ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค
จูฬอัสสปุรสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ

               อรรถกถาจูฬอัสสปุรสูตร               
               จูฬอัสสปุรสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ
               เหตุแห่งการแสดงพระสูตรนั้น เช่นกับสูตรก่อนนั่นแหละ.
               บทว่า สมณสามีจิปฏิปทา ได้แก่ ปฏิปทาอันสมควรแก่สมณะทั้งหลาย คือปฏิปทาอันเกื้อกูลแก่สมณะทั้งหลาย.
               ในบทว่า สมณมลานํ เป็นต้น ความว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมกระทำสมณะทั้งหลายให้มีมลทิน คือมลทินจับ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นมลทินของสมณะ. สมณะทั้งหลายย่อมเสียหาย ย่อมประทุษร้าย ด้วยมลทินเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เป็นโทษของสมณะ. และธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วย่อมกระทำสมณะทั้งหลายให้เป็นเหมือนหยากเยื่อ หมดโอชะ ให้เหี่ยวแห้ง เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เป็นดังน้ำฝาดของสมณะดังนี้.
               บทว่า อาปายิกานํ ฐานานํ ความว่า เหตุให้เกิดในอบาย.
               บทว่า ทุคฺคติเวทนียานํ ความว่า เป็นปัจจัยแห่งการเสวยวิบากในทุคคติ.
               บทว่า มตชนฺนาม ความว่า พวกมนุษย์ตะไบเหล็กกล้าด้วยเหล็กแล้ว ขยำผงเหล็กนั้นเข้ากับเนื้อให้นกกระเรียนกิน นกกระเรียนเหล่านั้นไม่อาจถ่ายอุจจาระก็ตาย ถ้าไม่ตายก็จะประหารให้ตาย. เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะผ่าท้องของนกกระเรียนเหล่านั้น เอาน้ำล้างผงเหล็กเหล่านั้น ถือเอาผงละเอียดคลุกกับเนื้อให้นกกระเรียนทั้งหลายกิน ดังนั้นจึงให้นกกระเรียนกินอย่างนี้ ๗ ครั้ง แล้วกระทำอาวุธด้วยผงเหล็กที่ถือเอาแล้ว ช่างเหล็กศึกษาดีแล้ว ได้มูลเหตุหัตถกรรมเป็นอันมาก ย่อมกระทำอาวุธนั้น เขาจึงเรียกอาวุธนั้นว่า มตชะ เพราะเกิดจากนกที่ตายแล้ว. อาวุธนั้นเป็นอาวุธคมยิ่งนัก.
               บทว่า ปีตินิสฺสิตํ ได้แก่ ชุ่มด้วยน้ำ และลับด้วยหิน. บทว่า สํฆาฏิยา ได้แก่ ฝัก. บทว่า สํปารุตํ ได้แก่ หุ้มไว้แล้ว. บทว่า สมฺปลิเวฐิตํ ได้แก่ พันไว้โดยรอบ.
               บทว่า รโชชลฺลิกสฺส ได้แก่ ผู้หมักหมมด้วยธุลี.
               บทว่า อุทโกโรหกสฺส ได้แก่ ลงอาบน้ำวันละสามครั้ง.
               บทว่า รุกฺขมูลิกสฺส ได้แก่ อยู่โคนไม้.
               บทว่า อพฺโภกาสิกสฺส ได้แก่ อยู่กลางแจ้ง.
               บทว่า อุพฺภฏฺฐกสฺส ได้แก่ การอบกาย.
               บทว่า ปริยายภตฺติกสฺส ได้แก่ การบริโภคอาหารเดือนละครั้ง หรือว่าครึ่งเดือนต่อครั้ง.
               คำทั้งหมดนั่นตรัสถึงลัทธิภายนอก. เพราะในพระศาสนานี้ ภิกษุผู้ทรงจีวร ไม่เรียกว่าครองสังฆาฏิ.
               อนึ่ง วัตรมีการหมักหมมด้วยธุลีเป็นต้น ในพระศาสนานี้ก็ไม่มี พระดำรัสของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นชื่อของพระพุทธพจน์ ไม่ใช่มนต์ เพราะฉะนั้น ก็บทว่า รุกฺมูลิโก อพฺโภกาสิโก ย่อมได้เพียงนี้เท่านั้น.
               แม้คำที่กล่าวแล้วนั้น ก็ตรัสไว้โดยลัทธิภายนอก.
               บทว่า ชาตเมว นํ ได้แก่ สักว่าเกิดแล้วในวันนั้นทีเดียว.
               บทว่า สงฺฆาฏิกํ กเรยฺยุ ํ ความว่า นุ่งแล้ว ห่มแล้ว ซึ่งผ้าสังฆาฏิ พึงทำให้เป็นสังฆาฏิ.
               ในคำทั้งปวงก็นัยนี้.
               บทว่า วิสุทฺธมตฺตานํ สมนุปสฺสติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมเห็นตนว่าบริสุทธิ์. แต่ว่าบทว่า บริสุทธิ์ ดังนี้ ไม่พึงกล่าวก่อน.
               บทว่า ปาโมชฺชํ ชายติ ได้แก่ อาการแห่งความยินดีย่อมเกิดขึ้น. อธิบายว่า ปีติอันยังสรีระทั้งสิ้นของผู้บันเทิงแล้ว ร่าเริงแล้วด้วยปิติ ให้หวั่นไหวเกิดขึ้นอยู่.
               บทว่า ปีติมนสฺส กาโย ได้แก่ นามกายของบุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยปีติ.
               บทว่า ปสฺสมฺภติ ได้แก่ ปราศจากความกระวนกระวาย.
               บทว่า สุขํ เวเทติ ความว่า ย่อมเสวยความสุขอันเป็นทางกายบ้าง ทางใจบ้าง.
               บทว่า จิตฺตํ สมาธิยติ ความว่า จิตของบุคคลผู้มีความสุขด้วยเนกขัมมสุขนี้ย่อมตั้งมั่น ย่อมเป็นเหมือนบรรลุอัปปนา.
               บทว่า โส เมตฺตาสหคเตน เจตสา ความว่า เทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มแล้ว ด้วยอำนาจแห่งกิเลสในหนหลัง หยั่งลงแล้วสู่การเจริญพรหมวิหารตามอนุสนธิ ดุจฝนที่ตกแล้วตกเล่า บนภูเขาไหลลงสู่แม่น้ำฉะนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น คำที่ควรกล่าวทั้งหมดได้กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค.
               บทว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว โปกฺขรณี นี้ พึงทราบว่า ในมหาสีหนาทสูตร มรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบด้วยสระโบกขรณีใหญ่ พระศาสดาก็ทรงเปรียบไว้ในที่นี้.
               บทว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ ความว่า ชื่อว่าเป็นสมณะอย่างยิ่ง เพราะกิเลสทั้งหมดสงบแล้ว.
               คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีเนื้อความง่ายนั้นแล.

               จบอรรถกถาจูฬอัสสปุรสูตรที่ ๑๐               
               จบ มหายมกวรรคที่ ๔               
               --------------------------------------               
               รวมพระสูตรในวรรคนี้มี ๑๐ สูตร คือ
                         ๑. จูฬโคสิงคสาลสูตร
                         ๒. มหาโคสิงคสาลสูตร
                         ๓. มหาโคปาลสูตร
                         ๔. จูฬโคปาลสูตร
                         ๕. จูฬสัจจกสูตร
                         ๖. มหาสัจจกสูตร
                         ๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร
                         ๘. มหาตัณหาสังขยสูตร
                         ๙. มหาอัสสปุรสูตร
                         ๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค จูฬอัสสปุรสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 459อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 479อ่านอรรถกถา 12 / 483อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=8744&Z=8866
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com