ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค
วิตักกสัณฐานสูตร ว่าด้วยอาการแห่งวิตก

               อรรถกถาวิตักกสัณฐานสูตร               
               วิตักกสัณฐานสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น บทว่า อธิจิตฺตมนุยุตฺเตน ความว่า จิตที่เกิดขึ้นด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง เป็นจิตเท่านั้น จิตในสมาบัติ ๘ มีวิปัสสนาเป็นบาท เป็นจิตยิ่งกว่าจิตนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกจิตนั้นว่า อธิจิต.
               บทว่า อนุยุตฺเตน ได้แก่ หมั่นประกอบอธิจิตนั้น. อธิบายว่า ประกอบแล้ว ขวนขวายแล้วในอธิจิต. ในข้อนั้นภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตในเวลาปุเรภัต กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต แล้วถือเอาผ้านิสีทนะออกไปด้วยคิดว่า เราจักทำสมณธรรมที่โคนต้นไม้โน้น หรือที่ไพรสณฑ์ หรือว่าที่เชิงเขา หรือว่าที่เงื้อมเขา ดังนี้ แล้วก็นำหญ้าใบไม้ออกจากที่สำหรับประกอบอธิจิต ก็ครั้นเธอล้างมือและเท้าแล้วก็มานั่งคู้บัลลังก์ ถือเอามูลกรรมฐาน ประกอบเนืองๆ อยู่ซึ่งอธิจิตนั่นแหละ.
               คำว่า นิมิต ได้แก่ การณะ (คือ เหตุ).
               คำว่า ตามกาลเวลาอันสมควร ได้แก่ ตามสมัยอันสมควร.
               ถามว่า ก็ธรรมดาว่า กรรมฐานนั้นพระโยคีมิได้ทอดทิ้งแม้สักครู่หนึ่ง คือมนสิการติดต่อกันไป มิใช่หรือ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ตามกาลเวลาอันสมควร ดังนี้.
               ตอบว่า ก็เพราะพระบาลีจำแนกกรรมฐานไว้ ๓๘ ในกรรมฐานเหล่านั้น ภิกษุผู้นั่งปฏิบัติกรรมฐาน จำเดิมแต่อุปกิเลสอะไรๆ ยังมิได้เกิดขึ้น กิจที่จะต้องมนสิการด้วยนิมิตอื่นๆ ยังมิได้มีก่อน แต่เมื่อใดกิเลสเกิดขึ้น เธอก็พึงถือเอานิมิตทั้งหลาย นำกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตออกไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุนั้น จึงตรัสอย่างนี้.

               ว่าด้วยเขตแดนและอารมณ์ของอกุศลวิตก               
               พึงทราบเขตแดนและอารมณ์ของวิตกเหล่านี้ คือ :-
                         วิตกที่ประกอบด้วยฉันทะ
                         วิตกที่สหรคตด้วยฉันทะ
                         วิตกที่สัมปยุตด้วยราคะ
               ในสามอย่างนั้น จิตอันสหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง เป็นเขตแดนของวิตกที่ประกอบด้วยฉันทะ จิตที่สหรคตด้วยโทสะ ๒ ดวง เป็นเขตแดนของวิตกที่ประกอบด้วยโทสะ อกุศลจิต ๑๒ ดวงเป็นเขตแดนของวิตกที่ประกอบด้วยโมหะ แต่ว่าจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะเป็นเขตแดนเฉพาะบุคคลผู้มีวิตกอันสัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะเท่านั้น. สัตว์ทั้งหลายและสังขารทั้งหลายแม้ทั้งหมด ก็เป็นอารมณ์ของวิตกได้ทั้งนั้น เพราะว่า เมื่อภิกษุไม่เพ่งดูอารมณ์ที่ชอบและที่ไม่ชอบแล้ว วิตกในสัตว์และสังขารเหล่านั้นก็ไม่เกิดขึ้น.

               ว่าด้วยมนสิการนิมิตอื่นๆ               
               คำว่า ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นอันประกอบด้วยกุศล ได้แก่ ควรมนสิการนิมิตอันอาศัยกุศลอื่น โดยเว้นจากอกุศลนิมิตนั้น.
               ในข้อนั้น ชื่อว่านิมิตอื่น คือเมื่อวิตกประกอบด้วยฉันทะเกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย การเจริญอสุภะ (อสุภสัญญา) ชื่อว่านิมิตอื่น เมื่อวิตกเกิดขึ้นพอใจในสังขารทั้งหลาย (มีจีวรเป็นต้น) มนสิการถึงความเป็นของไม่เที่ยง (อนิจจสัญญา) ชื่อว่านิมิตอื่น. ก็เมื่อวิตกประกอบด้วยโทสะในสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้น การเจริญเมตตา ชื่อว่านิมิตอื่น. เมื่อวิตกในสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น การมนสิการถึงธาตุ ชื่อว่านิมิตอื่น. เมื่อวิตกประกอบด้วยโมหะเกิดขึ้นในธรรมใด ภิกษุอาศัยธรรม ๕ อย่าง ชื่อว่านิมิตอื่น.
               อธิบายว่า เมื่อโลภะเกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลายโดยนัย มีคำว่า มือหรือเท้าของผู้นี้งาม ดังนี้เป็นต้น เธอก็นำมาพิจารณาด้วยอสุภะ คือสิ่งที่ไม่งามว่า ท่านยินดีกำหนัดในอะไรในผมทั้งหลายหรือ หรือว่าในขนทั้งหลาย ฯลฯ หรือว่าในน้ำมูตร ธรรมดาว่าอัตตภาพนี้ประกอบขึ้นด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่อน ยกขึ้นผูกไว้ด้วยเอ็น ๙๐๐ เส้น ฉาบทาด้วยชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น หุ่มห่อด้วยหนังสด อันความยินดีพอใจในผิวปกปิดไว้แล้ว.
               อนึ่งเล่า ของไม่สะอาดทั้งหลายย่อมไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ (ทวาร ๙) และจากขุมขนประมาณ ๙๙,๐๐๐ ขุม มีกลิ่นเหม็นเต็มไปด้วยซากศพ เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เป็นของปฏิกูลอันสะสมไว้ซึ่งสิ่งปฏิกูล ๓๒ ประการ จะหาสิ่งที่เป็นแก่นสาร หรือสิ่งที่ประเสริฐในกายนี้มิได้มี.
               เมื่อพระโยคีนำความงามออกด้วยอสุภะอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ย่อมละความโลภที่เกิดในสัตว์ทั้งหลายได้ เพราะเหตุนั้น การนำความงามออกได้ด้วยอสุภะนี้ จึงชื่อว่านิมิตอื่น.
               เมื่อความโลภเกิดขึ้นในบริขารทั้งหลายมีบาตรและจีวรเป็นต้น ก็มนสิการด้วยสามารถแห่งการพิจารณาถึงความเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของและเป็นของชั่วคราว โดยนัยที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐานวรรณนาว่า ภิกษุย่อมวางเฉยในสังขารทั้งหลายมีบาตรและจีวรเป็นต้น ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือโดยความเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของโดยแท้จริง และเป็นของชั่วคราว เธอก็ย่อมละความโลภนั้นได้.
               เพราะเหตุนั้น การมนสิการโดยอาการ ๒ อย่างในสังขารนั้น จึงชื่อว่านิมิตอื่น.
               เมื่อโทสะเกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย พระโยคีพึงเจริญเมตตาด้วยสามารถแห่งสูตรทั้งหลายที่นำความอาฆาตออกมีกกโจปมสูตรเป็นต้น เมื่อเจริญเมตตาอยู่ก็ย่อมละโทสะนั้นได้ ด้วยเหตุนั้น การเจริญเมตตานั้น จึงชื่อว่านิมิตอื่น.
               เมื่อโทสะเกิดขึ้นในเพราะวัตถุทั้งหลายมีการกระทบกับตอ หนาม ใบไม้ที่แหลมคมเป็นต้น เธอก็พึงมนสิการถึงธาตุโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านย่อมโกรธใคร ย่อมโกรธปฐวีธาตุหรือ หรือว่าอาโปธาตุเป็นต้น เมื่อมนสิการธาตุอยู่อย่างนี้ เธอย่อมละโทสะได้ เพราะเหตุนั้น การมนสิการถึงธาตุอยู่ จึงชื่อว่านิมิตอื่น.
               เมื่อโมหะเกิดขึ้นในธรรมใด เธออาศัยธรรม ๕ เหล่านี้ คือ
                         ๑. การอยู่ร่วมกับครู
                         ๒. การเรียนธรรม (อุทเทส)
                         ๓. การสอบถามธรรม
                         ๔. การฟังธรรมตามกาลอันควร
                         ๕. การวินิจฉัยธรรมที่เป็นฐานะและอฐานะ
               ก็ย่อมละโมหะได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุควรอาศัยธรรม ๕ เหล่านี้. เพราะว่า เมื่อเธออาศัยอาจารย์ผู้ควรแก่การเคารพ อาจารย์ย่อมลงทัณฑกรรมแก่เธอมีการให้ตักน้ำสักร้อยหม้อ เพราะไม่ถามถึงการเข้าสู่บ้าน หรือไม่ทำวัตรในกาลอันควรเป็นต้น ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้อันอาจารย์พยายามตกแต่งแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอก็ย่อมละโมหะในธรรมนั้นได้.
               แม้เมื่อเรียนธรรม (อุทเทส) อาจารย์ย่อมลงทัณฑกรรมแก่เธอผู้ไม่เรียนในเวลาอันสมควร หรือสาธยายไม่ดี หรือไม่สาธยายเป็นต้น เธอย่อมเป็นผู้อันอาจารย์พยายามตกแต่งแล้ว แม้เช่นนี้ เธอก็ย่อมละโมหะธรรมนั้นได้.
               ภิกษุเข้าไปหาภิกษุผู้ควรเคารพแล้ว สอบถามว่า ท่านขอรับ ข้อนี้เป็นอย่างไร อรรถของธรรมนี้เป็นอย่างไรเป็นต้น เธอย่อมกำจัดความสงสัยได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ เธอก็ย่อมละโมหะในธรรมนั้นได้.
               แม้เมื่อภิกษุไปสู่ที่เป็นที่ฟังธรรมตามกาลเวลาอันควร ฟังอยู่โดยเคารพ อรรถธรรมในที่นั้นๆ ย่อมจะแจ่มแจ้งแก่เธอ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ เธอก็ย่อมละโมหะในธรรมนั้นได้.
               บุคคลผู้ฉลาดในการวินิจฉัยในสิ่งที่เป็นฐานะคือสิ่งที่เป็นไปได้ และอฐานะคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่า นี้เป็นเหตุของสิ่งนี้ นี้ไม่ใช่เหตุของสิ่งนี้ ดังนี้เป็นต้น แม้ด้วยอาการอย่างนี้ เธอก็ย่อมละโมหะในธรรมนั้นได้.
               เพราะเหตุนั้น การอาศัยธรรม ๕ ของเธอนั้น จึงชื่อว่าเป็นนิมิตอื่น.
               อีกอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุเจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓๘ เธอย่อมละอกุศลวิตกเหล่านี้ได้ เพราะนิมิต ๕ ที่มีลักษณะอย่างนี้เป็นข้าศึกและปฏิปักษ์โดยตรงต่อกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น กิเลสที่มีราคะเป็นต้นที่ละได้ด้วยนิมิต ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นการละอย่างดี.
               เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้ดับไฟโดยใช้ไม้สดโบยบ้าง ฝุ่นบ้าง กิ่งไม้อื่นๆ บ้าง ย่อมทำให้ไฟดับ แต่น้ำซึ่งเป็นข้าศึกโดยตรงของไฟ เมื่อเขาดับไฟด้วยน้ำซึ่งเป็นข้าศึกโดยตรง ย่อมเป็นการดับดีแล้วฉันใด กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นที่ละได้ด้วยนิมิต ๕ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นการละอย่างดี ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบคำเหล่านี้ ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว.
               บทว่า กุสลูปสญฺหิตํ คือ อาศัยกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล.
               บทว่า อชฺฌตฺตเมว คือ เป็นอารมณ์ภายในนั่นแล.
               บทว่า ปลคณฺโฑ แปลว่า นายช่างไม้.
               บทว่า สุขุมาย อาณิยา ความว่า นายช่างไม้ หรือลูกมือของนายช่างไม้ผู้ฉลาดต้องการจะนำลิ่มอันใดออก ก็ตอกด้วยลิ่มไม้อันแข็งกว่าลิ่มอันนั้นเข้าไป. ่
               บทว่า โอฬาริกํ อาณึ ได้แก่ ลิ่มที่ไม่เสมอกันที่นายช่างตอกเข้าไปในแผ่นกระดานไม้จันทน์ หรือกระดานไม้เนื้อแข็ง.
               บทว่า อภิหเนยฺย คือ เมื่อตอกด้วยไม้ค้อนแล้วก็นำออกมา.
               บทว่า อภินีหเนยฺย คือ เมื่อโยกอยู่อย่างนั้น ก็พึงนำลิ่มออกจากแผ่นกระดานได้.
               บทว่า อภินิวฏฺเฎยฺย ความว่า บัดนี้ เมื่อนายช่างรู้ว่าลิ่มเป็นอันมากเหล่านี้เขยื้อนออกแล้ว จึงเอามือจับคลอนไปมาแล้วดึงออก.
               บัณฑิตพึงทราบความในที่นี้ว่า
               จิตเหมือนแผ่นกระดาน. อกุศลวิตกเปรียบเหมือนลิ่มที่ทำให้แผ่นกระดานไม่เสมอกัน. กุศลนิมิตมีการเจริญอสุภะคือความไม่งามเป็นต้นเปรียบเหมือนลิ่มเล็ก. การนำอกุศลวิตกเหล่านั้นออกด้วยกุศลนิมิตทั้งหลายมีการเจริญอสุภะเป็นต้น เปรียบเหมือนการตอก โยก ถอนลิ่มใหญ่ออกได้ด้วยลิ่มอันเล็กที่แข็งกว่าฉะนั้น.
               บทว่า อหิกุณเปน เป็นอาทิ แปลว่า ซากงูเป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงถึงซากศพทั้งหลายว่าล้วนเป็นของปฏิกูล น่ารังเกียจอย่างยิ่ง.
               บทว่า กณฺเฐ อาลคฺเคน คือ นำเอาซากศพที่ใดที่หนึ่งซึ่งหาประโยชน์มิได้มาผูก คือมาสวมใส่ไว้ที่คอ.
               บทว่า อฏฺฏิเยยฺย ได้แก่ ความละอาย.
               บทว่า ชิคุจฺเฉยฺย คือ พึงรังเกียจอันเกิดขึ้นเอง.
               บทว่า ปหียนฺติ ความว่า เมื่อเธอรังเกียจด้วยเหตุแม้นี้แล้ว ใคร่ครวญด้วยกำลังปัญญาของตนว่า อกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ มีทุกข์เป็นวิบาก ก็จะละเสียได้ เปรียบเหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มรังเกียจซากงูเป็นต้นฉะนั้น. ก็เมื่อภิกษุใดไม่อาจเพื่อจะใคร่ครวญด้วยกำลังปัญญาของตนได้ เธอพึงเข้าไปหาอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ หรือเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ควรแก่การเคารพ หรือพระสังฆเถระรูปใดรูปหนึ่ง แล้วตีระฆังให้ภิกษุมาประชุมกันบอกให้ทราบถึงเหตุนั้น เพราะว่ามนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่งจักมีในที่ประชุมนั้น ก็บัณฑิตนี้จักบอกว่า ท่านพึงเห็นโทษในอกุศลวิตกอย่างนี้ๆ หรือว่าจักข่มอกุศลวิตกเหล่านั้นด้วยกถาทั้งหลายมีกายวิจฉินทนียกถาเป็นต้น.
               บทว่า อสติมนสิกาโร อาปชฺชิตพฺโพ ได้แก่ ภิกษุนั้นไม่พึงนึก ไม่พึงใส่ใจถึงอกุศลวิตกเหล่านั้น พึงเป็นผู้ส่งใจไปในอารมณ์อื่นๆ เหมือนบุคคลผู้ไม่ประสงค์จะเห็นรูป พึงหลับตาทั้งสองฉันใด ภิกษุผู้ถือมูลกรรมฐานมานั่งแล้ว เมื่อวิตกเกิดขึ้นในจิต ก็พึงเป็นผู้ส่งใจไปในอารมณ์อื่นฉันนั้น. ภิกษุนั้นย่อมละอกุศลวิตกได้ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อเธอประสงค์จะละก็พึงถือเอากรรมฐานมาแล้วนั่งลงเถิด. ก็ถ้าเธอยังละไม่ได้ ก็ควรสาธยายพระบาลีธรรมกถาที่เรียนมาด้วยเสียงอันดัง. ถ้าเธอใส่ใจไปในอารมณ์อื่นอย่างนี้ยังละไม่ได้ ก็จงหยิบสมุดเปล่าออกจากย่ามเขียนพรรณนาความดีของพระพุทธเจ้าข้อใดข้อหนึ่ง เธอพึงเป็นผู้นำอกุศลวิตกนั้นออกด้วยการส่งใจไปในอารมณ์อื่นอย่างนี้.
               ถ้าแม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้วก็ยังละอกุศลวิตกนั้นไม่ได้ ก็พึงหยิบไม้สีไฟออกมาจากย่ามแล้วพิจารณา หรือส่งใจไปในอารมณ์อื่นว่า นี้ไม้สีไฟอันบน นี้ไม้สีไฟอันล่าง ดังนี้. ถ้าอย่างนี้แล้วก็ยังละอกุศลวิตกไม่ได้ ก็พึงเอากล่องเล็กออกมารวมบริขารไว้ หรือส่งใจไปในอารมณ์อื่นว่า อันนี้ชื่อว่ากล่องเข็ม อันนี้ชื่อว่ามีดเล็ก อันนี้ชื่อว่าเครื่องตัดเล็บ อันนี้ชื่อว่าเข็มเป็นต้น เธอก็จะพึงละอกุศลวิตกนั้นได้. ถ้าอย่างนี้แล้วก็ยังละอกุศลวิตกนั้นไม่ได้พึงหยิบเอาเข็มมาเย็บจีวรที่ขาด เพื่อส่งใจไปในอารมณ์อื่น ตราบใดที่เธอยังละอกุศลวิตกไม่ได้ ก็พึงส่งใจไปในอารมณ์อื่นโดยการทำกุศลกรรมนั้นๆ ก็เมื่อเธอละอกุศลวิตกได้แล้ว ก็พึงถือเอามูลกรรมฐานมานั่งลง ไม่พึงเป็นผู้เริ่มนวกรรม (การก่อสร้าง).
               ถามว่า เพราะเหตุไร
               ตอบว่า เพราะว่า เธอทำลายอกุศลวิตกยังไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสมนสิการกรรมฐานได้. แม้บัณฑิตในกาลก่อนจะทำนวกรรม ก็ต้องทำลายอกุศลจิตก่อน.
               ในข้อนี้นั้นมีเรื่องเป็นอุทาหรณ์ ดังต่อไปนี้ :-

               เรื่องติสสสามเณร               
               ได้ยินว่า พระอุปัชฌาย์ของสามเณรอาศัยอยู่ในมหาวิหารชื่อว่า ติสสะ สามเณรกล่าวกับท่านอุปัชฌาย์ว่า ท่านขอรับ กระผมกระวนกระวาย (อยากลาสิกขาบท). ครั้งนั้น พระเถระได้กล่าวกะสามเณรว่า ในวิหารนี้หาน้ำอาบได้ยาก เธอจงพาเราไปที่จิตตลดาบรรพต. สามเณรได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. พระเถระกล่าวกะสามเณรในที่นั้นว่า วิหารนี้เป็นของเฉพาะสงฆ์ เธอจงทำ (สร้างที่อยู่ใหม่) ให้เป็นที่อาศัยอยู่เฉพาะบุคคลคนหนึ่ง. สามเณรรับคำว่า ดีแล้วขอรับ แล้วสามเณรก็เริ่มสิ่งทั้งสามพร้อมๆ กัน คือ การเรียนคัมภีร์สังยุตตนิกายตั้งแต่ต้น การชำระพื้นที่ที่เงื้อมเขา และการบริกรรมเตโชกสิณและได้ยังกรรมฐานนั้นให้ถึงอัปปนา ยังการเรียนสังยุตตนิกายให้จบลงแล้วเริ่มนวกรรมในถ้ำ เธอได้ทำกิจนวกรรมทั้งปวงสำเร็จแล้ว จึงได้แจ้งให้พระอุปัชฌาย์ทราบ. พระอุปัชฌาย์กล่าวว่า สามเณร ที่อยู่เฉพาะบุคคลคนหนึ่ง เธอทำสำเร็จในวันนี้ได้โดยลำบาก เธอนั่นแหละจงอยู่ ดังนี้.
               สามเณรนั้น เมื่ออยู่ในถ้ำตลอดราตรี ได้อุตุสัปปายะ จึงยังวิปัสสนาให้เจริญแล้วบรรลุพระอรหัต ปรินิพพานแล้วในถ้ำนั้นนั่นแหละ ชนทั้งหลายถือเอาธาตุของสามเณรก่อสร้างพระเจดีย์ไว้. เจดีย์ของพระติสสเถระได้ปรากฏมาจนทุกวันนี้แล.
               บัพพะ (ข้อที่ควรกำหนด) นี้ ชื่อว่า อสติบัพพะ (แปลว่าข้อกำหนดว่าด้วยการระลึกไม่ได้).

               ว่าด้วยข้อทำลายมูลราก               
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะแสดงการทำลายมูลรากของอกุศลวิตกว่า เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในข้อนี้ (คืออสติบัพพะ) แล้วยังไม่อาจข่มอกุศลวิตกได้ ก็ต้องตั้งอยู่ในข้อที่ทำลายมูลรากของอกุศลวิตกนี้ ดังนี้ แล้วตรัสคำว่า ตสฺส เจ ภิกฺขเว เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่ เป็นต้น.
               ในข้อนี้ พึงทราบวิเคราะห์คำว่า สังขาร ในคำว่า พึงมนสิการสัณฐานสังขารของตนนั้นว่า สภาวะใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่าสังขาร. อธิบายว่า เป็นปัจจัย (คือเป็นเหตุเครื่องอาศัย) เป็นการณะ (คือเป็นเหตุกระทำ) เป็นมูล (คือเป็นราก).
               ชื่อว่าสัณฐาน เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าเป็นที่ตั้งอยู่ดี. สัณฐานของวิตกสังขาร ชื่อว่าวิตักกสังขารสัณฐาน. ภิกษุพึงมนสิการสัณฐานอันนั้น. คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบายไว้ว่า ภิกษุพึงมนสิการถึงเหตุและมิใช่เหตุของวิตกทั้งหลายว่า วิตกนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย เพราะเหตุไรจึงเกิดขึ้น ดังนี้.
               บทว่า กึ นุ โข อหํ สีฆํ คจฺฉามิ ความว่า บุรุษผู้เดินเร็วนั้นย่อมคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยการเดินเร็วของเรานี้ เราจักค่อยๆ ไป ดังนี้.
               บทว่า โส สนิกํ คจฺเฉยฺย ความว่า ครั้นเขาคิดอย่างนั้นแล้ว จึงค่อยๆ เดิน.
               ในคำทั้งปวงก็นัยนี้แหละ.
               บัณฑิตพึงทราบความในข้อนั้นว่า
               เวลาเกิดขึ้นแห่งวิตกของภิกษุนี้ เปรียบเหมือนการเดินเร็วของบุรุษ. เวลากำหนดการเที่ยวไปแห่งวิตกของภิกษุนี้ เปรียบเหมือนการค่อยๆ เดินไปในที่นั้น. กาลที่ภิกษุนี้กำหนดการเที่ยวไปของวิตกได้แล้ว นำวิตกมาสู่มูลกรรมฐาน เปรียบเหมือนการตรึกของบุรุษนั้น. กาลที่ภิกษุนี้ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้วบรรลุพระอรหัต เปรียบเหมือนกาลที่บุรุษนั้นนั่งลงแล้ว. กาลที่ภิกษุนี้ให้เวลาผ่านไปตลอดวันด้วยผลสมาบัติซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เปรียบเหมือนกาลที่บุรุษนั้นนอนแล้ว.
               ในข้อว่า วิตกเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย ความว่า การเที่ยวไปของวิตกย่อมเป็นของเบาบางแล้วแก่ผู้ถึงเหตุและมิใช่เหตุของวิตกทั้งหลาย เมื่อวิตกนั้นเป็นของเบาบางถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมดับไปโดยประการทั้งปวง.
               บัณฑิตพึงแสดงข้อความนี้ด้วยทุททุภชาดก (คือเรื่องกระต่ายตื่นตูม).

               เรื่องกระต่ายตื่นตูม               
               ได้ยินว่า กระต่ายตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ที่ใกล้ต้นมะตูม ลูกมะตูมสุกหลุดจากขั้วหล่นลงมาใกล้หูของกระต่าย. กระต่ายนั้นก็ผลุดลุกขึ้นหนีไปโดยเร็วด้วยสำคัญว่าแผ่นดินถล่ม เพราะเสียงดังของลูกมะตูมนั้น. สัตว์จตุบาท (๔ เท้า) ทั้งหลายแม้อื่นๆ ข้างหน้าเห็นกระต่ายวิ่งมาโดยเร็ว ก็พากันวิ่งหนีไปด้วย.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นราชสีห์. ราชสีห์นั้นคิดว่า ธรรมดาว่าแผ่นดินนี้จะถล่มพินาศไปก็เพราะกัปพินาศ ชื่อว่าการที่แผ่นดินนี้จะแตกทำลายไปในระหว่างมิได้มี เราจะต้องไปสืบดูต้นเหตุให้ได้ดังนี้.
               ราชสีห์จึงเริ่มถามสัตว์ทั้งหลายตั้งแต่ช้างใหญ่ไปจนถึงกระต่ายตัวนั้นว่า เจ้าเห็นแผ่นดินถล่มหรือ ดังนี้ กระต่ายกล่าวว่า ข้าแต่นายผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าเห็น.
               ราชสีห์จึงกล่าวว่า เจ้าจงพาเราไปดู. กระต่ายกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจ. ราชสีห์จึงตวาดว่า เฮ้ยเจ้ากระต่าย จงพาเราไปเจ้าอย่ากลัว แล้วก็ปลอบใจกระต่ายด้วยคำสุภาพเรียบร้อยแล้วก็พากระต่ายไป.
               กระต่ายยืนอยู่ในที่ไม่ไกลของต้นมะตูมแล้วได้กล่าว เป็นคาถาว่า
                         ข้าแต่ท่านผู้สง่างาม ข้าพเจ้าอยู่ในที่นั้น ได้ยินเสียงถล่ม
                         ข้าพเจ้าไม่รู้จักสิ่งนั้นว่า เป็นเสียงอะไร.
               พระโพธิสัตว์กล่าวกะกระต่ายว่า เจ้าจงยืนอยู่ในที่นี้แหละ แล้วก็ไปที่โคนต้นมะตูม ได้เห็นที่เป็นที่นอนของกระต่าย และได้เห็นลูกมะตูมสุก จึงแลดูข้างบนได้เห็นขั้วของมะตูม ครั้นเห็นแล้วก็รู้ว่า กระต่ายตัวนี้นอนที่นี้กำลังหลับ เมื่อลูกมะตูมสุกนี้หล่นลงมาใกล้หู จึงมีความสำคัญว่าเสียงแผ่นดินถล่ม จึงรีบหนีไปโดยเร็วดังนี้ แล้วจึงถามถึงเหตุนั้น.
               กระต่ายรับคำว่า ถูกแล้ว ท่านผู้เป็นนาย.
               พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคำเป็นคาถาว่า
                         เวลุวํ ปติตํ สุตฺวา    ทุทฺทุภนฺติ สโส ชวิ
                         สสสฺส วจนํ สุตฺวา   สนฺตตฺตา มิควาหนี
               แปลว่า
                         กระต่ายฟังเสียงลูกมะตูมหล่นลง สำคัญว่าเสียงแผ่นดินถล่ม
                         จึงวิ่งไปโดยเร็ว พวกมฤคทั้งหลาย ปานดังกองทัพเป็นผู้เร่า
                         ร้อนแล้ว เพราะฟังถ้อยคำของกระต่าย.

               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงปลอบใจพวกมฤคทั้งหลายว่า พวกท่านอย่ากลัวเลย ดังนี้.
               เมื่อภิกษุค้นหาต้นเหตุของอกุศลวิตกทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ ก็ย่อมละได้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงการณะ (เหตุ) แม้นี้ว่า อันภิกษุผู้ดำรงอยู่ในข้อทำลายมูลเหตุของอกุศลวิตกนี้แล้ว ก็ยังไม่อาจเพื่อข่มวิตกนั้นได้ ก็พึงข่มอย่างนี้ แล้วตรัสคำว่า ตสฺส เจ ภิกฺขเว เป็นอาทิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นมนสิการถึงสัณฐานของวิตก ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า ทนฺเตภิ ทนฺตมาธาย ได้แก่ พึงกดฟันบนลงที่ฟันข้างล่าง.
               บทว่า เจตสา จิตฺตํ ได้แก่ พึงป้องกันอกุศลจิต ด้วยกุศลจิต.
               บทว่า พลวา ปุริโส เป็นต้น ความว่า เปรียบเหมือนบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีกำลังมากจับบุรุษผู้มีกำลังน้อยกว่าแล้วบีบ กด เค้นที่ศีรษะ หรือที่ก้านคอไว้ให้แน่น พึงกระทำบุรุษนั้นให้เร่าร้อน ให้ลำบาก ให้สยบ มีความตายเป็นที่สุดฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแหละพึงเป็นนักมวยปล้ำซึ่งเป็นคู่ต่อสู้กับอกุศลวิตกทั้งหลายว่า พวกเจ้าเป็นอะไร เราเป็นอะไร ดังนี้
               ครั้นครอบงำแล้ว พึงประคองความเพียรใหญ่อย่างนี้ว่า
                         กามํ ตโจ นหารู จ อฏฺฐิ จ อวสุสฺสตุ
                         อวสฺสิสฺสตุ เม สรีเร สพฺพนฺตํ มํสโลหิตํ

               แปลว่า
                         เนื้อและเลือดทั้งหมดในร่างกายของเรานี้
                         จะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็นกระดูก
                         ก็ตามที.

               เธอก็พึงข่มอกุศลวิตกทั้งหลายได้.
               เมื่อจะแสดงอย่างนี้ จึงตรัสคำอุปมาอันแสดงอรรถะนี้ว่า ยโต จ โข ภิกฺขเว เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยนิมิตใด แล้วมนสิการนิมิตใดอยู่ เป็นต้น.
               ข้อนี้ ชื่อว่ามริยาทภาชนีย์ (คือคำจำแนกเขตแดน). คำนั้นมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
               พึงทราบคำอุปมาต่อไปนี้.
               เหมือนอย่างว่า อาจารย์ผู้ให้คำแนะนำสั่งสอนพระราชกุมารซึ่งมาจากแว่นแคว้นภายนอก ให้เรียนเอาซึ่งศิลปะว่าด้วยอาวุธ ๕ แล้วแสดงสิ่งที่ควรกระทำด้วยอาวุธแม้ทั้ง ๕ อย่างนี้ว่า ท่านจงกลับไปครองราชสมบัติในแว่นแคว้นของตน ถ้าพวกโจรปรากฏในระหว่างทางแก่ท่าน ท่านจงใช้ธนูนี้ แล้วก็จงไป ถ้าธนูของท่านหายหรือหัก จงใช้หอก หอกหักจงใช้ดาบดังนี้เป็นต้นแล้วให้กลับไป.
               พระราชกุมารนั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น ครั้นไปถึงแว่นแคว้นของตนแล้ว ได้ครองสิริราชสมบัติฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงส่งภิกษุผู้หมั่นประกอบอธิจิต เพื่อถือเอาซึ่งพระอรหัต และทรงแสดงบัพพะ (ข้อที่ควรกำหนด) ๕ เหล่านี้ว่า
               ถ้าว่า อกุศลจิตเกิดขึ้นแก่เธอในระหว่าง ก็ควรตั้งอยู่ในข้อว่าด้วยนิมิตอื่น (เรียกว่า อัญญนิมิตตบัพพะ) ครั้นเธอข่มอกุศลวิตกทั้งหลายได้แล้ว ก็จักยังวิปัสสนาให้เจริญ แล้วจักบรรลุพระอรหัต เมื่อไม่อาจในข้อนั้น (คือในอัญญนิมิตตบัพพะ) ก็จะตั้งอยู่ในข้อว่าด้วยอาทีนพ เมื่อไม่อาจในข้อนั้นก็จะตั้งอยู่ในข้อว่าด้วยอสติบัพพะ เมื่อไม่อาจในข้อนี้ก็ควรตั้งอยู่ในข้อว่าด้วยการทำลายมูลเหตุของอกุศลวิตก เมื่อไม่อาจแม้ในข้อนี้ก็จะตั้งอยู่ในข้อว่าด้วยการข่ม ครั้นข่มวิตกทั้งหลายเหล่านั้นได้แล้ว จักยังวิปัสสนาให้เจริญแล้วจักบรรลุพระอรหัต ดังนี้.
               บทว่า วสี วิตกฺกปริยายปเถสุ แปลว่า ผู้ชำนาญในทางเดินของวิตก ได้แก่ผู้ชำนาญตามที่ตนสั่งสมไว้แล้ว คือเป็นผู้ชำนาญคล่องแคล่วในทางเป็นไปของการตรึก.
               บทว่า ยํ วิตกฺกํ อากงฺขิสฺสติ แปลว่า เธอจักจำนงวิตกใดนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงถึงลักษณะของความเป็นผู้ชำนาญ. เพราะว่า บุคคลนี้ ครั้งก่อนอยากจะตรึกวิตกใด ย่อมตรึกวิตกนั้นไม่ได้ ไม่ประสงค์จะตรึกวิตกใด ย่อมตรึกวิตกนั้นได้ แต่บัดนี้ เพราะความเป็นผู้ชำนาญแล้ว เธอเป็นผู้ใคร่เพื่อจะตรึกถึงวิตกใด ย่อมตรึกถึงวิตกนั้นได้ ไม่ต้องการตรึกวิตกใด ก็ไม่ต้องตรึกวิตกนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เธอจักจำนงวิตกใดก็จักตรึกวิตกนั้นได้ จักไม่จำนงวิตกใดก็จักไม่ตรึกวิตกนั้นได้ ดังนี้.
               บทว่า อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ แปลว่า ตัดตัณหาได้แล้วเป็นต้นนี้ ได้กล่าวไว้ในสัพพาสวสูตรแล้วแล.

               จบอรรถกถาวิตักกสัณฐานสูตรที่ ๑๐               
               จบอรรถกถาวรรคที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. จูฬสีหนาทสูตร
                         ๒. มหาสีหนาทสูตร
                         ๓. มหาทุกขักขันธสูตร
                         ๔. จูฬทุกขักขันธสูตร
                         ๕. อนุมานสูตร
                         ๖. เจโตขีลสูตร
                         ๗. วนปัตถสูตร
                         ๘. มธุปิณฑิกสูตร
                         ๙. เทวธาวิตักกสูตร
                         ๑๐. วิตักกสัณฐานสูตร.
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค วิตักกสัณฐานสูตร ว่าด้วยอาการแห่งวิตก จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 251อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 256อ่านอรรถกถา 12 / 263อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=4099&Z=4207
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :