรอบ. เพราะฉะนั้น ในบทนี้ว่า ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสวดังนี้ พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ยังเขาคิชฌกูฏให้สว่างไสวโดยรอบ ไม่มีส่วนเหลือ.
               บทว่า ให้สว่างไสว ความว่า แผ่พระรัศมีพวยพุ่งจาก สรีระประดับด้วยผ้าและดอกไม้. อธิบายว่า กระทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียว ให้รุ่งเรืองเป็นอันเดียว ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์.
               บทว่า เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ความว่า ชื่อว่าที่นั่ง ในสำนักพระทศพลของเทวดาทั้งหลาย ไม่มาก. แต่ในพระสูตรนี้ พวกเทวดานั่งด้วยความเคารพพระปริต.
               บทว่า ท้าวเวสวัณ ความว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เสด็จมาก็จริง แต่ท้าวเวสวัณเป็นผู้คุ้นเคยของพระทศพล ฉลาดในการกราบทูล มีการศึกษาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ท้าวเวสวัณมหาราชจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า ชั้นสูง คือเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ถึงพร้อมด้วยอานุภาพ.
               บทว่า เพื่อเว้นจากปาณาติบาต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโทษอันเป็นไปในปัจจุบันและภพหน้าในปาณาติบาต แล้วทรงแสดงธรรมเพื่อเว้นจากปาณาติบาตนั้น.
               แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
               บทว่า ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมักอยู่ในป่านั้นก็มี ความว่า ในเสนาสนะเหล่านั้นมียักษ์ชั้นสูงมักอยู่เป็นประจำ.
               บทว่า อาฎานาฏิยะ ความว่า ชื่ออย่างนี้ เพราะผูกขึ้นในอาฏานาฏานคร.
               ถามว่า ชื่อว่าธรรมที่ไม่แจ่มแจ้งมีอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือ.
               ตอบว่า ไม่มี.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุไร ท้าวเวสวัณจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดเรียนอาฏานาฏิยรักษ์เถิดพระเจ้าข้า ดังนี้.
               ตอบว่า เพื่อหาโอกาส.
               ด้วยว่า ท้าวเวสวัณนั้นคอยโอกาสเพื่อจะให้ได้ฟังพระปริตนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลอย่างนี้. โบราณกบัณฑิตกล่าวว่า เมื่อท้าวเวสวัณกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วพระปริตนี้จักเป็นครูดังนี้บ้าง.
               บทว่า เพื่อความอยู่สำราญ ความว่า เพื่ออยู่เป็นสุข ในอิริยาบถทั้ง ๔ มีเดิน ยืนเป็นต้น.
               บทว่า มีจักษุ ความว่า ไม่ใช่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเท่านั้นมีจักษุ แม้พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ก็มีจักษุ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ ย่อมมีชื่อเจ็ดอย่างเหล่านี้. แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็มีจักษุ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า ผู้ทรงชำระกิเลส เพราะมีกิเลสอันทรงชำระแล้ว ทรงย่ำยีมารและเสนามาร ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ทรงพ้นวิเศษแล้ว มีพระนามว่า อังคีรส เพราะรัศมีออกจากพระวรกาย.
               อนึ่ง ชื่อทั้งเจ็ดเหล่านี้ มิใช่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยสิ้นเชิง. ท่านกล่าวว่า ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ ด้วยมีคุณย่อมมีชื่อนับไม่ถ้วน. ก็ท้าวเวสวัณกล่าวอย่างนี้ด้วยสามารถพระนามอันปรากฏแก่ตน.
               ในบทว่าชนเหล่านั้นนี้ ท่านประสงค์ถึงชนผู้เป็นขีณาสพ.
               บทว่า ไม่ส่อเสียด นี้เพียงเป็นยอดของเทศนา. อธิบายว่า ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบ พูดพอประมาณ.
               บทว่า มหตฺตา ความว่า ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่. บาลีว่า มหนฺตา ดังนี้บ้าง. ความว่า ใหญ่.
               บทว่า ปราศจากความครั่นคร้าม คือ ไม่มีความครั่นคร้าม ปราศจากขนพองสยองเกล้า. บทว่า ประโยชน์เกื้อกูล คือ เป็นประโยชน์ด้วยการแผ่เมตตา. คำว่า ยํ ในบทนี้ว่า ยํ นมสฺสนฺติ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า มหตฺตํ ได้แก่ ใหญ่.
               อีกประการหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้ เป็นอันท่านกล่าวบทนี้ไว้ว่า บทว่า พระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายดับแล้วด้วยการดับกิเลส ทรงเห็นแจ้งตามความเป็นจริง.
               อนึ่ง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมพระโคดมผู้ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงถึงพร้อมด้วยคุณธรรม มีวิชชาเป็นต้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้เหล่านั้นไม่ตรัสส่อเสียด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระพุทธเจ้า แม้เหล่านั้น.
               แต่ในอรรถกถากล่าวว่า บทว่า ชนทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียดดังนี้.
               ท้าวเวสวัณมหาราชกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยคาถาบทแรกอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท้าวเวสวัณมหาราชกล่าวคาถาบทแรกด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ พระองค์.
               บทว่า พระโคดม ในคาถาที่สองนี้เป็นเพียงมุขของเทศนา.
               พึงทราบคาถาที่สองนี้ว่า ท้าวเวสวัณมหาราชกล่าวด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์เหมือนกัน. ก็ในบทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า
               เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตในโลก ย่อมนอบน้อมพระโคดมพระองค์ใด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระโคดมนั้น และพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีมาก่อนแต่พระโคดมนั้น.
               บทว่า ยโต อุคฺคจฺฉติ ความว่า ย่อมขึ้นแต่ที่ใด.
               บทว่า พระอาทิตย์ ได้แก่ บุตรของพระอาทิติ. หรือว่าบทนี้เป็นเพียงไวพจน์ของ สุริยศัพท์. พระอาทิตย์ชื่อว่า มัณฑลีมหา เพราะมีมณฑลใหญ่.
               บทว่า ยสฺส จุคฺคจฺฉมานสฺส ความว่า ครั้นพระอาทิตย์ใดขึ้นอยู่. บทว่า สํวรีปิ นิรุชฺฌติ ความว่า กลางคืนย่อมหายไป. บทว่า ยสฺส จุคฺคเต ความว่า ครั้นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว. บทว่า รหโท ความว่า ห้วงน้ำ. บทว่า ในที่นั้น ความว่า ในที่ที่พระอาทิตย์ขึ้น. บทว่า สมุทฺโท คือ สมุทรใด. ท่านกล่าวว่า ห้วงน้ำ สมุทรนั้นไม่ใช่อื่น คือสมุทรนั้นเอง. บทว่า มีน้ำแผ่เต็มไป คือ น้ำไหลเอ่อ. ความว่า แม่น้ำทั้งหลายมีประการต่างๆ แผ่เต็มไปหรือไหลเข้าไปในน้ำของสมุทรนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป.
               บทว่า ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้ ความว่า ย่อมรู้ห้วงน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้.
               ถามว่า รู้จักว่าอย่างไร.
               ตอบว่า รู้จักอย่างนี้ว่า สมุทรมีน้ำแผ่ไปเต็มดังนี้.
               บทว่า แต่นี้ไป ความว่า แต่ภูเขาสิเนรุหรือ แต่ที่ที่พวกเทวดาเหล่านั้นนั่ง. บทว่า ชโน คือ มหาชนนี้. บทว่า มีชื่อเดียว คือ มีชื่อเดียวว่า อินทะ. ได้ยินว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ตั้งชื่อของท้าวสักกเทวราชให้เป็นชื่อของโอรสเหล่านั้นทุกพระองค์.
               บทว่า อสีติ ทส เอโก จ คือบุตร ๙๑ พระองค์. บทว่า อินทนามะ คือมีชื่ออย่างนี้ว่า อินทะ อินทะ.
               บทว่า พระพุทธเจ้าผู้ตื่นแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ความว่า ผู้ตื่นแล้ว เพราะปราศจากความหลับคือกิเลส ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เพราะความเป็นผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอาทิตย์.
               บทว่า พระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยความฉลาด ความว่า ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระสัพพัญญุญาณอันไม่มีโทษ หรือละเอียด.
               บทว่า แม้อมนุษย์ทั้งหลายก็พากันถวายบังคมพระองค์ ความว่า แม้อมนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูมหาชนด้วยสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               บทว่า สุตํ เนตํ อภิณฺหโส ความว่า ความข้อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ฟังเนืองๆ.
               บทว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถวายบังคมพระชินโคดม ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ เขาพากันตอบว่า ถวายบังคมพระชินโคดม.
               บทว่า ตายแล้ว ชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า จงนำออกไปโดยทิศใด ความว่า ชนตายแล้วชื่อว่าเปรต ชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า จงนำชนผู้ตายแล้วเหล่านั้นออกไปโดยทิศใด.
               บทว่า พูดส่อเสียดกัดเนื้อข้างหลัง ความว่า ผู้กล่าวคำส่อเสียดนั่นแล เป็นดุจกัดเนื้อข้างหลัง และติเตียนลับหลัง ชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า จะนำชนเหล่านี้ออกไปโดยทิศใด. ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายนำคนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดออกทางทิศทักษิณ จงเผา หรือจงทำลาย หรือจงฆ่า ด้านทิศทักษิณของพระนคร ดังนี้.
               บทว่า แต่นี้ไปทิศที่ชนเรียกกันว่า ทิศทักษิณนั้น ความว่า ชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า จงนำคนที่กล่าวส่อเสียดเป็นต้นที่ตายไปแล้วออกไปโดยทิศาภาคใด แต่นี้ไปทิศที่ชนเรียกกันว่า ทิศทักษิณนั้น.
               บทว่า แต่นี้ไป ความว่า แต่ภูเขาสิเนรุ หรือแต่ที่ที่เทวดาเหล่านั้นนั่ง.
               บทว่า เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์ ความว่า ได้ทราบว่า เทวดาเหล่านั้นเป็นผู้มีท้องใหญ่. อนึ่ง ลูกอัณฑะของเทวดาเหล่านั้นใหญ่ดุจหม้อ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่ากุมภัณฑ์.
               บทว่า พระอาทิตย์ตกในที่ใด ความว่า พระอาทิตย์อัสดงคตโดยทิศาภาคใด โดยทิศาภาคนั้น. บทว่า มหาเนรุ คือ ภูเขาเหลวงชื่อสิเนรุ. บทว่า ดูงดงาม คือ ดูงาม เพราะสำเร็จด้วยทอง. ด้วยว่า ข้างทิศประจิน ของภูเขาสิเนรุ สำเร็จด้วยเงิน ข้างทิศทักษิณสำเร็จด้วยแก้วมณี ข้างทิศปัจฉิมสำเร็จด้วยแก้วผลึก ข้างทิศอุดรสำเร็จด้วยทอง ข้างทิศอุดรนั้นเป็นข้างที่ดูเพลิน เพราะฉะนั้น ภูเขาสิเนรุเป็นภูเขาที่ดูงดงาม โดยทิศาภาคใด นี้เป็นใจความในภูเขาสิเนรุนี้.
               บทว่า มนุสฺสา ตตฺถ ชายนฺติ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้น.
               บทว่า ไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ความว่า เว้นจากความยึดถือว่าเป็นของเรา แม้ในผ้าอาภรณ์ น้ำดื่ม และของบริโภคเป็นต้น.
               บทว่า ไม่หวงแหนกัน คือ ไม่หวงแหนด้วยความหวงแหนในหญิง. อธิบายว่า ได้ยินว่า มนุษย์เหล่านั้นไม่มีความหวงแหนว่า นี้ภรรยาของเรา. ความกำหนัดด้วยความพอใจ ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเห็นมารดาหรือน้องสาว.
               บทว่า ไม่ต้องนำไถออกไถ ความว่า แม้ไถก็ไม่ต้องนำออกไปสู่นาด้วยความประสงค์ว่า เราจักทำการกสิกรรมในนานั้น.
               บทว่า ข้าวสาลีอันผลิตผลในที่ไม่ต้องไถ ความว่า ข้าวสาลีเกิดขึ้นเองในป่าอันเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องไถ. บทว่า เป็นเมล็ดข้าวสาร คือ ข้าวสารนั้นแล เป็นผลของพื้นที่นั้น. บทว่า หุงในเตาอันปราศจากควัน คือ เกลี่ยข้าวสาร ลงไปในหม้อ แล้วหุงด้วยไฟอันปราศจากควันและเถ้า. ได้ยินว่า ในที่นั้น ชื่อโชติกปาสาณะ. ที่นั้นชนทั้งหลายวางหิน ๓ ก้อน แล้วยกหม้อขึ้นตั้ง ไฟตั้งขึ้นจากหินแล้วหุงข้าว. บทว่า บริโภคข้าวจากหม้อนั้นนั่นเอง ความว่า บริโภคโภชนะนั้นเองจากหม้อข้าวนั้น. ไม่แกงหรือผัดอย่างอื่น. อนึ่ง รสของข้าวนั้นเป็นรสบำรุงใจของผู้บริโภคอย่างดี. ชนเหล่านั้นย่อมให้แก่ผู้มาถึงที่นั้น. ทุกคนชื่อว่าจิตตระหนี่ ย่อมไม่มี. แม้พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นทรงฤทธิ์มาก เสด็จไป ณ ที่นั้น ย่อมรับบิณฑบาต.
               บทว่า ทำแม่โคให้มีกีบเดียว ความว่า ยักษ์ทั้งหลายผู้รับใช้ท้าวเวสวัณ จับแม่โค ให้มีกีบเดียวเป็นพาหนะ เหมือนม้าแล้วขี่แม่โคนั้นติดตามไป สู่ทิศน้อยทิศใหญ่ คือเที่ยวตามไปในทิศนั้นๆ. บทว่า กระทำปศุสัตว์ให้มีกีบเดียว ความว่า กระทำปศุสัตว์ ๔ เท้า ที่เหลือเว้นแม่โคให้มีกีบเดียว เป็นพาหนะ แล้วติดตามไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
               บทว่า กระทำสตรีให้เป็นพาหนะ ความว่า กระทำมาตุคามมีครรภ์ให้เป็นพาหนะแล้วนั่งบนหลังมาตุคามนั้นเที่ยวไป. นัยว่า หลังของหญิงมีครรภ์นั้นอดกลั้นเมื่อจะก้มลง. หญิงนอกนี้ใช้เทียมยาน. บทว่า กระทำชายให้เป็นพาหนะ ความว่า จับชายให้เทียมยาน. อนึ่ง เมื่อจับไม่สามารถจับชนผู้เป็นสัมมาทิฐิได้. โดยมากจับพวกที่อยู่ชายแดน และคนป่าเถื่อน.
               ได้ยินว่า ชาวชนบทคนใดคนหนึ่งในจำพวกนี้นั่งหลับใกล้พระเถระรูปหนึ่ง. พระเถระถามว่า อุบาสก ท่านหลับไปหรือ. เขาตอบ ท่านขอรับวันนี้ผมเพลีย เพราะรับใช้ท้าวเวสวัณตลอดคืน ขอรับ.
               บทว่า ทำเด็กหญิงให้เป็นพาหนะ ความว่า จับเด็กหญิงทำให้เป็นพาหนะเทียมรถ. แม้ในการจับเด็กชายให้เป็นพาหนะก็มีนัยนี้แล. บทว่า บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น ความว่า หญิงผู้เป็นนางบำเรอของพระราชานั้น. บทว่า ยานช้าง ยานม้า ความว่า ไม่ใช่ยานโคอย่างเดียวเท่านั้น ขี่แม้ยานช้าง ยานม้าเป็นต้นเที่ยวไป. บทว่า ยานทิพย์ ความว่า ยานทิพย์มากอย่างแม้อื่น ก็ได้ปรากฏแก่มนุษย์เหล่านั้น. ยานเหล่านี้เป็นยานเข้าไปถึงมนุษย์เหล่านั้นก่อน. ก็มนุษย์เหล่านั้นนอนบนที่นอนอันประเสริฐที่ปราสาทและนั่งบนตั่งและวอเป็นต้นเที่ยวไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปราสาทและวอดังนี้. บทว่า ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ ความว่า ยานเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ ผู้ถึงพร้อมด้วยอานุภาพอย่างนี้.
               บทว่า และท้าวมหาราชนั้นได้ทรงนิรมิตนครไว้บนอากาศ ความว่า พระราชานั้นได้ทรงนิรมิตนครมีอาฏานาฏานครเป็นต้นเหล่านั้นไว้บนอากาศ คือนครทั้งหลายได้มีแล้ว. ก็นครหนึ่งของท้าวมหาราชนั้นได้ชื่อ อาฏานาฏา นครหนึ่งชื่อกุสินาฏา นครหนึ่งชื่อปรกุสินาฏา นครหนึ่งชื่อนาฏปริยา นครหนึ่งชื่อปรกุสิฏนาฏา.
               บทว่า ทางทิศอุดรมีกปีอันตนคร ความว่า ตรงทางทิศอุดรมีนครอื่นชื่อ กปีวันตนครตั้งอยู่ในทิศอุดรนั้น. บทว่า อีกนครหนึ่งชื่อ ชโนฆะ ความว่า ในภาคอื่นของทิศอุดรนั้น มีนครอื่นชื่อ ชโนฆะ. บทว่า นวนวติยนคร ความว่า อีกนครหนึ่งชื่อนวนวติยะ. อีกนครหนึ่งชื่ออัมพรอัมพรวติยะ. บทว่า อาฬกมันทา ความว่า มีราชธานีอื่นอีก ชื่ออาฬกมันทา.
               บทว่า เพราะฉะนั้น มหาชนจึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่า ท้าวเวสวัณ ดังนี้
               มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ท้าวมหาราชนี้เป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวร ได้สร้างโรงหีบอ้อย ประกอบเครื่องยนต์ ๗ เครื่อง. กุเวรพราหมณ์ได้ให้ผลกำไรซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเครื่องยนต์แห่งหนึ่งแก่มหาชนที่มาแล้วมาแล้ว ได้กระทำบุญ. ผลกำไรที่มากกว่า ได้ตั้งขึ้นในที่นั้นจากโรงที่เหลือ.
               กุเวรพราหมณ์เลื่อมใสด้วยบุญนั้นจึงถือเอาผลกำไรที่เกิดขึ้น แม้ในโรงที่เหลือ ให้ทานตลอดสองหมื่นปี. เขาได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อกุเวร ในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา. ต่อมาได้ครองราชสมบัติในราชธานี ชื่อวิสาณะ. ตั้งแต่นั้นจึงเรียกว่า ท้าวเวสวัณ.
               บทว่า ย่อมปรากฏมีหน้าที่คนละแผนก ความว่า ยักษ์ผู้ดูแลแว่นแคว้น ๑๒ ตนเหล่าอื่นผู้เข้าไปพิจารณาพร่ำสอนประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมปรากฏมีหน้าที่คนละแผนก.
               ได้ยินว่า ยักษ์ผู้ดูแลแว่นแคว้นเหล่านั้นถือข่าวไปประกาศแก่ยักษ์ผู้รักษาประตู ๑๒ ตน. ยักษ์ผู้รักษาประตูทั้งหลายประกาศข่าวนั้นแก่ท้าวมหาราช. บัดนี้ ท้าวมหาราชเมื่อจะแสดงชื่อของยักษ์ผู้ดูแลแว่นแคว้นเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตโตละ ดังนี้.
               ได้ยินว่า บรรดายักษ์เหล่านั้น ยักษ์ตนหนึ่งชื่อตโตลา ตนหนึ่งชื่อตัตตลา ตนหนึ่งชื่อตโตตลา ตนหนึ่งชื่อโอชลี ตนหนึ่งชื่อเตชลี ตนหนึ่งชื่อตโตชลี.
               บทว่า สุโรราชา ความว่า ตนหนึ่งชื่อสุโร ตนหนึ่งชื่อราชา ตนหนึ่งชื่อสุโรราชา. บทว่า อริฏฺโฐ เนมิ ความว่า ตนหนึ่งชื่ออริฏฐะ ตนหนึ่งชื่อเนมิ ตนหนึ่งชื่ออริฏฐเนมิ.
               บทว่า ในวิสาณาราชธานีนั้น มีห้วงน้ำชื่อธรณี ความว่า ก็ในวิสาณาราชธานีนั้น มีห้วงน้ำห้วงหนึ่งชื่อ ธรณี โดยชื่อ. ท่านกล่าวว่ามีสระโบกขรณีใหญ่กว้าง ๕๐ โยชน์. บทว่า เป็นแดนที่เกิดเมฆ ความว่า เมฆทั้งหลายรับน้ำจากสระโบกขรณีแล้วตกลงมา.
               บทว่า เกิดฝนตก ความว่า ฝนตกท่วม. ได้ยินว่า เมื่อเมฆตั้งเค้า น้ำเก่าย่อมไหลออกจากสระโบกขรณีนั้น. เมฆตั้งเค้าเบื้องบนยังสระโบกขรณีนั้นให้เต็มด้วยน้ำใหม่. น้ำเก่าเป็นน้ำมีในเบื้องต่ำ ย่อมไหลออกไป. เมื่อสระโบกขรณีน้ำเต็ม เมฆย่อมเคลื่อนไป.
               บทว่า สภา คือ สถานที่ประชุม. ณ ฝั่งโบกขรณีนั้นมีมณฑปแก้วประมาณ ๑๒ โยชน์ล้อมด้วยเถาวัลย์ ชื่อ ภคลวดี. นี้ท่านกล่าวหมายถึงมณฑปนั้น.
               บทว่า ปยิรุปาสนฺติ ความว่า นั่งอยู่.
               บทว่า ต้นไม้มีผลมาก ความว่า มณฑปแก้วย่อมแสดงถึงว่า ต้นไม้มีมะม่วงและหว้าเป็นต้นล้อมมณฑปนั้น ในที่นั้นแผ่ไปทุกเวลา และดอกไม้มีดอกจำปาเป็นต้นบานอยู่เป็นนิจ.
               บทว่า ประกอบด้วยหมู่นกนานาชนิด คือ ดารดาษไปด้วยหมู่นกต่างๆ. บทว่า มีนกยูง นกกระเรียน เสียงหวาน ความว่า นกยูง นกกระเรียนมีเสียงหวาน ประสานเสียง. บทว่า ณ ที่นี้มีเสียงนกร้องว่า ชีวะ ชีวะ ความว่า ณ ที่นี้ มีเสียงนกชื่อ ชีว ชีวกะ ร้องอย่างนี้ว่า ชีวะ ชีวะ ดังนี้. บทว่า มีเสียงปลุกใจ ความว่า แม้นกมีเสียงปลุกใจ ก็ร้องอยู่อย่างนี้ ลุกขึ้นเถิด จิตตะ ลุกขึ้นเถิด จิตตะ ดังนี้ ย่อมเที่ยวไป ณ ที่นั้น. บทว่า ไก่ คือ ไก่ป่า. บทว่า ปู คือ ปูทอง. บทว่า ในป่า คือ ในสระประทุม. บทว่า โปกฺขรสาตกา ได้แก่ พวกนกชื่อ โปกฺขรสาตกา. บทว่า สุกสาลิกสทฺเทตฺถ ความว่า ในสระนั้นมีเสียงนกสุกะและนกสาลิกา. บทว่า หมู่นกทัณฑมาณวก คือ นกมีหน้าเหมือนคน. ได้ยินว่า นกเหล่านั้นเอาเท้าทั้งสองจับไม้ทองคำ แล้วเหยียบใบบัวใบหนึ่ง วางไม้ทองคำลงไปในบัวอันไม่มีระหว่าง เที่ยวไป. บทว่า สพฺพกาลํ สา ความว่า สระโบกขรณีนั้นงามตลอดกาล. บทว่า สระนพินีของท้าวกุเวร ความว่า สระนพินีของท้าวกุเวรเป็นสระปทุม สระนั้นชื่อธรณี งามอยู่ตลอดเวลาทุกเมื่อ.
               ท้าวเวสวัณยังอาฏานาฏิยรักษ์ให้สำเร็จลงแล้ว เมื่อจะแสดงการบริกรรม พระปริตนั้นจึงกล่าวบทนี้ว่า คนใดคนหนึ่ง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เรียนดีแล้ว ความว่า อาฏานาฏิยรักษ์อันผู้ใดผู้หนึ่งชำระอรรถและพยัญชนะ และเรียนด้วยดี. บทว่า เล่าเรียนครบถ้วน ความว่า ไม่ให้บทและพยัญชนะ เสื่อมแล้วเล่าเรียนครบถ้วน.
               ท่านแสดงไว้ว่า จริงอยู่ พระปริตย่อมไม่เป็นเดชแก่ผู้กล่าวผิดอรรถบ้าง บาลีบ้าง หรือว่าไม่ทำให้คล่องแคล่ว. พระปริตย่อมเป็นเดชแก่ผู้ทำให้คล่องแคล่วด้วยประการทั้งปวงแล้วกล่าวแน่แท้. แม้เมื่อเรียนเพราะลาภเป็นเหตุ แล้วกล่าวอยู่ก็ไม่สำเร็จประโยชน์. พระปริตย่อมมีประโยชน์แก่ผู้ตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งการออกไปจากทุกข์ แล้วกระทำเมตตาให้เป็น ปุเรจาริก กล่าวอยู่นั่นแล.
               บทว่า ยักขปจาระ คือ ผู้รับใช้ยักษ์. บทว่า วัตถุ ได้แก่ วัตถุคือเรือน. บทว่า ที่อยู่ ได้แก่การอยู่เป็นนิจในเรือนนั้น. บทว่า สมิตึ คือ การสมาคม. บทว่า อนฺวยฺหํ ความว่า ไม่ควรทำการอาวาหะ. บทว่า อวิวยฺหํ ความว่า ไม่ควรวิวาหะกับเขา. ความว่า ไม่พึงกระทำการอาวาหะ หรือวิวาหะกับเขา.
               บทว่า ด้วยคำบริภาษอันบริบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ความว่า อมนุษย์ทั้งหลายพึงน้อมเข้าไปซึ่งอัตภาพของยักษ์เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ผู้มีตาสีคล้ำ ผู้มีฟันเหลืองดังนี้ แล้วบริภาษด้วยคำบริภาษอันมีพยัญชนะบริบูรณ์ดังที่กล่าวแล้ว. อธิบายว่า พึงด่าถ้อยคำของยักษ์.
               บทว่า บาตรแม้เปล่า ความว่า บาตรโลหะเช่นเดียวกับบาตรของภิกษุนั้นแหละ ครอบบาตรนั้นบนศีรษะตลอดถึงก้านคอ เอาเสาเหล็กทุบบาตรนั้นในท่ามกลาง.
               บทว่า จณฺฑา คือ โกรธ รุทฺธา ได้แก่ ผิดพลาด. บทว่า รภสา คือ กระทำเกินเหตุ. บทว่า ไม่เชื่อท้าวมหาราช คือ ไม่ถือเอาคำพูด ไม่กระทำตามข้อบังคับ. บทว่า เสนาบดีของท้าวมหาราช คือ เสนาบดียักษ์ ๒๘ ตน. บทว่า ปุริสกานํ ปุริสกานํ คือ อนุศาสน์ของยักษ์เสนาบดี. บทว่า อวรุทฺธา นาม ความว่า ปัจจามิตร คือมีเวร.
               บทว่า พึงประกาศให้รู้ ความว่า ผู้ไม่สามารถจะกล่าวพระปริต ให้พวกอมนุษย์หลีกไปได้ ควรประกาศให้ยักษ์ทั้งหลายรู้ ความว่า ให้ยักษ์เหล่านั้นรู้.

               ปริตฺตปริกมฺมกถา               
               ก็แต่ว่าพึงยืนอยู่ ณ ที่นี้แล้ว กล่าวบริกรรมพระปริต.
               อันที่จริง ไม่ควรสวดอาฏานาฏิยสูตรก่อนทีเดียว. ควรสวดพระสูตรเหล่านี้ คือ เมตตาสูตร ธชัคคสูตร รตนสูตร ตลอด ๗ วัน. หากว่าพ้นไปได้ เป็นการดี. หากไม่พ้น ควรสวด อาฏานาฏิยสูตร. ภิกษุผู้สวดอาฏานาฏิยสูตรนั้น ไม่ควรเคี้ยวแป้งหรือเนื้อ ไม่ควรอยู่ในป่าช้า.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า พวกอมนุษย์จะได้โอกาส.
               ที่ทำพระปริต ควรทำให้มีหญ้าเขียวชะอุ่ม ปูอาสนะให้เรียบร้อย ณ ที่นั้น แล้วพึงนั่ง. ภิกษุผู้กระทำพระปริต อันชนทั้งหลายนำออกจากวิหารไปสู่เรือน ควรล้อมด้วยเครื่องป้องกันคือกระดาน แล้วพึงนำไป. ไม่ควรนั่งสวดในที่แจ้ง. ภิกษุควรปิดประตูและหน้าต่างแล้วจึงนั่ง แวดล้อมด้วยมือเป็นอาวุธ กระทำเมตตาจิตในเบื้องหน้า แล้วสวด. ควรให้รับสิกขาบทก่อน แล้วสวดพระปริตแก่ผู้ตั้งอยู่ในศีล. แม้อย่างนี้ก็ไม่สามารถจะพ้นได้ ควรนำไปสู่วิหาร ให้นอนบนลานเจดีย์ ให้ทำอาสนบูชา ตามประทีป ปัดกวาดลานเจดีย์ แล้วสวดมงคลกถา. ควรประกาศให้ประชุมทั้งหมด.
               ใกล้วิหารมีด้านไม้ใหญ่ที่สุดอยู่ ควรส่งข่าวไป ณ ที่นั้นว่า หมู่ภิกษุย่อมรอการมาของพวกท่าน. ชื่อว่าการไม่มาในที่ประชุมทั้งหมด จะไม่ได้รับ.
               แต่นั้น ควรถามผู้ที่ถูกอมนุษย์สิงว่า ท่านชื่อไร. เมื่อเขาบอกชื่อแล้ว ควรเรียกชื่อทีเดียว. ท่านควรปล่อยบุคคลชื่อนี้ เพราะส่วนบุญในการบูชาด้วยวัตถุมัดเอาไว้ และของหอมเป็นต้น ส่วนบุญในการบูชาอาสนะ ส่วนบุญในการถวายบิณฑบาตของท่าน หมู่ภิกษุสวดมหามงคลกถาเพื่อประโยชน์แก่บรรณาการของท่าน ด้วยความเคารพในหมู่ภิกษุ ขอท่านจงปล่อยเขาเถิด ดังนี้
               หากอมนุษย์ไม่ปล่อย ควรบอกแก่เทวดาทั้งหลายว่า พวกท่านจงรู้ไว้เถิด อมนุษย์นี้ไม่ทำคำของพวกเรา เราจักกระทำพุทธอาชญาดังนี้.
               ควรสวดพระปริตนี้เป็นบริกรรมของคฤหัสถ์ก่อน. ก็ถ้าภิกษุถูกอมนุษย์สิง ควรล้างอาสนะ แล้วประกาศให้ประชุมกันทั้งหมด ให้ส่วนบุญในการบูชามีของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วพึงสวดพระปริตนี้เป็นบริกรรมของภิกษุทั้งหลาย.
               บทว่า พึงประชุมกัน ความว่า พึงประกาศให้เสนาบดียักษ์ ๒๘ คน ประชุมกันทั้งหมด. บทว่า พึงบอกกล่าว ความว่า พึงบอกกล่าวกับเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นว่า ยักษ์นี้สิงดังนี้ เป็นต้น.
               บทว่า ติดตาม เป็นไวพจน์ของบทว่า สิง อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าวว่า ติด คือ ไม่ออกไป.
               บทว่า เบียดเบียน ความว่า เบียดเบียนทำให้โรคกำเริบบ่อยๆ. บทว่า ทำให้เกิดทุกข์ คือ ทำให้มีเนื้อและเลือดน้อย ให้เกิดทุกข์. บทว่า ไม่ปล่อย คือ เป็นผู้ถูกจระเข้คาบ ไม่ปรารถนาจะปล่อย พึงบอกกล่าวเทวดาเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.
               บัดนี้เพื่อแสดงถึงยักษ์ที่ควรบอกกล่าว จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า แห่งยักษ์ทั้งหลายเหล่าไหน ดังนี้
               ในบทเหล่านั้น บทเป็นต้นว่า อินทะ โสมะ เป็นชื่อของยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น ในยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น ยักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ภูเขาชื่อว่าเวสสามิตตะ ชื่อยักษ์เวสสามิตตะ ยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่ภูเขายุคนธระ ชื่อยักษ์ยุคนธระ. ยักษ์ชื่อหิริเนตติ มัณฑิยะ มณิ มณิวระ ฑีฆะ และเสรีสกะ กับยักษ์เหล่านั้น.
               บทว่า ควรประกาศให้ยักษ์น้อยยักษ์ใหญ่ เสนาบดีมหาเสนาบดีรู้ ความว่า พึงบอกแก่ยักษ์เสนาบดีทั้งหลายเหล่านี้อย่างนี้ว่า ยักษ์นี้เบียดเบียนผู้นี้ ทำให้ผู้นี้เดือดร้อน ไม่ปล่อยผู้นี้ดังนี้. แต่นั้น ยักษ์เสนาบดีทั้งหลายเหล่านั้นจักกระทำความขวนขวายว่า หมู่ภิกษุย่อมกระทำธรรมอาชญาของตน แม้เราก็จะทำอาชญาของพระยายักษ์ของเราทั้งหลาย. ท้าวเวสวัณมหาราชเมื่อจะแสดงว่า โอกาสของพวกอมนุษย์จักไม่มี ด้วยอาการอย่างนี้ พุทธสาวกทั้งหลายก็จักอยู่สบาย จึงกราบทูลคำเป็นอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ อาฏานาฏิยรักษ์นี้นั้นแลดังนี้.
               บททั้งหมดนั้น และบทอื่นจากนั้น มีความง่ายอยู่แล้วแล.

               จบอรรถกถาอาฏานาฏิยสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อาฏานาฏิยสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 11 / 1อ่านอรรถกถา 11 / 172อรรถกถา เล่มที่ 11 ข้อ 207อ่านอรรถกถา 11 / 221อ่านอรรถกถา 11 / 364
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=11&A=4207&Z=4500
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com