ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
อัคคัญญสูตร

               อรรถกถาอัคคัญญสูตร               
               วาเสฏฺฐภารทฺวาชวณฺณนา               
               อัคคัญญสูตร มีคำขึ้นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้
               ในอัคคัญญสูตรนั้น มีการพรรณนาบทที่ยังมีเนื้อความไม่ชัดดังต่อไปนี้.
               ในคำว่า ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท นี้ มีอนุปุพพีกถาดังต่อไปนี้.
               ได้ยินว่า ในอดีตกาลในที่สุดแสนกัลป์ อุบาสิกาคนหนึ่งนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แล้วถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์แสนหนึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วหมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ตั้งความปรารถนาว่า
               ในอนาคตกาล ดิฉันจงได้เป็นอุปัฏฐากยิกาผู้เลิศของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับพระองค์.
               อุบาสิกานั้นท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดแสนกัลป์ แล้วได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสุมนาเทวีในเรือนของธนญชัยเศรษฐีผู้เป็นบุตรของเมณกะเศรษฐี ในภัททิยนคร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. ในเวลาที่นางเกิดแล้ว หมู่ญาติได้ตั้งชื่อให้นางว่าวิสาขา.
               นางวิสาขานั้น เมื่อใดที่พระผู้มีพระภาคได้เสด็จไปยังเมืองภัททิยนคร เมื่อนั้นนางไปทำการต้อนรับพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยเด็กหญิงอีก ๕๐๐ คน ในการได้เห็นพระผู้มีพระภาคเพียงครั้งแรกเท่านั้น นางก็ได้เป็นพระโสดาบัน. ในกาลต่อมา นางได้ไปสู่เรือนของปุณณวัฒนกุมารบุตรของมิคารเศรษฐีในเมืองสาวัตถี. มิคารเศรษฐีตั้งนางไว้ในตำแหน่งมารดาในเรือนนั้น. ฉะนั้น เขาจึงเรียกนางว่า มิคารมารดา.
               ก็เมื่อนางไปสู่ตระกูลสามี บิดาให้นายช่างทำเครื่องประดับชื่อว่ามหาลดาประสาธน์. เพชร ๓ ทะนาน แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๒ ทะนาน แก้วมณี ๓๓ ทะนานได้ถึงการประกอบเข้าในเครื่องประดับนั้น. เครื่องประดับนั้นได้สำเร็จลงด้วยรัตนะทั้งหลายเหล่านี้ดังกล่าวมานี้และด้วยรัตนะ ๗ สี เหล่าอื่นอีก. เครื่องประดับนั้นสวมบนศีรษะย่อมย้อยคลุมจนจดหลังเท้า. หญิงที่ทรงพลังช้างสาร ๕ เชือกได้เท่านั้น จึงจะสามารถทรงเครื่องประดับนั้นไว้ได้.
               ในกาลต่อมา นางวิสาขานั้นได้เป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศของพระทสพล นางได้สละเครื่องประดับนั้นแล้ว ให้สร้างวิหารถวายพระผู้มีพระภาคด้วยทรัพย์เก้าโกฏิแล้ว ให้สร้างปราสาทบนภูมิภาคประมาณกรีสหนึ่ง. ปราสาทนั้นประดับด้วยห้องพันห้องอย่างนี้คือ ที่พื้นชั้นบนมี ๕๐๐ ห้อง ที่พื้นชั้นล่างก็มี ๕๐๐ ห้อง. นางคิดว่า ปราสาทล้วนอย่างเดียวย่อมไม่งามดังนี้ จึงให้สร้างเรือน ๒ ชั้น ๕๐๐ หลัง ปราสาทเล็ก ๕๐๐ หลัง ศาลายาว ๕๐๐ หลังแวดล้อมปราสาทนั้น. การฉลองวิหารได้เสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลา ๔ เดือน.
               ขึ้นชื่อว่าการบริจาคทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาของหญิงอื่น เหมือนการบริจาคของนางวิสาขาผู้ดำรงอยู่ในภาวะความเป็นมาตุคาม หามีไม่.
               การบริจาคทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาของชายอื่น เหมือนการบริจาคของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษก็หามีไม่. เพราะอนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้นสละทรัพย์ ๕๔ โกฏิ แล้วให้สร้างมหาวิหารชื่อว่าเชตวัน ในที่เช่นกับมหาวิหารของเมืองอนุราธบุรีในด้านทิศทักษิณของเมืองสาวัตถี.
               นางวิสาขาให้สร้างวิหารชื่อว่าบุพพารามในที่เช่นกับวิหารของนางอุตตมเทวี ในด้านทิศปราจีนแห่งเมืองสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยประทับอยู่ในเมืองสาวัตถีอยู่ประจำในวิหารทั้ง ๒ นี้ ด้วยความอนุเคราะห์ตระกูลทั้ง ๒ เหล่านี้. ภายในพรรษาหนึ่ง ประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร. ภายในพรรษาหนึ่ง ประทับอยู่ในปุพพารามวิหาร.
               ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ปุพพาราม. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ดังนี้.
               บทว่า วาเสฏฺฐภารทฺวาชา ได้แก่ วาเสฏฐสามเณรและภารทวาชสามเณร.
               ด้วยสองบทว่า ภิกฺขูสุปริวสนฺติ ความว่า สามเณรทั้งสองอยู่ปริวาสอย่างเดียรถีย์ หาอยู่ปริวาสเพื่อพ้นอาบัติไม่. แต่สามเณรเหล่านั้น เพราะมีอายุยังไม่บริบูรณ์ จึงปรารถนาความเป็นภิกษุอยู่. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภิกฺขุภาวํ อากงฺขมานา.
               แท้จริง สามเณรแม้ทั้งสองเหล่านั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลชื่ออุทิจจะ มีทรัพย์สมบัติฝ่ายละ ๔๐ โกฏิ บรรลุถึงฝั่งแห่งไตรเพท ได้ฟังวาเสฏฐสูตรในมัชฌิมนิกายได้ถึงสรณะ ฟังเตวิชชสูตรแล้วได้บรรพชา ในเวลานี้ปรารถนาความเป็นภิกษุจึงอยู่ปริวาส.
               บทว่า อพฺโภกาเส จงฺกมติ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงงดงามด้วยพระรัศมีอันมีวรรณะ ๖ ซึ่งแผ่ซ่านออกไปในกลางหาว เปรียบเสมือนทองคำอันมีค่าสูง ๑๑ ศอก ซึ่งบุคคลดึงมาด้วยเชือกยนต์ฉะนี้ เสด็จจงกรมไปๆ มาๆ อยู่ที่เงาของปราสาทในส่วนทิศบูรพาของปราสาทซึ่งติดต่อกันกับทางด้านทิศอุดรและทิศทักษิณ.
               บทว่า อนุจงฺกมึสุ ความว่า สามเณรทั้งสองประคองอัญชลีน้อมสรีระลงแล้วจงกรมตามพระผู้มีพระภาค.
               บทว่า วาเสฏฐํ อามนฺเตสิ ความว่า วาเสฏฐะและภารทวาชะสามเณรเหล่านั้น วาเสฏฐะสามเณรฉลาดกว่า ย่อมรู้ถึงสิ่งที่ควรยึดถือเอาและสิ่งที่ควรสละ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรนั้นมา.
               บทว่า ตุมฺเห ขฺวตฺถ ตัดบทเป็น ตุมฺเห โข อตฺถ.
               บทว่า พรฺาหฺมณชจฺจา ความว่า เป็นพราหมณ์โดยเชื้อชาติ.
               บทว่า พฺราหฺมณกุลีนา ความว่า มีตระกูล คือสมบูรณ์ด้วยตระกูลในหมู่พราหมณ์.
               บทว่า พฺราหฺมณกุลา ความว่า จากตระกูลพราหมณ์. อธิบายว่า ละตระกูลพราหมณ์ซึ่งสมบูรณ์ด้วยโภคะเป็นต้น.
               บทว่า น อกฺโกสนฺติ ความว่า ย่อมไม่ด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐.
               บทว่า น ปริภาสนฺติ ความว่า ย่อมไม่บริภาษด้วยการกล่าวถึงความเสื่อมซึ่งมีวิธีต่างๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมด่า ย่อมบริภาษสามเณรเหล่านี้ดังนี้แท้จึงได้ตรัสถาม ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถาม.
               ตอบว่า พระองค์ทรงดำริว่า สามเณรเหล่านี้ เราไม่ถามจะไม่พูดขึ้นก่อน เมื่อเราไม่กล่าว ถ้อยคำก็จะไม่เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสถามเพื่อให้ถ้อยคำตั้งขึ้น.
               บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาตใช้ในคำอย่างเดียวกัน.
               อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมด่า ย่อมบริภาษ ข้าพระองค์ทั้งสองโดยส่วนเดียวแท้.
               บทว่า อตฺตรูปาย ความว่า ตามสมควรแก่ตน.
               บทว่า ปริปุณฺณาย ความว่า ที่ยกบทและพยัญชนะมากล่าวบริบูรณ์ตามความชอบใจของตน.
               บทว่า โน อปริปุณฺณาย ความว่า ที่ไม่หยุดอยู่ในระหว่างกล่าวติดต่อไปตลอด.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พวกพราหมณ์จึงด่าสามเณรเหล่านี้.
               ตอบว่า เพราะไม่ตั้งอยู่ (ในฐานะของตน).
               สามเณรเหล่านี้เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้เลิศบรรลุถึงฝั่งไตรเพทมีชื่อเสียงปรากฏ ได้รับยกย่องในระหว่างพราหมณ์ทั้งหลายในชมพูทวีป. เพราะข้อที่สามเณรทั้งสองนั้นบวช บุตรของพราหมณ์อื่นเป็นอันมากก็ได้บวชตาม.
               ลำดับนั้น พวกพราหมณ์ทั้งหลายคิดว่า เราทั้งหลายหมดที่พึ่งพาอาศัยดังนี้ เพราะข้อที่ตนเองไม่มีที่พึ่งนี้เอง พบสามเณรเหล่านั้นที่ประตูบ้านก็ดี ภายในบ้านก็ดีจึงกล่าวว่า พวกท่านทำลายลัทธิของพราหมณ์ พวกท่านเป็นผู้ติดในรส จึงท่องเที่ยวตามหลังสมณะโล้นดังนี้เป็นต้น และกล่าวคำเป็นต้นว่า พราหมณ์เท่านั้นมีวรรณะประเสริฐสุด ดังนี้ อันมาในพระบาลีแล้วจึงด่า.
               ถึงแม้เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นจะพากันด่า สามเณรทั้งหลายก็ไม่ได้ทำความโกรธหรือความอาฆาต เพราะข้อที่ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ทั้งหลายย่อมพากันด่าพากันบริภาษพวกข้าพระองค์ดังนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสถามอาการคือการด่า จึงตรัสถามว่า ก็เธอกล่าวว่าอย่างไรดังนี้. สามเณรเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลอาการคือการด่า จึงกราบทูลว่า พฺราหฺมณา ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสฏฺโฐ วณฺโณ ดังนี้ ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมแสดงว่า พราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะประเสริฐที่สุดดังนี้ ในฐานะเป็นที่ปรากฏแห่งชาติและโคตรเป็นต้น.
               บทว่า หีนา อญฺเญ วณฺณา ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า วรรณะสามนอกนี้เลวทรามต่ำช้าดังนี้.
               บทว่า สุกฺโก แปลว่า ขาว.
               บทว่า กณฺโห แปลว่า ดำ.
               บทว่า สุชุฌนฺติ ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ ในฐานะมีชาติและโคตรเป็นต้นปรากฏ.
               บทว่า พฺรหฺมุโน ปุตฺตา ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายเป็นบุตรของท้าวมหาพรหม.
               บทว่า โอรสา มุขโต ชาตา ความว่า อยู่ในอก ออกจากปาก (ของท้าวมหาพรหม).
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นโอรส เพราะอันท้าวมหาพรหมกระทำไว้ในอกแล้วให้เจริญแล้ว.
               บทว่า พฺรหฺมชา ความว่า บังเกิดแล้วจากท้าวมหาพรหม.
               บทว่า พฺรหฺมนิมฺมิตา ความว่า อันท้าวมหาพรหมนิรมิตขึ้น.
               บทว่า พฺรหฺมทายาทา ความว่า เป็นทายาทของพระพรหม.
               บทว่า หีนมตฺถวณฺณํ อชฺฌูปคตา ความว่า พวกท่านได้เป็นผู้เข้าถึงวรรณะที่เลว.
               บทว่า มุณฺฑเก สมณเก ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายนินทา รังเกียจ จึงกล่าว. หากล่าวหมายเอาความเป็นคนโล้นและความเป็นสมณะไม่.
               บทว่า อิพฺเก ได้แก่คหบดีทั้งหลาย.
               บทว่า กณฺเห คือดำ.
               บทว่า พนฺธู แปลว่า เป็นเผ่าพันธุ์ของมาร คือเป็นฝักฝ่ายของมาร.
               บทว่า ปาทาปจฺเจ ความว่า ผู้เป็นเหล่ากอแห่งพระบาทของท้าวมหาพรหม. อธิบายว่า เกิดจากพระบาท.
               คำว่า โว ในคำว่า ตคฺฆ โว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสุ นี้ เป็นเพียงนิบาต
               อีกอย่างหนึ่ง เป็นฉัฏฐีวิภัติ.
               อธิบายว่า พราหมณ์ทั้งหลายระลึกเรื่องเก่าของท่านไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนั้น.
               บทว่า โปราณํ ความว่า วงศ์แห่งความประพฤติ ผู้อุบัติขึ้นในโลกที่รู้กันว่าเลิศเป็นของเก่า.
               บทว่า อสรนฺตา แปลว่า ไม่ได้.
               มีคำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วาเสฏฐะ พราหมณ์ทั้งหลายระลึกไม่ได้ รู้ไม่ได้ซึ่งการอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นของเก่าของท่าน จึงพากันกล่าวอย่างนี้.
               คำว่า ทิสฺสนฺติ โข ปน ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อประโยชน์แก่การทำลายความเห็นของพราหมณ์เหล่านั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณิโย ความว่า นางพราหมณีทั้งหลายที่พวกพราหมณ์นำมาสู่ตระกูลด้วยอำนาจการอาวาหมงคลและวิวาหมงคล เพื่อประโยชน์แก่การได้บุตรก็ปรากฏอยู่.
               ก็โดยสมัยต่อมา นางพราหมณีทั้งหลายเหล่านั้นแลก็เป็นหญิงมีระดู. อธิบายว่า มีระดูเกิดขึ้น.
               บทว่า คพฺภินิโย แปลว่ามีครรภ์.
               บทว่า วิชายมานา แปลว่าคลอดบุตรและธิดาอยู่.
               บทว่า ปายมานา ความว่า ให้เด็กทารกดื่มน้ำนมอยู่.
               บทว่า โยนิชาว สมานา ความว่า เป็นผู้เกิดแล้วโดยทางช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งหลายแท้.
               บทว่า เวมาหํสุ ความว่า ย่อมกล่าวอย่างนี้.
               ถามว่า กล่าวว่า อย่างไร.
               ตอบว่า กล่าวว่า พราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะประเสริฐที่สุด ฯลฯ เป็นทายาทของพระพรหม.
               ถามว่า ก็ถ้าคำพูดของพราหมณ์เหล่านั้นพึงเป็นคำจริงแล้วไซร้ ท้องของนางพราหมณีพึงเป็นอกของท้าวมหาพรหม ช่องคลอดของนางพราหมณีก็พึงเป็นพระโอษฐ์ของท้าวมหาพรหมละซิ.
               ตอบว่า ก็ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า เต จ พฺรหฺมานญฺเจว อพฺภาจิกฺขนฺติ ดังนี้.

               จตุวณฺณสุทฺธิวณฺณนา               
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมุขเฉทกวาทะนี้ด้วยประสงค์ว่า ขอพราหมณ์ทั้งหลายอย่าได้เพื่อกล่าวว่า พวกเราอยู่ในพระอุระออกมาจากพระโอษฐ์ของท้าวมหาพรหมดังนี้ ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า วรรณะแม้ทั้งสี่ สมาทานประพฤติกุศลธรรมแท้ จึงบริสุทธิ์ได้ดังนี้อีก จึงตรัสว่า จตฺตาโรเม วาเสฏฺฐ วณฺณา เป็นต้น.
               บทว่า อกุสลสํขาตา ความว่า นับว่าเป็นอกุศลดังนี้ หรือเป็นส่วนแห่งอกุศล.
               ในทุกๆ บท ก็นัยนี้.
               บทว่า น อลมริยา ความว่า ไม่สามารถในความเป็นพระอริยะได้.
               บทว่า กณฺหา แปลว่า มีปกติดำ.
               บทว่า กณฺหวิปากา ความว่า วิบากของธรรมเหล่านั้น ดำ. อธิบายว่า เป็นทุกข์.
               บทว่า ขตฺติเยปิ เต ความว่า ธรรมเหล่านั้นมีอยู่แม้ในพระมหากษัตริย์.
               บทว่า เอกจฺเจ ได้แก่ เอกสฺมึ.
               ในทุกๆ บทก็นัยนี้.
               บทว่า สุกฺกา แปลว่า ขาว ด้วยภาวะที่หมดกิเลส.
               บทว่า สุกฺกวิปากา ความว่า แม้วิบากของธรรมเหล่านั้นเป็นของขาว. อธิบายว่า ให้ผลเป็นสุข.
               บทว่า อุภยโพยฺกิณฺเณสุ ความว่า รวมกันคือเจือปนกัน ในชน ๒ จำพวก.
               ถามว่า ในชน ๒ จำพวกเหล่าไหน.
               ตอบว่า ในธรรมฝ่ายดำที่วิญญูชนติเตียนพวกหนึ่ง และในธรรมฝ่ายขาวที่วิญญูชนสรรเสริญพวกหนึ่ง.
               ในบทว่า ยเทตฺถ พฺราหฺมณา เอวมาหํสุ นี้มีวินิจฉัยว่า
               พราหมณ์ทั้งหลาย แม้ประพฤติในธรรมทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาวนั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า พรฺาหฺมโณว เสฏฺโฐ วณฺโณ เป็นต้น.
               หลายบทว่า ตํ เนสํ วิญญู นาชานนฺติ ความว่า ชนผู้เป็นบัณฑิตในโลก ย่อมไม่ยินดี. อธิบายว่า ย่อมไม่สรรเสริญ.
               ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร.
               ในคำว่า อิเมสญฺหิ วาเสฏฺฐา เป็นต้นนี้ มีความสังเขปดังนี้.
               หากมีคำถามว่า ท่านกล่าวคำว่า นานุชานนฺติ ดังนี้ไว้ เพราะเหตุไร.
               พึงตอบว่า เพราะบรรดาวรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ วรรณะใดเป็นภิกษุผู้อรหันต์ ฯลฯ พ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้นย่อมปรากฏว่าเป็นเลิศกว่าวรรณะทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่เลย ฉะนั้น บัณฑิตผู้รู้ทั้งหลายจึงไม่รับรองคำพูดของพราหมณ์เหล่านั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในบท อรหํ เป็นต้นต่อไป
               ที่ชื่อว่าอรหันต์ เพราะเหตุมีความที่กิเลสทั้งหลายอยู่ห่างไกล.
               ที่ชื่อว่าขีณาสพ เพราะความที่อาสวะทั้งหลายสิ้นไป.
               พระเสขะ ๗ จำพวกและกัลยาณปุถุชน ชื่อว่าย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
               ก็ภิกษุนี้ผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้อยู่แล้ว.
               กิจที่จะพึงกระทำมีการกำหนดรู้ในสัจจะทั้ง ๔ เป็นต้นด้วยมรรค ๔ อันภิกษุนั้นทำแล้ว ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีกิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว. กิเลสภาระและขันธภาระอันภิกษุนั้นปลงลงแล้ว ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่าปลงภาระได้แล้ว.
               บทว่า โอหิโต แปลว่า ปลงลงแล้ว.
               ประโยชน์อันดี หรือประโยชน์อันเป็นของตน ฉะนั้น จึงชื่อว่าประโยชน์ตน. ประโยชน์ของตนอันภิกษุนั้นตามบรรลุได้แล้ว ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่าตามบรรลุประโยชน์ตนแล้ว. ตัณหา ท่านเรียกว่าสังโยชน์เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ. ตัณหานั้นของภิกษุนั้นสิ้นแล้ว ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่ามีสังโยชน์เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นแล้ว.
               บทว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ความว่า พ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบคือโดยเหตุโดยการณ์.
               บทว่า ชเนตสมึ ตัดบทเป็น ชเน เอตสฺมึ อธิบายว่า ในโลกนี้.
               หลายบทว่า ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ความว่า ในอัตภาพนี้ และในอัตภาพอันสัตว์จะพึงถึงในโลกหน้า.
               บทว่า อนนฺตรา ความว่า เว้นแล้วจากระหว่าง.
               อธิบายว่า เป็นเช่นเดียวกันด้วยตระกูลของตน.
               บทว่า อนุยนฺตา ความว่า เป็นไปในอำนาจ.
               บทว่า นิปจฺจการา ความว่า พวกศากยะทั้งหลายที่แก่กว่าย่อมแสดงการนอบน้อม ที่หนุ่มกว่าย่อมทำกิจมีการอภิวาทเป็นต้น.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า สามีจิกมฺมํ ดังนั้นคือ กรรมอันสมควรมีการกระทำวัตรต่อพระเจ้าปเสนทินั้นเป็นต้น.
               บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า ตั้งมั่นแล้ว คือดำรงอยู่อย่างไม่หวั่นไหว.
               ถามว่า ก็ศรัทธาเห็นปานนี้ ย่อมมีแก่ใคร.
               ตอบว่า ย่อมมีแก่พระโสดาบัน.
               ก็พระโสดาบันนั้นมีศรัทธาตั้งมั่น แม้เมื่อจะถูกเขาเอาดาบตัดศีรษะ ก็ยังไม่กล่าวว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าดังนี้บ้าง พระธรรมไม่ใช่พระธรรมดังนี้บ้าง พระสงฆ์ไม่เป็นพระสงฆ์ดังนี้บ้าง. พระโสดาบันย่อมเป็นผู้มีศรัทธาดำรงมั่นแท้ เปรียบเสมือนสูรอัมพัฏฐอุบาสกฉะนั้น.
               นัยว่า อุบาสกนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เป็นพระโสดาบันได้กลับไปเรือน. ทีนั้น มารเนรมิตพระพุทธรูปอันประดับด้วยลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของอุบาสกนั้น แล้วส่งสาส์นไปว่า พระศาสดาเสด็จมาดังนี้.
               สูรอุบาสกคิดว่า เราฟังธรรมในสำนักของพระศาสดามาเดี๋ยวนี้เอง อะไรจักมีอีกหนอดังนี้แล้ว เข้าไปหาไหว้ด้วยสำคัญว่าเป็นพระศาสดา แล้วจึงได้ยืนอยู่.
               มารกล่าวว่า อัมพัฏฐะ คำใดที่เรากล่าวแก่ท่านว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยงดังนี้ คำนั้นเรากล่าวผิดไป เพราะเรายังไม่พิจารณาจึงกล่าวคำนั้นไป ฉะนั้นเธอจงถือเอาว่า รูปเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเที่ยงดังนี้เถิด.
               สูรอุบาสกคิดว่า ข้อที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่พิจารณา ไม่ทำการตรวจตราอย่างประจักษ์แล้ว พึงตรัสอะไรไป นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ มารนี้มาเพื่อมุ่งทำลายเราอย่างแน่นอน.
               ลำดับนั้น สูรอุบาสกจึงกล่าวกะมารนั้นว่า ท่านเป็นมารใช่ไหม ดังนี้. มารนั้นไม่อาจที่จะกล่าวมุสาวาทได้ จึงรับว่า ใช่เราเป็นมาร ดังนี้. อุบาสกถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงมา. มารตอบว่า เรามาเพื่อทำศรัทธาของท่านให้หวั่นไหว.
               อุบาสกกล่าวว่า ดูก่อนมารผู้ใจบาปอำมหิต ท่านผู้เดียวนั้นจงหยุดอยู่ก่อน พวกมารเช่นท่าน ร้อยก็ดี พันก็ดี แสนก็ดี ไม่สามารถจะทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหวได้ ชื่อว่าศรัทธาอันมาแล้วด้วยมรรค เป็นของมั่นคงไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาสิเนรุซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินอันล้วนแล้วด้วยศิลา ท่านจะทำอะไรในการมานี้ ดังนี้แล้วปรบมือขึ้น.
               มารนั้น เมื่อไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ จึงหายไปในที่นั้นนั่นเอง.
               คำว่า นิวิฏฺฐา นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสหมายเอาสัทธาอย่างนั้น.
               บทว่า มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ความว่า ดำรงมั่นแล้วด้วยมรรคนั้นอันเป็นมูลเพราะมูลรากคือมรรคเกิดพร้อมแล้ว.
               บทว่า ทฬฺหา แปลว่า มั่นคง.
               บทว่า อสํหาริยา ความว่า อันใครๆ ไม่พึงอาจเพื่อจะให้หวั่นไหวได้ เปรียบเหมือนเสาเขื่อนที่เขาฝังไว้อย่างนั้น.
               บทว่า ตสฺเสตํ กลฺลํ วจนาย นั้น ความว่า คำนั้นควรที่จะเรียกพระอริยสาวก.
               ท่านกล่าวว่าอย่างไร.
               ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่อกของพระผู้มีพระภาค ดังนี้.
               ความจริง พระอริยสาวกนั้นอาศัยพระผู้มีพระภาคจึงเกิดขึ้นในภูมิของพระอริยะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค และชื่อว่าเป็นโอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ เพราะอยู่ในอกแล้วดำรงอยู่ในมรรคและผลด้วยอำนาจการกล่าวธรรมอันออกมาจากพระโอษฐ์ ชื่อว่าเกิดแต่ธรรม เพราะเกิดจากอริยธรรม และชื่อว่าอันธรรมเนรมิตขึ้น เพราะถูกอริยนิรมิตขึ้น. ชื่อว่าธรรมทายาท เพราะควรรับมรดก คือนวโลกุตตรธรรม.
               บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า
               หากมีคำถามว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภควโตมฺหิ ปุตฺโต ดังนี้แล้ว ตรัสอีกว่า ธมฺมโช ธมฺมนิมฺมิโต ดังนี้อีก คำนั้น พระองค์ตรัสเพราะเหตุไร.
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงเนื้อความของคำนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตถาคตสฺส เหตํ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบาลีประเทศนั้น คำว่า ธมฺมกาโย อิติปิ ความว่า เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย. เพราะพระตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา. ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้เพราะสำเร็จด้วยธรรม. พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้นดังพรรณนามานี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าธรรมกาย. ชื่อว่าพรหมกาย เพราะมีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรมท่านเรียกว่าพรหม เพราะเป็นของประเสริฐ.
               บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่ สภาวธรรม. ชื่อว่า พรหมภูต เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรมนั่นเอง.
               พระผู้มีพระภาค ครั้นทรงแสดงวาทะอันเป็นเครื่องทำลายความเป็นผู้ประเสริฐด้วยพระดำรัสมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงวาทะอันเป็นเครื่องทำลายความเป็นผู้ประเสริฐโดยนัยอื่นอีก จึงตรัสว่า โหติ โข โสวาเสฏฺฐา สมโย ดังนี้เป็นต้น
               บรรดาถ้อยคำเหล่านั้น กถาว่าด้วยสังวัฏฏะและวิวัฏฏะ ได้พรรณนาโดยพิสดารแล้วในพรหมชาลสูตร.
               บทว่า อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉนฺติ ความว่า ย่อมมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือสู่ความเป็นมนุษย์.
               บทว่า เต จ โหนฺติ มโนมยา ความว่า สัตว์เหล่านั้นแม้มาบังเกิดในมนุสโลกนี้ ก็เป็นพวกโอปปาติกกำเนิด บังเกิดขึ้นด้วยใจเท่านั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้มีความสำเร็จทางใจ. ปีติเท่านั้นย่อมให้สำเร็จกิจด้วยอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นแม้ในมนุสสโลกนี้ เหมือนในพรหมโลก ฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงชื่อว่ามีปีติเป็นภักษา. พึงทราบเหตุมีรัศมีเองเป็นต้นโดยนัยนี้.

               รสปฐวิปาตุภาววณฺณนา               
               บทว่า เอโกทกีภูตํ ความว่า จักรวาฬทั้งหมดเป็นที่ที่มีน้ำเหมือนกัน.
               บทว่า อนฺธกาโร แปลว่า ความมืด.
               บทว่า อนฺธการติมิสา ความว่า กระทำความมืด คือมีความมืดมิดด้วยการห้ามการบังเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ.
               บทว่า สมนฺตานิ ความว่า ดำรงอยู่ คือแผ่ไปรอบ.
               บทว่า ปยตตฺตสฺส แปลว่า น้ำนมที่เคี่ยวให้งวด.
               บทว่า วณฺณสมฺปนฺนา ความว่า ถึงพร้อมด้วยสี. ก็สีของง้วนดินนั้นได้เป็นเหมือนดอกกรรณิการ์.
               บทว่า คนฺธสมฺปนฺนา ความว่า ถึงพร้อมด้วยกลิ่น คือกลิ่นอันเป็นทิพย์ย่อมฟุ้งไป.
               บทว่า รสสมฺปนฺนา ความว่า ถึงพร้อมด้วยรส เหมือนใส่โอชาทิพย์ลงไปฉะนั้น.
               บทว่า ขุทฺทกมธุ ํ ความว่า น้ำผึ้งอันแมลงผึ้งตัวเล็กๆ ทำไว้.
               บทว่า อเนฬกํ ความว่า มีโทษออกแล้ว คือเว้นจากไข่แมลงวัน.
               บทว่า โลลชาติโก ความว่า มีความโลภเป็นสภาพ. แม้ในกัลป์ถัดไปที่ล่วงไปแล้วก็มีความโลภเหมือนกัน เราเกิดอัศจรรย์จึงกล่าวว่า อมฺโภ ดังนี้.
               บทว่า กิเมวิทํ ภวิสฺสติ ความว่า สีก็ดี กลิ่นก็ดี ของง้วนดินนั้นน่าชอบใจ แต่รสของง้วนดินนั้นจักเป็นอย่างไรหนอ. ผู้ที่เกิดความโลภในง้วนดินนั้นก็เอานิ้วมือจับง้วนดินนั้นมาชิมดู ครั้นเอามือจับแล้วก็เอามาไว้ที่ลิ้น.
               บทว่า อจฺฉาเทสิ ความว่า ง้วนดินนั้นพอเขาเอามาวางไว้ที่ปลายลิ้นก็แผ่ซ่านไปทั่ว เส้นเอ็นรับรสอาหาร ๗,๐๐๐ เส้นเป็นของน่าชอบใจตั้งอยู่.
               บทว่า ตณฺหา จสฺส โอกฺกมิ ความว่า ก็ความอยากในรสในง้วนดินนั้นก็เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความโลภนั้น.
               หลายบทว่า อาลุปฺปกากรํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุ ํ ความว่า เขาปั้นเป็นคำ คือแบ่งออกเป็นก้อนแล้วเริ่มที่จะบริโภค.

               จนฺทิมสุริยาทิปาตุภาววณฺณนา               
               พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่า จนฺทิมสุริยา.
               บทว่า ปาตุรเหสํ แปลว่า ปรากฏขึ้น.
               ก็บรรดาพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้นอย่างไหนปรากฏก่อน ใครอยู่ในที่ไหน ประมาณของใครเป็นอย่างไร ใครอยู่สูง ใครหมุนเร็ว วิถีทางของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้นเป็นอย่างไร เที่ยวไปได้อย่างไร ทำแสงสว่างในที่มีประมาณเท่าใด.
               พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองไม่ปรากฏพร้อมกัน. พระอาทิตย์ปรากฏขึ้นก่อน.
               ก็เมื่อรัศมีเฉพาะตัวของสัตว์เหล่านั้นได้หายไป ความมืดมนจึงได้มีขึ้น. สัตว์เหล่านั้นทั้งกลัวทั้งสะดุ้งคิดกันว่าคงจะดีหนอ ถ้าแสงสว่างปรากฏขึ้นมาดังนี้ ต่อแต่นั้นดวงอาทิตย์อันให้ความกล้าเกิดขึ้นแก่มหาชนก็ได้ตั้งขึ้น. ด้วยเหตุนั้น ดวงอาทิตย์นั้นจึงได้นามว่า สุริโย ดังนี้.
               เมื่อดวงอาทิตย์นั้นทำแสงสว่างตลอดวันแล้วอัสดงคตไป ความมืดมนก็กลับมีขึ้นอีก. สัตว์เหล่านั้นพากันคิดว่า คงจะเป็นการดีหนอ ถ้าหากว่าพึงมีแสงสว่างอย่างอื่นเกิดขึ้นดังนี้. ทีนั้นดวงจันทร์รู้ความพอใจของสัตว์เหล่านั้นจึงเกิดขึ้นมา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ดวงจันทร์จึงได้นามว่า จนฺโท ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในสองบทว่า นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ต่อไป
               ดาวนักษัตรมีดาวฤกษ์เป็นต้น และหมู่ดาวทั้งหลายที่เหลือ ย่อมปรากฏพร้อมกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์.
               บทว่า รตฺตินฺทิวา ความว่า ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงอรุณขึ้น เป็นเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลาอรุณขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกจัดเป็นเวลากลางวัน กลางคืนและกลางวันย่อมปรากฏอย่างว่ามานี้. ต่อแต่นั้น ๑๕ ราตรี จัดเป็นกึ่งเดือน ๒ กึ่งเดือนเป็นเดือน กึ่งเดือนและเดือนหนึ่งปรากฏอย่างว่ามานี้. ทีนั้น ๔ เดือนจัดเป็น ๑ ฤดู ๓ ฤดูเป็น ๑ ปี ทั้งฤดูและปีจึงปรากฏอย่างว่ามานี้.
               คำว่า วณฺณเววณฺณตา จ ได้แก่ ความมีผิวพรรณต่างกัน.
               บทว่า เตสํ วณฺณาติมานปจฺจยา ความว่า เพราะการถือตัวจัดซึ่งเกิดขึ้นเพราะปรารภวรรณะของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปัจจัย. บทว่า มานาติมานชาติกานํ ความว่า ผู้มีมานะและอติมานะเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นสภาพ.
               บทว่า รสปฐวิยา ความว่า แผ่นดินอันได้นามว่า รส เพราะสมบูรณ์ด้วยรส. บทว่า อนุตฺถุนึสุ ความว่า พากันบ่นถึง. บทว่า อโห รสํ ความว่า โอ รสอร่อยมีแก่พวกเรา.
               คำว่า อคฺคญฺญํ อกฺขรํ นี้เป็นคำกล่าวถึงวงศ์ซึ่งบังเกิดขึ้นในโลก.
               บทว่า อนุปทนฺติ ความว่า ย่อมไปตาม.

               ภูมิปปฺปฏกปาตุภาวาทิวณฺณนา               
               บทว่า เอวเมว ปาตุรโหสิ ความว่า ได้เป็นเช่นนี้ตั้งขึ้น และได้ตั้งขึ้นเหมือนพื้นเปือกตมอันแห้งเกิดขึ้น ในเมื่อน้ำภายในสระแห้งไปฉะนั้น. เครืออันเจริญมีรสหวานอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเครือดิน.
               บทว่า กลมฺพกา ได้แก่ ต้นมะพร้าว.
               บทว่า อหุ วต โน ความว่า เครือดินมีรสหวานได้มีแก่เราทั้งหลายแล้วหนอ.
               บทว่า อหายิ วต โน ความว่า เครือดินนั้นของพวกเราได้หายไปแล้วในบัดนี้.

               อกฏฺฐปากสาลิปาตุภาววณฺณนา               
               บทว่า อกฏฺฐปาโก ความว่า เกิดขึ้นในภูมิภาคซึ่งไม่ได้ไถเลย.
               บทว่า อกโณ แปลว่าไม่มีรำเจือปน. บทว่า อถุโส แปลว่าไม่มีแกลบ.
               บทว่า สุคนฺโธ ความว่า กลิ่นทิพย์ย่อมฟุ้งขจายไป.
               บทว่า ตณฺฑุลปฺผโล ความว่า ย่อมเมล็ดผลเป็นเมล็ดข้าวสารขาวบริสุทธิ์.
               บทว่า ปกฺกํ ปฏิวิรุฬฺหํ ความว่า ที่ที่เขาเก็บในเวลาเย็นก็ได้สุกแทนในตอนเช้า งอกงามขึ้นตามปกติอีก ที่ที่เขาเก็บไปหาปรากฏไม่.
               บทว่า นาปทานํ ปญฺญายติ ความว่า ย่อมปรากฏเป็นพืชที่ไม่ถูกเก็บเกี่ยวไม่มีบกพร่องเลย.

               ยุตฺถีปุริสลิงฺคปาตุภาววณฺณนา               
               บทว่า อิตฺถิยา จ ความว่า เพศหญิงของหญิงในเวลาเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ก็ปรากฏ เพศชายของชายในกาลก่อนๆ นั้นก็ปรากฏ. ความจริง มาตุคามเมื่อต้องการได้ความเป็นบุรุษก็พยายามบำเพ็ญธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นบุรุษโดยลำดับก็ย่อมสำเร็จได้. บุรุษเมื่อต้องการเป็นหญิงก็ประพฤติการเมสุมิจฉาจาร ย่อมสำเร็จได้. ก็ในเวลานั้น ตามปกติเพศหญิงย่อมปรากฏขึ้นแก่มาตุคาม เพศชายก็ปรากฏขึ้นแก่บุรุษ.
               บทว่า อุปนิชฺฌายตํ ความว่า เพ่งอยู่คือแลดูอยู่. บทว่า ปริฬาโห ได้แก่ ความเร่าร้อนด้วยอำนาจราคะ. บทว่า เสฏฺฐึ ได้แก่ เถ้าถ่าน. บทว่า นิพฺพุยฺหมานาย ความว่า นำออกไป.
               บทว่า อธมฺมสมฺมตํ ความว่า การโปรยฝุ่นเป็นต้นนั้นสมมุติกันว่าไม่เป็นธรรม.
               บทว่า ตเทตรหิ ธมฺมสมฺมตํ ความว่า แต่ในบัดนี้ การโปรยฝุ่นเป็นต้นนี้สมมุติกันว่าเป็นธรรม. พวกพราหมณ์ทั้งหลายพากันถือเอาการโปรยฝุ่นเป็นต้นนั้นว่าเป็นธรรม เที่ยวไป.
               จริงอย่างนั้น ในชนบทบางแห่ง พวกหญิงทั้งหลายทะเลาะกันย่อมกล่าวว่า เพราะเหตุไร เธอจึงกล่าว ท่านจักไม่ได้อะไรแม้เพียงก่อนโคมัยสด.
               บทว่า ปาตพฺยตํ ได้แก่ ความส้องเสพ. บทว่า สนฺนิธิการกํ ได้แก่ ทำการสั่งสม. บทว่า อปาทานํ ปญฺญายิตฺถ ความว่า ที่ที่เขาเก็บไปแล้วได้ปรากฏเป็นของพร่องไป. บทว่า สณฺฑสณฺฑา ความว่า เป็นกลุ่มๆ เหมือนจัดไว้เป็นพวกหมู่ในที่หนึ่งๆ.
               บทว่า มริยาทํ ฐเปยฺยาม ความว่า พวกเราจะตั้งเขตแบ่งกัน.
               บทว่า ยตฺร หิ นาม ได้แก่ โย หิ นาม (ก็ขึ้นชื่อว่า สัตว์ ใด).                สองบทว่า ปาณินา ปหรึสุ ความว่า สัตว์เหล่านั้นเอามือตีคนที่ไม่เชื่อคำตนถึง ๓ ครั้ง. บทว่า ตทคฺเค โข ปน แปลว่า เพราะทำเหตุนั้นเป็นสิ่งสำคัญ.

               มหาสมฺมตราชวณฺณนา               
               บทว่า ขียิตพฺพํ ขีเยยฺย อธิบายว่า พึงประกาศบอกบุคคลผู้ควรประกาศ คือติเตียนบุคคลที่ควรติเตียน ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่.
               บทว่า โย เนสํ สตฺโต ความว่า บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ผู้ใด.
               ถามว่า ก็สัตว์นั้นเป็นใคร.
               ตอบว่า คือพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย.
               หลายบทว่า สาลีนํ ภาคํ อนุปฺปทสฺสาม ความว่า เราจักนำข้าวสาลีมาจากไร่ของแต่ละคนๆ ละทะนาน แล้วจะให้ส่วนข้าวสาลีแก่ท่าน ท่านไม่ต้องทำงานอะไร ขอท่านจงตั้งอยู่ในฐานะเป็นหัวหน้าของเราทั้งหลายเถิด.
               บทว่า อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ความว่า เกิดบัญญัติโวหารซึ่งเข้าใจกันได้ด้วยการนับ.
               คำว่า ขตฺติโย ขตฺติโย ดังนี้เป็นคำที่เกิดขึ้นคำที่สอง.
               บทว่า อกฺขรํ ความว่า ไม่ใช่เฉพาะอักษรอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกสัตว์เหล่านั้นยังได้ทำการอภิเษกบุคคลนั้น ด้วยการยกย่องถึง ๓ ครั้ง แปลว่า ย่อมยังผู้อื่นให้มีความสุขเอิบอิ่ม.
               บทว่า อคฺคญฺเญน ความว่า การบังเกิดขึ้นด้วยอักษร อันเกิดขึ้นในสมัยแห่งโลกเกิดขึ้น ที่รู้กันว่าเลิศหรือรู้จักกันในส่วนเลิศ

               พฺราหฺมณมณฺฑลาทิวณฺณนา               
               บทว่า วีตงฺคารา วีตธูมา ความว่า ปราศจากควันและถ่านเพลิง เพราะไม่มีอาหารที่จะพึงหุงต้มแล้วเคี้ยวกิน. บทว่า ปณฺณมุสลา ความว่า ไม่มีการซ้อม เพราะไม่มีอาหารที่พึงซ้อมตำแล้วหุงต้ม. บทว่า ฆาสเมสนา ความว่า แสวงหายาคูและภัตด้วยอำนาจภิกขาจาร. บทว่า ตเมนํ มนุสฺสา ทิสฺวา ความว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้นได้เห็นบุคคลเหล่านั้น. บทว่า อนภิสมฺภุนฺมานา แปลว่า อดกลั้นไว้ไม่ได้ คือไม่สามารถจะอดกลั้นไว้ได้. บทว่า คนฺเถ กโรนฺตา ความว่า แต่งคือบอกสอนไตรเพท. บทว่า อจฺฉนฺติ แปลว่าย่อมอยู่อาศัย. บาลีว่า อจฺเฉนฺติ ดังนี้บ้าง เนื้อความก็เช่นเดียวกัน.
               บทว่า หีนสมฺมตํ ความว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ โดยสมัยนั้น คำว่าหมู่พราหมณ์ย่อมทรงจำมนต์ย่อมบอกมนต์ดังนี้ เป็นคำสมมติว่าต่ำช้า
               บทว่า ตเทตรหิ เสฏฺฐสมฺมตํ ความว่า บัดนี้คำว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมทรงจำมนต์มีประมาณเท่านี้ ย่อมบอกกล่าวมนต์มีประมาณเท่านี้ เป็นคำสมมติว่าประเสริฐ.
               บทว่า พฺราหฺมณมณฺฑลสฺส ได้แก่ หมู่พราหมณ์.
               บทว่า เมถุนํธมฺมํ สมาทาย แปลว่า ยึดถือเมถุนธรรม.
               หลายบทว่า วิสุ ํ กมฺมนฺเต ปโยเชสุ ํ ความว่า หมู่สัตว์ต่างพากันประกอบการงานที่มีชื่อเสียง คือได้รับยกย่องมีการเลี้ยงโคและการค้าขายเป็นต้น.
               คำว่า สุทฺทา สุทฺทา นี้ อธิบายว่า พวกศูทรไปอย่างน่ารังเกียจ คือเสื่อมเร็วๆ เรียกว่า สุทฺทํ สุทฺทํ เพราะการงานที่ประพฤติต่ำ และการงานที่ประพฤติเล็กน้อยนั้น.
               บทว่า อหุ โข ได้แก่ โหติ โข.
               บทว่า สกํ ธมฺมํ ครหมาโน ความว่า กษัตริย์บางพระองค์ติเตียนขัตติยธรรมของตนเองอย่างนี้ว่า ใครไม่อาจจะบริสุทธิ์ได้ด้วยเพียงแต่ให้ยกเศวตฉัตรขึ้น.
               ในทุกบทก็นัยนี้.
               ด้วยคำนี้ว่า อิเมหิ โข วาเสฏฺฐา จตูหิ มณฺฑเลหิ นี้ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดงคำนี้ว่า เหล่าสมณะย่อมไม่มีการแบ่งแยก. แต่เพราะใครๆ ไม่อาจจะบริสุทธิ์ด้วยชาติได้ ความบริสุทธิ์จะมีได้ก็ด้วยการปฏิบัติชอบของตนเอง ฉะนั้น การบังเกิดของพระสมณะจึงเกิดมีขึ้นได้ด้วยหมู่ทั้ง ๔ เหล่านี้
               หมู่ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมอนุวัตตามหมู่สมณะ และหมู่ที่อนุวัตตามเหล่านั้นก็ย่อมอนุวัตตามธรรมเท่านั้น หาอนุวัตตามอธรรมไม่ ความจริง เหล่าสัตว์ทั้งหลายอาศัยหมู่สมณะบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติ ย่อมถึงความบริสุทธิ์ได้ดังนี้.

               ทุจฺจริตาทิกถาวณฺณนา               
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงทำข้อความนั้นว่า ใครๆ ไม่อาจที่จะบริสุทธิ์ตามชาติได้ แต่เหล่าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยการประพฤติชอบเท่านั้นดังนี้อย่างชัดเจน จึงเริ่มเทศนาว่า ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานเหตุ ความว่า เพราะเหตุคือการสมาทานกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฺฐิ. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เพราะเหตุที่สมาทานมิจฉาทิฏฺฐิกรรม.
               บทว่า ทฺวยการี ความว่า มักทำกรรมทั้งสองฝ่ายอย่างนี้ คือบางเวลาทำกุศลกรรม บางเวลาทำอกุศลกรรม.
               บทว่า สุขทุกฺขปฏิสํเวที ความว่า ธรรมดาว่าสถานที่ที่ให้ผลพร้อมกันทั้งสองฝ่ายในเวลาพร้อมกัน หามีไม่. ก็ผู้ใดได้ทำอกุศลกรรมไว้มาก ทำกุศลกรรมไว้น้อย เขาอาศัยกุศลกรรมนั้นไปบังเกิดในตระกูลกษัตริย์หรือตระกูลพราหมณ์. ทีนั้น อกุศลกรรมนั้นย่อมทำเขาให้เป็นผู้บอดบ้าง ผู้ง่อยบ้าง ผู้เปลี้ยบ้าง เขาย่อมไม่ควรแก่ราชสมบัติ หรือเขาเป็นอย่างนี้แล้วในเวลาที่ได้รับการอภิเษกแล้วก็ไม่อาจที่จะใช้สอยโภคทรัพย์สมบัติได้.
               ต่อมาในเวลาตายของเขาทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งสองนั้น ก็ปรากฏเหมือนนักมวยปล้ำที่มีกำลังมาก ๒ คน.
               บรรดากรรมทั้งสองนั้นอกุศลกรรมมีกำลังมากกว่าจึงห้ามกุศลกรรมไว้เสียแล้วให้สัตว์นั้นบังเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. ฝ่ายกุศลกรรมเป็นกรรมที่สัตว์จะต้องเสวยในปวัตติกาล. กุศลกรรมนั้นย่อมสร้างช้างมงคลบ้าง ม้ามงคลบ้าง โคมงคลบ้าง เขาย่อมได้เสวยสมบัตินั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอากุศลกรรมนี้ จึงตรัสว่า สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ดังนี้.

               โพธิปกฺขิยธมฺมภาวนาวณฺณนา               
               บทว่า สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ความว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการซึ่งแบ่งเป็น ๗ หมวดตามลำดับด้วยอำนาจส่วนธรรมข้อต้นว่า สติปัฏฐาน ๔.
               บทว่า ภาวนมนฺวาย ความว่า ไปตามภาวนา. อธิบายว่า ปฏิบัติ ภาวนา.
               บทว่า ปรินิพฺพาติ ความว่า ย่อมดับ ด้วยการดับกิเลส.
               พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวรรณะ ๔ ดังพรรณนามาฉะนี้แล้ว กลับมาแสดงยกเอาพระขีณาสพผู้บรรลุสัจจะทั้ง ๔ ได้แล้วว่า เป็นผู้ประเสริฐในหมู่เทวดาและมนุษย์.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้นทำให้มั่น ตามทำนองการแสดงถ้อยคำแม้ของพรหมซึ่งโลกยกย่อง จึงตรัสพระดำรัสว่า อิเมสํ หิ วาเสฏฺฐา จตุนฺนํ วณฺณานํ เป็นต้น.
               คำว่า พฺราหฺมโณ เวสฺโส เป็นต้นได้อธิบายพิสดารในอัมพัฏฐสูตรแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวาทะอันเป็นเครื่องทำลายความเป็นผู้ประเสริฐด้วยกถามรรคนี้เพียงเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงหันกลับมาทรงแสดงเทศนาให้จบลงด้วยธรรมอันเป็นยอดคือพระอรหัตต์.
               บทว่า อตฺตมนา วาเสฏฐภารทฺวาชา ความว่า ก็วาเสฏฐะและภารทวาชะสามเณรพากันชื่นชมยินดี ได้ชมเชยภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า สาธุ สาธุ ดังนี้.
               สามเณรทั้งสองนั้นกำลังน้อมระลึกถึงรู้ตามพระสูตรนี้นั่นเอง ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาทั้งหลายฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาอัคคัญญสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 11 / 1อ่านอรรถกถา 11 / 33อรรถกถา เล่มที่ 11 ข้อ 51อ่านอรรถกถา 11 / 73อ่านอรรถกถา 11 / 364
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=11&A=1703&Z=2129
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com