ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค
มหาทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ใหญ่

               อรรถกถามหาทุกขักขันธสูตร               
               มหาทุกขักขันธสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับดังนี้ :-
               ในมหาทุกขักขันธสูตรนั้น ในวินัยปริยาย ชน ๓ คน เรียกว่าสัมพหุลา มากกว่านั้นเรียกว่าสงฆ์. ในสุตตันตปริยาย ชน ๓ คนคงเป็น ๓ นั้นเทียว เกินกว่า ๓ นั้นเรียกว่าสัมพหุลา.
               พึงทราบสัมพหุลาโดยสุตตันตปริยายในสูตรนี้.
               บทว่า ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ได้แก่ เข้าไปแล้ว. ก็ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เข้าไปแล้วก่อนด้วยคิดว่า พวกเราจักเข้าไป แต่เมื่อออกมาจึงกล่าวว่า ปวิสึสุ.
               เหมือนอย่างใด.
               เหมือนอย่างบุรุษผู้ออกไปว่า เราจักไปสู่บ้านแม้ไม่ถึงบ้านนั้น ครั้นเขากล่าวว่า บุรุษชื่อนี้ไปไหน เรียกว่าไปสู่บ้านแล้วฉันใด ภิกษุทั้งหลายก็ฉันนั้น.
               บทว่า ปริพฺพาชกานํ อาราโม ความว่า มีอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกในที่ไม่ไกลจากพระเชตวัน หมายถึงอารามนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น.
               บทว่า สมโณ อาวุโส ความว่า ดูก่อนผู้มีอายุ พระสมณโคดมพระศาสดาของพวกท่าน.
               บทว่า กามานํ ปริญฺญํ ความว่า พระสมณโคดมทรงบัญญัติการละ คือการก้าวล่วงกามทั้งหลาย. แม้ในรูปเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ในข้อนั้น พวกเดียรถีย์ผู้รู้ลัทธิของตน พึงบัญญัติความรอบรู้กามทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงปฐมฌาน, พึงบัญญัติความรอบรู้รูปทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงอรูปภพ, พึงบัญญัติความรอบรู้เวทนา เมื่อกล่าวถึงอสัญญิภพ ก็พึงบัญญัติความรอบรู้เวทนาทั้งหลาย. แต่เดียรถีย์เหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่านี้ปฐมฌาน นี้รูปภพ นี้อรูปภพ เมื่อไม่อาจบัญญัติ จึงพูดว่า พวกเราจะบัญญัติๆ อย่างเดียว.
               พระตถาคตทรงบัญญัติความรอบรู้กามทั้งหลายด้วยอนาคามิมรรค ทรงบัญญัติความรอบรู้รูปและเวทนาทั้งหลายด้วยอรหัตมรรค. เดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อมีข้อแปลกกันอย่างนี้ จึงกล่าวว่า อิธ โน อาวุโส โก วิเสโส ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือ ในการบัญญัตินี้หรือในการแสดงธรรมนี้.
               บทว่า ธมฺมเทสนํ ความว่า เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกท่านกล่าวข้อกระทำให้ต่างกัน ปรารภธรรมเทศนาของพวกเรากับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรือปรารภธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรมเทศนาของพวกเรานี้ใด นั้นชื่ออะไรเล่า.
               แม้ในบทที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน.
               เดียรถีย์เหล่านั้นตั้งธุรเสมอกันด้วยเหตุสักว่ากล่าวลัทธิของตนกับศาสนา เหมือนทองคำแตกในท่ามกลางด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า เนว อภินนฺทึสุ คือ ไม่ยอมรับว่า คำนั้นเป็นอย่างนั้นเทียว.
               บทว่า นปฺปฏิกฺโกสึสุ ได้แก่ ไม่ปฏิเสธว่า คำนั่นไม่เป็นอย่างนี้. เพราะเหตุไร.
               ได้ยินว่า ธรรมดาเดียรถีย์เหล่านั้น เป็นเช่นคนตาบอด รู้แล้วก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม ก็พึงกล่าว เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่ยินดี. ไม่คัดค้านว่า กลิ่นของศาสนามีนิดหน่อย ด้วยคำว่า ปริญฺญํ. ได้ทำทั้งสองอย่างด้วยคิดว่า เดียรถีย์เหล่านั้นเป็นชาวชนบท ไม่ฉลาดพอในลัทธิของตนและลัทธิอื่น.
               บทว่า น เจว สมฺปายิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่อาจเพื่อที่จะให้ความพอใจกล่าว.
               บทว่า อุตฺตริญฺจ วิฆาตํ ความว่า และจักถึงทุกข์ยิ่งกว่า ความไม่พอใจ. ก็ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่เดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้ไม่อาจเพื่อที่จะให้พอใจกล่าว.
               คำว่า ตํ ในบทนี้ว่า ยถาตํ ภิกฺขเว อวิสยสฺมึ เป็นเพียงนิบาต. คำว่า ยถา เป็นตติยาวิภัตติ. อธิบายว่า เพราะเป็นผู้ถูกถามแล้วในปัญหาอันมิใช่วิสัย.
               บทว่า สเทวเก ได้แก่ เป็นไปกับด้วยเทวโลก. แม้ในบทว่า สมารกะ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเพิ่มฐาน ๓ เข้าเป็นโลกอย่างนี้แล้ว ทรงกำหนดสัตว์โลกนั้นเทียวว่า หมู่สัตว์สอง รวมเป็นห้าแล้ว ทรงแสดงว่า เราไม่เห็นเทพ หรือมนุษย์ไรๆ ในโลกอันต่างโดยเทวโลกเป็นต้นนั้น.
               บทว่า อิโต วา ปน สุตฺวา ความว่า ก็หรือฟังจากนี้ คือจากศาสนาของเรา. ทรงแสดงว่า ผู้ไม่ได้เป็นตถาคตก็ดี สาวกของผู้ไม่ได้เป็นตถาคตก็ดี ฟังจากนี้แล้วพึงยินดี พึงพอใจ ขึ้นชื่อว่าความยินดีโดยประการอื่นไม่มี.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการยังจิตให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของพระองค์ จึงตรัสว่า โก จ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า กามคุณา ความว่า ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลพึงยินดี. ชื่อว่าคุณ เพราะอรรถว่าเครื่องผูก. อรรถว่าชั้น ชื่อว่าคุณอรรถ ในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆาฏิสองชั้นสำหรับผ้าที่ได้มา. อรรถว่าอยู่ ชื่อว่าคุณอรรถ ในบทนี้ว่า กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละไปตามลำดับ. อรรถว่าอานิสงส์ ชื่อว่าคุณอรรถ ในบทนี้ว่า ทักษิณาอันมีคุณตั้งร้อย อันบุคคลพึงหวัง อรรถว่าเครื่องผูก ชื่อว่าคุณอรรถ ในบทนี้ว่า พึงทำที่สุด กลุ่มที่สุด กลุ่มมาลามีมาก.
               ท่านประสงค์เอาอรรถว่าเครื่องผูกนั้นอย่างเดียว แม้ในบทนี้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าคุณ เพราะอรรถว่าเครื่องผูก ดังนี้.
               บทว่า จกฺขุวิญฺเญยฺยา ความว่า พึงเห็นด้วยจักขุวิญญาณ.
               พึงทราบอรรถ แม้ใน โสต วิญฺเญยฺย เป็นต้น โดยทำนองนี้.
               บทว่า อิฏฺฐา ความว่า จงยินดีก็ตาม ไม่ยินดีก็ตาม ก็เป็นอิฏฐารมณ์. บทว่า กนฺตา ได้แก่ พึงให้ยินดี. บทว่า มนาปา คือ ให้ใจเจริญ. บทว่า ปิยรูปา คือ เกิดความรัก. บทว่า กามูปสญฺหิตา ความว่า ประกอบแล้วด้วยกามซึ่งทำอารมณ์เกิดขึ้น. บทว่า รชนียา ได้แก่ พึงกำหนัด. อธิบายว่า เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งราคะ.
               ในบททั้งหลายมีว่า ยทิ มุทฺธาย เป็นต้น บทว่า มุทฺธาย ได้แก่ ด้วยการตั้งสัญญาในข้อนี้ทั้งหลายแล้วนับมือ. บทว่า คณนาย ได้แก่ ด้วยการคำนวณไม่ผิด.
               บทว่า สงฺขา ความว่า ชนทั้งหลายแลดูนาด้วยการนับข้าวว่า ในนานี้จักมีข้าวประมาณเท่านี้ แลดูต้นไม้ก็รู้ว่า ในต้นไม้นี้จักมีผลเท่านี้ แลดูอากาศก็รู้ว่า ในอากาศจักมีนกประมาณเท่านี้.
               บทว่า กสิ ได้แก่ กสิกรรม. บทว่า วณิชฺชา ได้แก่ ทางการค้าขายมีการค้าขายทางน้ำและการค้าขายทางบกเป็นต้น. บทว่า โครกฺขํ ได้แก่ การรักษาโคของตนหรือของคนเหล่าอื่นทำการเลี้ยงชีพด้วยการขายปัญจโครส. การถืออาวุธแล้วทำการปฏิบัติ เรียกว่าการยิงธนู.
               บทว่า ราชโปริสํ ได้แก่ การทำราชการด้วยอาวุธให้ปรากฏ.
               บทว่า สิปฺปญฺตรํ ได้แก่ ศิลปะมีศิลปะเพราะช้าง หรือศิลปะเพราะม้าเป็นต้น ที่เหลือจากที่ระบุไว้แล้ว.
               บทว่า สีตสฺส ปุรกฺขโต ความว่า เผชิญกับความหนาว เหมือนเป้าเผชิญกับลูกศรฉะนั้น. อธิบายว่า ผู้ถูกความหนาวเบียดเบียน. แม้ในความร้อนก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ในบทว่า ทํสา เป็นต้น บทว่า ทํสา ได้แก่ เหลือบ. บทว่า มกสา ได้แก่ แมลงทุกชนิด. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื้อยคลานไป. บทว่า ริสฺสมาโน ได้แก่ หวั่นไหว กระสับกระส่าย. บทว่า มิยฺยมาโน ได้แก่ ตาย.
               บทว่า อยํ ภิกฺขเว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความลำบากซึ่งอาศัยการเลี้ยงชีวิตด้วยศิลปะมีการนับคะแนนเป็นต้น มีความหนาวเป็นต้นเป็นปัจจัย.
               บทว่า กามานํ อาทีนโว คือ เป็นอันตราย. ความว่า เป็นอุปสรรคในกามทั้งหลาย.
               บทว่า สนฺทิฏฺฐิโก คือ ประจักษ์ ได้แก่พึงเห็นเอง.
               บทว่า ทุกฺขกฺขนฺโธ ได้แก่ เป็นกองทุกข์.
               ในบททั้งหลายมีกามเหตุเป็นต้น กามทั้งหลายชื่อว่าเป็นเหตุแห่งโทษนั้น เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น โทษนั้นจึงชื่อว่า กามเหตุ แปลว่ามีกามเป็นเหตุ. กามทั้งหลายชื่อว่าเป็นต้นเค้าของโทษนั้น เพราะอรรถว่าเป็นรากเหง้า เพราะฉะนั้น โทษนั้นจึงชื่อว่า กามนิทาน แปลว่า มีกามเป็นต้นเค้า. แต่ท่านกล่าวว่า กามนิทานํ เพราะคลาดเคลื่อนทางลิงค์. กามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นตัวบังคับของโทษนั้น เพราะอรรถว่าการณ์ เพราะฉะนั้น โทษนั้นจึงชื่อว่า กามาธิกรณะ แปลว่า มีกามเป็นตัวบังคับ. แต่ท่านกล่าวว่า กามาธิกรณํ เพราะความคลาดเคลื่อนทางลิงค์
               บทว่า กามานเมว เหตุ นี้เป็นคำกำหนด. อธิบายว่า โทษเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัยนั้นเทียว. บทว่า อุฏฺฐหโต คือ ขยันด้วยความเพียรเป็นเหตุให้มีอาชีพเป็นหลักฐาน. บทว่า ฆฏโต ได้แก่ สืบต่อความเพียรนั้นให้มากขึ้นกว่าในวันก่อนๆ. บทว่า วายมโต ความว่า กระทำความพยายาม ความบากบั่น ความประกอบ.
               บทว่า นาภินิปฺผชฺชนฺติ ความว่า โภคะนั้นย่อมไม่สำเร็จ คือไม่ขึ้นสู่เงื้อมมือ.
               บทว่า โสจติ คือ ย่อมเศร้าโศกด้วยความเศร้าโศกอันแรงกล้าเกิดขึ้นในจิต.
               บทว่า กิลมติ ได้แก่ ย่อมลำบากด้วยทุกข์ที่เกิดขึ้นในกาย. บทว่า ปริเทวติ ได้แก่ ย่อมคร่ำครวญด้วยวาจา. บทว่า อุรตฺตาฬึ คือ ตีอก. บทว่า กนฺทติ ได้แก่ ย่อมร้องไห้. บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชติ ความว่า เป็นผู้เลอะเลือน ดุจปราศจากความรู้สึก.
               บทว่า โมฆํ แปลว่า เปล่า. บทว่า อผโล ได้แก่ ไร้ผล. บทว่า อารกฺขาทิกรณํ คือ มีการคุ้มครองเป็นเหตุ. บทว่า กินฺติ เม คือ ด้วยอุบายอะไรหนอแล. บทว่า ยํปิ เม ความว่า ทรัพย์ที่เราทำการงานมีกสิกรรมเป็นต้น ให้เกิดแล้วแม้ใด. บทว่า ตํปิ โน นตฺถิ ความว่า บัดนี้ ทรัพย์แม้นั้นของเราก็ไม่มี.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการณ์ด้วยบทแม้มีอาทิว่า ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว เหตุ ดังนี้แล้วทรงแสดงโทษ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า กามเหตุ ความว่า แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาทกันกับพวกกษัตริย์ เพราะกามเป็นปัจจัย. บทว่า กามนิทานํ เป็นภาวนปุงสกลิงค์. อธิบายว่า ทำกามทั้งหลายให้เป็นต้นเค้าแล้ววิวาทกัน. แม้บทว่า กามาธิกรณํ ก็เป็นภาวนปุงสกลิงค์เหมือนกัน. อธิบายว่า ทำกามทั้งหลายเป็นตัวบังคับแล้ววิวาทกัน.
               บทว่า กามานเมว เหตุ ความว่า วิวาทกันเพราะเหตุแห่งบ้าน นิคม เสนาบดี ปุโรหิตและฐานันดรเป็นต้น. บทว่า อุปกฺกมนฺติ คือ ประหาร. บทว่า อสิจมฺมํ ได้แก่ ดาบและวัตถุมีโล่เป็นต้น. บทว่า ธนุกลาปํ สนฺนยฺหิตฺวา ความว่า ถือธนูแล้วสอดแล่งธนู. บทว่า อุภโต พฺยุฬฺหํ ได้แก่ รบกันทั้งสองฝ่าย.
               บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ คือ เข้าไป. บทว่า อุสูสุ คือ เมื่อลูกศรทั้งหลาย. บทว่า วิชฺโชตลนฺเตสุ คือ พุ่งไป. บทว่า เต ตตฺถ คือ ฝูงชนเหล่านั้นในสงครามนั้น.
               ในบทว่า อฏฺฏาวเลปนา อุปการิโย นั้น ก็มนุษย์ทั้งหลายก่อเชิงกำแพงด้วยอิฐทั้งหลาย โดยมีสัณฐานเหมือนกลีบม้า แล้วฉาบปูนขาวเบื้องบน เชิงกำแพงทั้งหลายที่ทำอย่างนี้ เรียกว่า อุปการิโย เชิงกำแพงเหล่านั้น ฉาบด้วยเปือกตมร้อน จึงชื่อว่า อฏฺฎาวเลปนา.
               บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น เมื่อถูกยิงด้วยอาวุธมีลูกศรเหล็กแหลมคมเป็นต้น ภายใต้เชิงกำแพงเหล่านั้นบ้าง เมื่อไม่อาจเพื่อปีนหนี เพราะกำแพงลื่นเป็นมันบ้าง จึงวิ่งพล่านไปมา.
               บทว่า ฉกณฏิยา คือ ด้วยโคมัยอันร้อน.
               บทว่า อภิวคฺเคน ความว่า ชนทั้งหลายยืนที่ประตูชั้นบนอันมาถึงว่า พวกเราจักทำคราดนั้นพร้อมกับฟันโดยอาการมีฟันแปดซี่ ทำลายประตูนครเข้าไป แล้วตัดเครื่องผูกและเชือกแห่งคราดนั้นแล้วสับด้วยคราดนั้น.
               บทว่า สนฺธึปิ ฉินฺทนฺติ คือ ตัดที่ต่อแห่งเรือนบ้าง. บทว่า นิลฺโลปํ ความว่า โจมตีบ้านเป็นต้นแล้วกระทำการปล้นใหญ่. บทว่า เอกาคาริกํ ความว่า ฝูงชนประมาณ ๕๐ คนบ้าง ประมาณ ๖๐ คนบ้าง โจมตีแล้ว จับเป็นให้นำออกมา. บทว่า ปริปนฺเถ ติฏฺฐนฺติ ความว่า กระทำการดักตีในระหว่างทาง.
               บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ความว่า ด้วยค้อนทั้งหลาย หรือด้วยท่อนไม้ที่เขาตัดท่อนไม้ประมาณ ๔ ศอก เพื่อให้สำเร็จการประหารให้เป็นสองส่วนถือไว้.
               บทว่า พิลงฺคถาลิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือต้มด้วยหม้อข้าว. พระราชาทั้งหลายเมื่อจะทรงทำกรรมกรณ์นั้น ก็ถลกกะโหลกศีรษะออก เอาคีมปากนกแก้วจับก้อนเหล็กร้อนวางบนกะโหลกศีรษะนั้น เอาคีมเหล็กนั้นคีบมันสมองยกขึ้นเบื้องบน.
               บทว่า สํขมุณฺฑกํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือขอดสังข์. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้น ลอกหนังด้วยการกำหนดจอนหูและโคนคอทั้งสองข้างให้ตั้งไว้เบื้องบน รวบผมทั้งหมดให้เป็นกำหนึ่ง พันกับท่อนไม้ยกขึ้น หนังพร้อมกับผมทั้งหลายหลุดออก แต่นั้นก็เคาะหัวกะโหลกศีรษะด้วยก้อนหินหนา ล้างทำให้มีสีเหมือนสังข์.
               บทว่า ราหุมุขํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือปากราหู. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้นก็เปิดปากด้วยขอเหล็ก ตามประทีปภายในปาก หรือเจาะปากด้วยเหล็กแหลม จนถึงจอนหูทั้งสองข้าง. เลือดไหลออกเต็มปาก.
               บทว่า โชติมาลกํ ได้แก่ พันสรีระทั้งสิ้นด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟ.
               บทว่า หตฺถปชฺโชติกํ ได้แก่ พันมือทั้งสองข้างด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้ว ตามประทีปให้โพลง.
               บทว่า เอรกวตฺติกํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือนุ่งหนังช้าง. เมื่อทำกรรมกรณ์นั้นตัดแผ่นหนังตั้งแต่คอขึ้นไปวางไว้ที่จอนผม. ลำดับนั้น ก็ผูกมันด้วยเชือกทั้งหลายแล้วดึงไป เขาเหยียบแล้วเหยียบอีกซึ่งแผ่นหนังของตน ก็ล้มลง.
               บทว่า จีรกวาสินํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือนุ่งสาหร่าย. เมื่อทำกรรมกรณ์นั้นก็ลอกแผ่นหนังเหมือนอย่างนั้นให้จดสะเอว ลอกตั้งแต่สะเอวจดข้อเท้าทั้งสองข้าง สรีระล่างกับข้างบน เป็นเหมือนผ้านุ่งที่ทำด้วยเปลือกปอ.
               บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ กรรมกรณ์ คือยืนกวาง. เมื่อจะทำกรรมกรณ์นั้น ก็มัดลวดเหล็กที่ข้อศอกและเข่าทั้งสองข้างแล้ว ก็ตอกเหล็กแหลมทั้งหลาย. เขายืนอยู่ในแผ่นดิน ด้วยเหล็กแหลม ๔ อัน. ลำดับนั้นก็แวดล้อมเขา ก่อเพลิงเป็นเหมือนกวางล้อมไฟ
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้แม้ในที่มาแล้วอย่างนี้ว่า เขาถอดเหล็กแหลมตามเวลาอันสมควรนั้น ตอกไว้กับกระดูกสะเอว ๔ แห่งนั้นเทียว ขึ้นชื่อว่าการกระทำที่เห็นปานนี้ไม่มี.
               บทว่า พฬิสมํสิกํ ได้แก่ ตีด้วยเบ็ดมีขอทั้งสองข้างแล้วกระชากหนัง เนื้อและเอ็น.
               บทว่า กหาปณกํ ได้แก่ ควักสรีระทั้งสิ้นให้ตกออกไปทีละประมาณกหาปณะ ตั้งแต่สะเอวด้วยมีดคมกริบทุบตี.
               บทว่า ขาราปฏิจฺฉกํ ได้แก่ ตีสรีระในที่นั้นๆ ด้วยอาวุธทั้งหลาย ราดน้ำด่าง ขัดด้วยแปรง หนังเนื้อและเอ็นก็ไหลออก คงเหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น.
               บทว่า ปลิฆปริวตฺตกํ ได้แก่ ให้นอนข้างเดียวแล้ว ตอกหลาวเหล็กแหลมในช่องหูทำให้ติดกับดิน ลำดับนั้น จึงจับเท้าของเขาแล้ววนเวียน.
               บทว่า ปลาลปีฐกํ ได้แก่ ผู้ทำกรรมกรณ์ที่ฉลาด แล่ผิวหนังออกทุบกระดูกทั้งหลายด้วยลูกหินบดแล้ว จับผมทั้งหลายยกขึ้น คงมีแต่กองเนื้อเท่านั้น ลำดับนั้น ก็รวบผมของเขาเท่านั้น จับบีดทำเหมือนเกลียวฟาง.
               บทว่า สุนเขหิ ได้แก่ ยังสุนัขทั้งหลายที่หิวจัดเพราะไม่ให้อาหาร ๒-๓ วันให้พึงกัดกิน สุนัขเหล่านั้นก็ทำให้เหลือโครงกระดูกครู่เดียวเท่านั้น.
               บทว่า สมฺปรายิโก ความว่า เป็นวิบากในสัมปรายภพในอัตตภาพที่สอง.
               การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะ คือนิพพาน. จริงอยู่ ฉันทราคะในกามทั้งหลายย่อมถูกกำจัดและถูกละได้ เพราะอาศัยนิพพาน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะ คือ นิพพาน.
               บทว่า สามํ วา กาเม ปริชานิสฺสนฺติ ความว่า พวกนั้นน่ะหรือ จักรอบรู้กามทั้งหลายด้วยตนเอง ด้วยปริญญา ๓. บทว่า ตถตฺตาย ได้แก่ เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติ. บทว่า ยถาปฏิปนฺโน ความว่า ปฏิบัติแล้วด้วยปฏิปทาใด.
               บทว่า ขตฺติยกญฺญา วา เป็นต้น ตรัสแล้วเพื่อทรงแสดงสตรีที่เกิดแล้วในฐานะที่ได้วัตถุทั้งหลายมีผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น ซึ่งมีปฏิสนธิอันกุศลไม่น้อย คือไพบูลย์ให้รับแล้ว.
               บทว่า ปณฺณรสวสฺสุทฺเทสิกา คือ มีวัย ๑๕ ปี. แม้ในบทที่สองก็มีนัยเช่นเดียวกัน.
               ถามว่า ทำไมจึงทรงถือระยะวัย.
               ตอบว่า เพื่อทรงแสดงสมบัติคือผิวพรรณ เพราะอายตนะ คือผิวพรรณของของสตรีแม้เกิดในตระกูลทุกข์ยาก ย่อมค่อยๆ งดงามเปล่งปลั่ง ในกาลหนึ่ง ส่วนอายตนะคือผิวพรรณของบุรุษทั้งหลาย ย่อมงดงามเปล่งปลั่งในเวลามีอายุได้ ๒๐ ปี หรือ ๒๕ ปี. ทรงแสดงสมบัติคือสรีระอันปราศจากโทษ ๖ ประการ ด้วยบททั้งหลายมีว่าไม่สูงนักเป็นต้น.
               บทว่า วณฺณนิภา คือ มีวรรณะนั้นเทียว. บทว่า ชิณฺณํ คือ แก่เพราะชรา. บทว่า โคปานสิวงฺกํ ได้แก่ มีซี่โครงคดเหมือนกลอนเรือน. บทว่า โภคฺคํ ได้แก่ ร่างคดงอ. ทรงแสดงความที่ร่างกายนั้นคด ด้วยบทแม้นี้นั้นเทียว. บทว่า ทณฺฑปรายนํ คือ อาศัยไม้เท้า ได้แก่มีไม้เท้าเป็นที่สอง. บทว่า ปเวธมานํ ได้แก่ ตัวสั่น. บทว่า อาตุรํ ได้แก่ เดือดร้อนเพราะชรา. บทว่า ขณฺฑทนฺตํ คือ มีฟันหลุด เพราะความเป็นคนแก่. บทว่า ปลิตเกสํ ได้แก่ มีผมหงอก. บทว่า วิลูนํ ได้แก่ ผมโกร๋นดุจผมที่ถูกถอนเอาไปฉะนั้น. บทว่า ขลิตสิรํ คือ ศีรษะล้านมาก. บทว่า วิลนํ ได้แก่ หนังเหี่ยวอันเกิดพร้อมแล้ว. บทว่า ติลกาหตคตฺตํ คือ มีร่างกายเกลื่อนกล่นด้วยตกกระสีขาวและสีดำ. บทว่า อาพาธิกํ ได้แก่ มีพยาธิ. บทว่า ทุกฺขิตํ คือ ถึงแล้วซึ่งทุกข์. บทว่า พาฬฺหคิลานํ ได้แก่ มีความป่วยไข้อันมีประมาณยิ่ง. บทว่า สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ คือ ให้ตกแล้วในป่าช้าผีดิบ.
               บทที่เหลือได้กล่าวแล้วในสติปัฏฐานนั้นเทียว. นิพพานนั้นเทียว ชื่อว่าฉันทราควินัยแม้ในที่นี้.
               บทว่า เนว ตสฺมึ สมเย อตฺตพฺยาพาธาย ความว่า ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิด เพื่อประโยชน์แห่งทุกข์แม้ของตน.
               บทว่า อพฺยาปชฺฌํเยว ได้แก่ ไม่มีความทุกข์นั้นเทียว.
               บทว่า ยํปิ ภิกฺขเว เวทนา อนิจฺจา ความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเวทนาไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น อาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้นนี้ เป็นโทษแห่งเวทนา. การสลัดออกไปมีประการดังกล่าวแล้วนั้นเทียวแล.

               จบอรรถกถามหาทุกขักขันธสูตรที่ ๓               
               ------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค มหาทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ใหญ่ จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 159อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 194อ่านอรรถกถา 12 / 209อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=2784&Z=3013
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :