ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค
วีมังสกสูตร ว่าด้วยการตรวจดูธรรม

               อรรถกถาวีมังสกสูตร               
               วีมังสกสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "ผู้สอบสวนอยู่" ความว่า ผู้จะสอบสวนมี ๓ คือ ผู้สอบสวนในอรรถ ผู้สอบสวนในสังขาร ผู้สอบสวนในพระศาสดา.
               ในผู้สอบสวนเหล่านั้น ผู้สอบสวนเนื้อความมาแล้วในบทนี้ว่า "ท่านผู้มีอายุ มนุษย์ทั้งหลายผู้ฉลาดย่อมเป็นผู้สอบสวน.๑- ผู้สอบสวนในสังขารมาแล้วในบทนี้ว่า "พอละ" ด้วยคำว่า๒- อานนท์ เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ อานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุผู้ฉลาดย่อมเป็นผู้สอบสวน.
               ส่วนผู้ฉลาดในพระศาสดา ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้.
____________________________
๑- สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๘/หน้า ๘-๙ ฯ
๒- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๒๓๖/หน้า ๑๖๗ ฯ

               บทว่า "กระบวนจิต" ความว่า วาระแห่งจิต คือการกำหนดจิต
               บทว่า "ตามแสวงหาพร้อม" ความว่า แสวงหา คือเสาะหา ได้แก่ใคร่ครวญหา.
               บทว่า "เพื่อรู้แจ้ง ด้วยประการฉะนี้" ความว่า เพื่อประโยชน์รู้แจ้งอย่างนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการเข้าไปอาศัยกัลยาณมิตรในคำนี้ว่า "ภิกษุ พึงแสวงหาพระตถาคตเจ้าในเหตุทั้ง ๒ เพราะว่า พระตถาคตเจ้านี้ชื่อว่าเป็นที่พึ่ง คือกัลยาณมิตรผู้ใหญ่ พึงทราบความที่พระตถาคตเจ้านั้นเป็นกัลยาณมิตรอย่างใหญ่หลวงนี้.
               สมัยหนึ่ง ท่านอานนท์คิดว่า "พรหมจรรย์ ครึ่งหนึ่งมีเพราะอานุภาพตน ครึ่งหนึ่งมีได้เพราะอานุภาพกัลยาณมิตร แล้วไม่อาจจะวินิจฉัยตามธรรมดาของตนได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า กึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์นี้ คือความเป็นผู้มีมิตรงาม ๑ ความเป็นผู้มีสหายงาม ๑ ความเป็นผู้โน้มเข้าไปในมิตรที่งาม ๑.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
               อานนท์! เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลยๆ อานนท์ พรหมจรรย์ทั้งสิ้นนี้ คือ ความเป็นผู้มีมิตรงาม ๑ ความเป็นผู้มีสหายงาม ๑ ความเป็นผู้โน้มไปในมิตรงาม ๑.
               อานนท์ เหตุนั้น อันภิกษุผู้มีมิตรอันงาม มีสหายงาม โน้มไปในมิตรที่งาม พึงหวังได้เฉพาะ เธอจักเจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นของพระอริยะ อย่างไร อานนท์ ก็ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ฯลฯ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นของพระอริยะ.
               อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ เจริญสัมมาสมาธิที่อาศัยวิเวก. อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ฯลฯ ทำให้มาก อานนท์ เหตุนี้นั้นพึงทราบโดยทำนองนี้ เหมือนอย่างพรหมจรรย์นี้ทั้งสิ้น คือ ความเป็นผู้มีมิตรที่งาม ๑ ความเป็นผู้มีสหายงาม ๑ ความเป็นผู้โน้มไปในมิตรที่งาม ๑.
               อานนท์ ก็สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีการเกิดเป็นธรรมดาอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ย่อมพ้นจากชาติ. สัตว์ทั้งหลายผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ฯลฯ มีความโศก ความร่ำไร ทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เมื่อจะตรัสความถึงพร้อมด้วยองค์ในภายนอกแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อทำสิ่งในภายนอกว่าเป็นองค์แล้ว เราไม่พิจารณาเห็นองค์อื่น แม้สักองค์เดียวที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่อย่างนี้ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรงามนี้ ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรงาม เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่."
               แม้เมื่อจะตรัสข้อปฏิบัติเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสแก่พระมหาจุนทะ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายควรทำความขัดเกลาว่า คนเหล่าอื่นจักมีคนชั่วเป็นมิตร พวกเราจักมีมิตรที่งาม.
               แม้เมื่อจะตรัสธรรมสำหรับบ่มวิมุตติแก่พระเมฆิยะเถระ จึงตรัสธรรมเป็นเครื่องเข้าไปอาศัยกัลยาณมิตรให้วิเศษนั่นเทียวว่า เมฆิยะ ธรรมทั้ง ๕ ย่อมเป็นไปเพื่อความสุกหง่อม แห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่สุกหง่อม ๕ อย่างเป็นไฉน คือ เมฆิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีกัลยาณมิตร.
               แม้เมื่อจะประทานโอวาทเป็นเครื่องพิจารณาเนืองๆ แก่พระราหุลเถระปิยบุตร จึงตรัสธรรมเป็นเครื่องเข้าไปอาศัยกัลยาณมิตรนั่นแหละก่อนธรรมทั้งหมดว่า
               เธอจงคบกัลยาณมิตร ที่นอนที่นั่งอันสงัด ที่อันเงียบปราศจากเสียงกึกก้อง เธอจงเป็นผู้รู้ประมาณในการกิน. เธออย่าได้ทำความอยากในปัจจัยเหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต ปัจจัยคือที่นอนและที่นั่ง เธอจงอย่ามาสู่โลกอีก.
               ขึ้นชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องเข้าไปอาศัยกัลยาณมิตรนี้ เป็นธรรมมีคุณมากอย่างนี้.
               เมื่อจะทรงแสดงธรรมแม้ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภเทศนาว่า ภิกษุทั้งหลายพึงแสวงหาพระตถาคตเจ้าในสิ่งทั้ง ๒.
               อธิบายว่า ภิกษุผู้ฉลาดจงเสาะหาคือแสวงหาพระตถาคตเจ้าในสิ่งทั้งสอง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งสีหนาทว่า กิจด้วยการคิดอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้านี้มีชาติใหญ่ ถึงพร้อมด้วยลักษณะ รูปงามน่าชม มีชื่อเสียงที่เขาถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง หรือเราอาศัยผู้นี้แล้วจะได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นแล้วอยู่อาศัยเราไม่มี ส่วนผู้ใดมากำหนดอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้านี้พอจะเป็นศาสดาที่ทำหน้าที่ศาสดาให้สำเร็จแก่เราได้ บุคคลนั้นจงคบกับเราเถิด.
               ชื่อว่าการเปล่งอย่างสีหะของพระพุทธเจ้ากลายเป็นพระสูตร.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสิ่งทั้งสองเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ที่พึงรู้แจ้งด้วยตาและหูในธรรมนั้น. มารยาทที่เป็นไปทางกายของพระศาสดา ชื่อว่าธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยตาของผู้จะสอบสวน. มารยาทที่เป็นไปทางวาจา ชื่อว่าธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยหู.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอาการที่จะพึงสอบสวนในธรรมเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สิ่งเหล่าใดเศร้าหมองพร้อมแล้วเป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "เศร้าหมองพร้อมแล้ว" ได้แก่ ประกอบด้วยกิเลส และสิ่งเหล่านั้นจะพึงรู้แจ้งด้วยตาและหูหามิได้. เหมือนเมื่อน้ำปั่นป่วน ฟองน้ำผุดขึ้น บุคคลย่อมรู้ว่าภายในมีปลาฉันใด บุคคลเห็นและได้ยินกาย มารยาททางกายและทางวาจาของผู้ทำการฆ่าสัตว์หรือกล่าวเท็จเป็นต้น ก็ย่อมรู้ว่าจิตที่ให้อกุศลธรรมมีการฆ่าเป็นต้นตั้งขึ้นเศร้าหมองพร้อมแล้ว.
               เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสอย่างนี้ว่า สำหรับผู้ที่มีจิตเศร้าหมอง แม้มารยาททางกายและทางวาจา ก็ชื่อว่าพลอยเศร้าหมองไปด้วย.
               บทว่า "สิ่งเหล่านั้นไม่มีแก่พระตถาคตเจ้า" ความว่า เขาย่อมรู้อย่างนี้ว่า สิ่งเหล่านั้นของพระตถาคตเจ้าไม่มี คือหาไม่ได้. ก็เพราะความที่สิ่งเหล่านั้นไม่มีแน่เทียว คือเพราะไม่ได้ปกปิดไว้ จึงหาสิ่งเหล่านั้นไม่ได้.
               จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงปวารณาหมู่ภิกษุในสิ่งเหล่านี้ ในวันหนึ่ง จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เอาเถิด บัดนี้เราจะปวารณาต่อพวกเธอว่า "ก็พวกเธอย่อมไม่ติเตียนมารยาททางกาย และทางวาจาของเราบ้างหรือ".
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประคองอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะไม่ติเตียนกรรมไรๆ ที่เป็นไปทางกายและทางวาจาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้มรรคที่ยังไม่เกิดขึ้นแล้วให้เกิดขึ้น ทรงให้รู้มรรคที่พวกใครๆ ไม่รู้แล้ว ทรงบอกมรรคที่ใครๆ บอกไม่ได้แล้ว ทรงเป็นผู้รู้หนทาง ทรงเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งหนทาง ทรงเป็นผู้ฉลาดในหนทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แลบัดนี้ พวกสาวกเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคอยู่ ภายหลังมาตามพร้อมแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีมารยาททางกายและทางวาจาหมดจดอย่างนี้."
               ได้ยินว่า แม้อุตตรมาณพคิดว่า "เราจักเห็นโทษไรๆ ที่ไม่น่ายินดีในกายทวารและวจีทวารของพระตถาคตเจ้า" แล้วติดตามอยู่ ๗ เดือนก็ไม่ได้เห็นแม้เท่ากับเล็น หรือว่าอุตตรมาณพนี้เป็นมนุษย์จักเห็นโทษอะไรที่ไม่น่ายินดีในกายทวารและวจีทวารของพระตถาคตเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้า.
               ถึงแม้เทวปุตตมารก็ติดตามตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระโพธิสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษกรม แสวงหาอยู่ตลอด ๖ ปีก็ไม่ได้เห็นโทษไรๆ ที่ไม่น่ายินดี โดยที่สุดแม้เพียงความปริวิตกทางใจ.
               มารคิดแล้วว่า "ถ้าว่าเราจักเห็นอกุศลแม้เพียงเหตุที่พระโพธิสัตว์นั้นตรึกแล้ว ในเพราะโทษนั้นนั่นแหละ เราจักตีพระโพธิสัตว์นั้นที่ศีรษะแล้วหลีกไป."
               มารนั้นไม่ได้เห็นแล้วตลอด ๖ ปี ติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอีก ๑ ปี ก็ไม่ได้เห็นโทษไรๆ จึงไหว้แล้วในเวลาเป็นที่ไป จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               "ข้าแต่พระโคดมผู้เป็นมหาวีระ มีปัญญามาก ผู้รุ่งเรืองด้วยพระฤทธิ์ด้วยยศ ผู้ทรงก้าวล่วงเวรภัยทั้งปวง ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระบาท" ดังนี้แล้วหลีกไป.
               บทว่า "เจือกัน" ความว่า ปนกันอย่างนี้ คือ บางเวลาก็ดำ บางเวลาก็ขาว.
               บทว่า "ขาว" ได้แก่ บริสุทธิ์ไม่มีกิเลส.
               บทว่า "มีอยู่" ความว่า ธรรมที่ผ่องแผ้วมีอยู่ คือหาได้อยู่.
               จริงอยู่ พระตถาคตเจ้าย่อมมีมารยาททางกายเป็นต้นบริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๑- ภิกษุทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ที่ตถาคตไม่ต้องการระมัดระวัง
               ๔ อย่างอะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าเป็นผู้มีมารยาททางกายบริสุทธิ์. พระตถาคตเจ้าทรงไม่มีกายทุจริตที่ตถาคตเจ้าต้องระมัดระวังว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย.
               ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทรงมีมารยาททางวาจาบริสุทธิ์... มีมารยาททางใจบริสุทธิ์... มีอาชีวบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีมิจฉาชีพที่ตถาคตจะต้องระมัดระวังว่า ขอให้ผู้อื่นอย่าได้รู้มิจฉาชีพของเราเลย.
____________________________
๑- องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๕๕

               ข้อว่า "ธรรมที่เป็นกุศลนี้" ได้แก่ ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘.
               อธิบายว่า ท่านผู้มีอายุนี้จงแสวงหาอย่างนี้ว่า "พระศาสดาทรงเข้าตลอดเวลานาน ทรงสมบูรณ์ด้วยศีลนี้ตั้งแต่กาลที่นานยิ่ง หรือว่า ทรงเข้าเวลาเล็กน้อยจึงทรงเข้าเมื่อวันวาน พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้.
               เพราะว่า คนบางพวกอยู่ในที่หนึ่งได้ทำกรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีพที่ผิดอย่างมาก กรรมนั้นย่อมปรากฏในการล่วงเวลานั้น ย่อมปรากฏแล้ว เธอเมื่อไปหมู่บ้านชายแดน หรือฝั่งมหาสมุทรแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วให้ทำบรรณศาลาอยู่ดุจชาวป่า.
               พวกมนุษย์เกิดความยกย่องแล้วถวายปัจจัยแก่เธอ.
               พวกภิกษุชาวบ้านนอกเห็นความเป็นอยู่ของเธอจึงกำหนดว่า ท่านผู้นี้รื่นเริงเหลือเกิน นี่ใครหนอ. ได้รู้แล้วว่า พวกภิกษุผู้ทำมิจฉาชีพชื่อโน้น ในที่โน้นหลีกไป แล้วนั่งปรึกษากันว่า พวกเราไม่อาจจะทำอุโบสถหรือปวารณาร่วมกับภิกษุนี้ได้. จึงกระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในกรรมมีอุกเขปนียกรรมเป็นต้นโดยชอบธรรม.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ เพื่อทรงให้ภิกษุเหล่านั้นสอบสวนถึงข้อปฏิบัติที่ปกปิดเห็นปานนั้นว่า มีหรือไม่มี.
               ข้อว่า "ย่อมรู้อย่างนี้" ความว่า รู้ว่าทรงเข้าตลอดเวลานาน มิใช่ทรงเข้าตลอดเวลาเล็กน้อย.
               ก็ข้อที่ศีลอันมีอาชีวะเป็นที่ ๘ ของพระตถาคตเจ้าผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณในบัดนี้ พึงบริสุทธิ์ตลอดกาลนาน นี้ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในเวลาเป็นพระโพธิสัตว์ศีลของพระองค์ก็ได้เป็นอย่างนี้.
               ทราบว่า ในอดีตพระราชา ๒ พระองค์ คือ พระราชาในแคว้นคันธาระและพระราชาในแคว้นวิเทหะ ทรงเป็นสหายกัน ทรงเห็นโทษในกามทั้งหลายจึงมอบราชสมบัติแก่พระโอรส ทรงผนวชเป็นฤาษี แล้วเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านป่าหมู่หนึ่ง.
               ก็ชายแดนหาเกลือได้ยาก ฤาษีทั้งสองนั้นได้ข้าวต้มไม่ได้ใส่เกลือ แล้วนั่งดื่มบนศาลาหลังหนึ่ง.
               พวกมนุษย์ในระหว่างๆ ได้ทำเกลือป่นมาถวาย.
               วันหนึ่ง คนหนึ่งได้ใส่เกลือป่นบนใบไม้ให้แก่เวเทหะฤาษี. เวเทหะฤาษีรับแล้วแบ่งไว้ในสำนักของคันธาระฤาษีกึ่งหนึ่ง สำนักของตนกึ่งหนึ่ง. แต่นั้น ฤาษีนั้นเห็นเกลือที่เหลือจากบริโภคหน่อยหนึ่ง จึงกล่าวว่า "เกลือนี้อย่าเสียเลย" แล้วเอาใบไม้ห่อไว้ในดงหญ้า.
               ในเวลาดื่มข้าวต้มวันหนึ่ง เวเทหฤาษีระลึกได้ เมื่อดูไปก็เห็นเกลือนั้นจึงเข้าไปหาคันธารฤาษี กล่าวว่า ท่านอาจารย์! ขอท่านจงถือเอาหน่อยหนึ่งจากส่วนนี้.
               คันธารฤาษี. "เวเทหฤาษี ท่านได้เกลือนี้มาจากไหน"
               เวเทหฤาษี. "เกลือที่เหลือจากการบริโภคในวันนั้น กระผมเก็บไว้ด้วยคิดว่า อย่าเสียไปเลย."
               คันธารฤาษีไม่ปรารถนาที่จะรับ ได้ดื่มข้าวต้มไม่มีเกลือนั้นแหละ แล้วกล่าวกับเวเทหฤาษีว่า ท่านละหมู่บ้าน ๑๖,๐๐๐ ที่บริบูรณ์ ท้องพระคลังที่มั่งคั่ง แล้วบัดนี้มาทำการสั่งสม (เกลือ).
               เวเทหฤาษีได้กล่าวว่า ท่านละราชสมบัติบวชแล้ว บัดนี้ เพราะเหตุอะไร จึงไม่ทำกรรมที่สมควรแก่การบวช. เพราะเหตุสั่งสมเพียงเกลือป่น?
               คันธารฤาษี. "ผมได้ทำอะไรไว้ล่ะ ท่านเวเทหฤาษี"
               ลำดับนั้น เวเทหฤาษีจึงกล่าวกับคันธารฤาษีว่า ท่านละแคว้นคันธาระในกรุงที่มีทรัพย์มาก ออกมาแล้วจากการปกครอง แล้วบัดนี้มาปกครองในที่นี้อีก.
               คันธารฤาษี. "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะกล่าวธรรม สิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ เมื่อข้าพเจ้ากล่าวธรรมอยู่ บาปย่อมไม่เข้าไปพัวพัน."
               เวเทหฤาษี. " บุคคลอื่นย่อมได้ความย่อยยับ เพราะการสรรเสริญอย่างใดอย่างหนึ่ง หากบัณฑิตไม่พึงกล่าวคำนั้น ที่มีประโยชน์ใหญ่."
               คันธารฤาษี. "ความใคร่จงย่อยยับไป หรืออย่าย่อยยับไป จงเรี่ยรายไปเหมือนโปรยแกลบ เมื่อเรากล่าวธรรมอยู่ บาปย่อมไม่เข้าไปติดพัน."
               ลำดับนั้น เวเทหฤาษีคิดว่า "ผู้ใดไม่มีความรู้แม้ของตน ไม่ศึกษาระเบียบแบบแผนในสำนักอาจารย์ เขาย่อมเที่ยวไปเหมือนกระบือบอดเที่ยวไปในป่า.
               แล้วกล่าวว่า "ถ้าความรู้สำหรับตนไม่พึงมีไซร้ หรือไม่ได้ศึกษาวินัยไว้ให้ดี คนเป็นอันมากจะพึงเที่ยวไป ดุจกระบือบอดเที่ยวไปในป่า. ก็เพราะบุคคลบางพวกศึกษาดีแล้วในสำนักอาจารย์ ฉะนั้น เป็นผู้มีวินัยที่บุคคลแนะนำได้แล้ว มีสติตั้งมั่นเที่ยวไปอยู่."
               ก็แลครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ เวเทหฤาษีจึงกล่าวว่า "เหตุนี้เราไม่รู้กระทำแล้ว." แล้วให้คันธารฤาษีอดโทษแล้ว.
               ฤาษีแม้ทั้ง ๒ ประพฤติตบะแล้วไปสู่พรหมโลก.
               ถึงในกาลที่พระตถาคตเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ อาชีวัฏฐมกศีลก็ได้บริสุทธิ์ตลอดกาลนานอย่างนี้.
               บทว่า "ภิกษุผู้มีอายุนี้ปรากฏชื่อเสียง มียศ" ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ภิกษุผู้มีอายุนี้เป็นครูของเรา ถึงความเป็นผู้อันเขารู้แล้ว คือมีชื่อเสียง ได้แก่ปรากฏแล้ว และตนเองบรรลุบริวารสมบัติหรือไม่หนอ เพราะเหตุนั้น เธอจงสอบสวนอย่างนี้ว่า "โทษบางเหล่าจักปรากฏ โดยความที่ตนปรากฏชื่อเสียง และโดยความที่ตนอาศัยยศ หรือไม่ปรากฏ."
               บทว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพียงนั้นหามิได้" ความว่า ตลอดเวลาที่ภิกษุเป็นผู้ถึงความเป็นผู้มีชื่อเสียงในพระราชาและอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น หรือซึ่งบริวารสมบัติ โทษบางอย่างมีมานะและมานะจัดเป็นต้นย่อมไม่มี เธอเป็นดุจว่าผู้เข้าไปสงบระงับแล้ว ดุจพระโสดาบัน และดุจพระสกทาคามีอยู่ เธอย่อมเป็นผู้อันใครๆ ไม่อาจเพื่อจะชี้ชัดว่า เธอเป็นพระอริยะหรือเป็นปุถุชนหนอแล.
               บทว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล" ความว่า ก็เมื่อใดแลภิกษุบางพวกในศาสนานี้ เป็นผู้ปรากฏชื่อเสียงแล้ว หรือเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบริวาร เมื่อนั้นเธอเมื่อจะเบียดเบียนภิกษุเหล่าอื่นในที่นั้นๆ ดุจโคตัวดุไล่เอาเขาที่แหลมขวิดฝูงโค และดุจเสือเหลืองย่ำยีฝูงเนื้อ เป็นผู้ไม่มีความเคารพ มีความประพฤติไม่สมประกอบเที่ยวไป ดุจเอาปลายเท้าแตะแผ่นดิน.
               ก็กุลบุตรบางพวกเป็นผู้ปรากฏชื่อเสียงมียศโดยประการใดๆ โน้มลงด้วยดีดุจข้าวสาลีที่เต็มด้วยผลพวงโดยประการนั้นๆ เมื่อพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้นเข้าไปหาอยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล เข้าไปตั้งความสำคัญในความเป็นสมณะไว้ เป็นผู้สงบเสงี่ยม ไม่เบ่ง มีจิตต่ำ ดุจโคอุสภมีเขาขาด และดุจเด็กจัณฑาล ปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ภิกษุสงฆ์ และแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาการปฏิบัติเห็นปานนี้ จึงตรัสว่า "โทษบางอย่างในโลกนี้ ไม่มีแก่เธอ."
               ก็พระตถาคตเจ้าทรงเป็นผู้คงที่ในโลกธรรม ๘ เพราะพระองค์เป็นผู้คงที่ในลาภบ้าง ในความไม่มีลาภบ้าง ในยศบ้าง ในความไม่มียศบ้าง ในนินทาบ้าง ในสรรเสริญบ้าง ในสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ฉะนั้น โทษทั้งหลายบางอย่างในโลกนี้ จึงไม่มีแก่พระองค์โดยประการทั้งปวงทีเดียว.
               บทว่า "เป็นผู้ไม่มีภัยเข้าไปยินดีแล้ว" ความว่า เป็นผู้มีภัยหามิได้ เข้าไปยินดีแล้ว. อธิบายว่า "เป็นผู้เข้าไปยินดีแล้วโดยส่วนเดียว คือเป็นผู้เข้าไปยินดีโดยติดต่อ."
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีภัย เข้าไปยินดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เข้าไปยินดีโดยความเป็นภัยหามิได้ ดังนี้บ้าง.
               ก็ภัยมี ๔ อย่าง คือ ภัยเกิดจากกิเลส ๑ ภัยเกิดจากวัฏฏะ ๑ ภัยเกิดจากทุคติ ๑ ภัยเกิดจากการติเตียน ๑
               แม้ปุถุชนย่อมกลัวภัย ๔ ประการ, เสขบุคคลทั้งหลายย่อมกลัวภัย ๓ ประการ เพราะว่าพระเสขบุคคลเหล่านั้นละภัยที่เกิดจากทุคติได้ พระเสขบุคคล ๗ จำพวกเป็นผู้ยังไม่ปลอดภัยดังนี้แล.
               พระขีณาสพชื่อว่าเป็นผู้ปลอดภัย ก็ภัยอย่างหนึ่งของท่านย่อมไม่มี ภัยที่เกิดจากการติเตียนของผู้อื่นก็ไม่มีแล. ก็เธอย่อมอาศัยความเอ็นดูผู้อื่น แล้วรักษาความเข้าไปติเตียนผู้อื่นว่า "สัตว์ทั้งหลายอาศัยพระขีณาสพเช่นกับเรา จงอย่าพินาศเลย ดุจพระเถระผู้อยู่ในมุลุปปลวาปีวิหาร."
               ได้ยินว่า พระเถระเข้าไปหมู่บ้านมุลุปปลวาปี เพื่อบิณฑบาต. ลำดับนั้น คนทั้งหลายรับบาตรของท่านผู้ถึงประตูบ้านตระกูลอุปัฏฐาก แล้วปูอาสนะอิงเก้าอี้นอน. ฝ่ายธิดาของอำมาตย์อาศัยเก้าอี้นั้นนั่นแล ให้ปูอาสนะต่ำในส่วนข้างหนึ่งนั่งแล้ว.
               ภิกษุเจ้าถิ่นรูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตภายหลัง ยืนแลดูที่ประตูบ้านนั่นเทียว กำหนดแล้วว่า "พระเถระนั่งบนเตียงเดียวกับธิดาอำมาตย์" จึงคิดว่า "ภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลนี้ อยู่ในวิหาร เหมือนสงบเสงี่ยม แต่นั่งบนเตียงเดียวกันกับธิดาอำมาตย์ผู้อุปัฏฐากภายในบ้าน" แล้วตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "อะไรหนอ เราเห็นระยำเสียแล้ว" เป็นผู้สำคัญอย่างนั้นแล้วหลีกไป.
               ฝ่ายพระเถระฉันเสร็จแล้วไปวัด เข้าที่อยู่ของตน ปิดประตูนั่งแล้ว.
               ฝ่ายภิกษุเจ้าถิ่นฉันเสร็จแล้วก็ไปวัด คิดว่า "เราจักข่มขู่เธอ แล้วขับภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลออกจากวัด" แล้วไปที่อยู่ของพระเถระโดยทำนองการเที่ยวไปอย่างผู้ไม่สำรวมแล้ว เอากระบวยตักน้ำจากหม้อน้ำสำหรับฉัน ทำเสียงดังแล้วล้างเท้า.
               พระเถระรำพึงอยู่ว่า "ผู้นี้ใครหนอแลเป็นผู้เที่ยวไปไม่สำรวมแล้ว" รู้เรื่องทั้งหมดแล้วคิดว่า "ผู้นี้อย่าได้เป็นผู้ให้ใจประทุษร้ายในเรา แล้วเข้าถึงอบายเลย." แล้วเหาะขึ้นนั่งขัดสมาธิใกล้มณฑลช่อฟ้า.
               ภิกษุเจ้าถิ่นจึงยกหม้อโดยอาการที่จะประทุษร้าย ได้เปิดประตูเข้าไปข้างในไม่พบพระเถระ คิดว่า "พระเถระจักเข้าไปใต้เตียง" จึงตรวจดูไม่พบพระเถระ แม้ในที่นั้นอีก เริ่มจะออกไป.
               พระเถระจึงกระแอมขึ้น ภิกษุเจ้าถิ่นนอกนี้ แลขึ้นไปข้างบนเห็นแล้ว ไม่อาจจะอดทนได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านผู้ทรงผ้าบังสุกุลผู้มีอายุ การนั่งบนเตียงเดียวกันกับธิดาอำมาตย์ผู้อุปัฏฐาก สมควรแก่ท่านผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอานุภาพอย่างนี้หรือ ท่านผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าบรรพชิตทั้งหลายนั่งบนเตียงเดียวกันกับมาตุคามไม่ได้ ก็เหตุนี้ท่านเห็นว่าไม่ดีหรือ" พระขีณาสพทั้งหลายย่อมรักการเข้าไปติเตียนผู้อื่นอย่างนี้.
               บทว่า "เพราะสิ้นราคะ" ความว่า เพราะความสิ้นไปแห่งราคะนั่นเอง ย่อมไม่เสพกามทั้งหลาย เพราะปราศจากราคะ. อธิบายว่า ห้ามแล้วเสพด้วยการพิจารณาหามิได้.
               บทว่า "หากว่า...ซึ่งภิกษุนั้น" ความว่า คนเหล่าอื่นพึงถามอย่างนี้กะภิกษุผู้จะสอบสวนนั้น ผู้รู้การละกิเลสของพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ แล้วนั่งบนธรรมาสน์ที่ตกแต่งแล้วท่ามกลางบริษัท ๔ แม้ในเวลายืนและนั่งเป็นต้นนั้นๆ กล่าวสรรเสริญการละกิเลสของพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ว่า "แม้เพราะอย่างนี้ พระศาสดาทรงเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ คายกิเลส ละมลทินได้ ทรงบริสุทธิ์อย่างดี เหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นจากหมอกฉะนั้น."
               บทว่า "อาการ" ได้แก่ เหตุ.
               บทว่า "ไปตาม" ได้แก่ รู้ตาม.
               บทว่า "หรือว่า อยู่ในสงฆ์" ความว่า บางคราวอยู่ท่ามกลางภิกษุที่กำหนดนับไม่ได้.
               บทว่า "หรือว่า ผู้เดียวเสด็จประทับอยู่" ความว่า ผู้เดียวประทับอยู่ในที่หลีกเร้น และในชัฏป่าปาริเลยยกะอย่างนี้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย! เราปรารถนาเพื่อจะหลีกเร้นกึ่งเดือน (บ้าง) ๓ เดือน (บ้าง)."
               บทว่า "ผู้ไปดีแล้ว" ความว่า ผู้ไปดีแล้ว คือเป็นผู้ปฏิบัติดี ได้แก่เป็นผู้ที่ประกอบสมควรแก่เหตุ. ก็ภิกษุบางพวกแม้เห็นปานนี้ก็มีอยู่.
               บทว่า "ไปไม่ดีแล้ว" ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องเพราะเกี่ยวหนักมาก ละกรรมฐาน. ภิกษุบางรูปแม้เห็นปานนี้ก็มีอยู่.
               บทว่า "ตามสอนคณะ" ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องเพราะเกี่ยวข้องด้วยคณะเป็นผู้ยินดีในคณะ มากในคณะ บริหารคณะอยู่. ภิกษุบางรูปแม้เห็นปานนี้ก็มีอยู่. ภิกษุเหล่านั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อภิกษุพวกนั้น เป็นผู้แล่นออก สลัดออกจากคณะ ไม่ประกอบอยู่ก็มี.
               บทว่า "ย่อมปรากฏในอามิส" ความว่า พวกภิกษุผู้มุ่งในอามิสทั้งหลาย เป็นผู้โลภในอามิส มีจักษุเพ่งแต่อามิส เที่ยวไปเพื่ออามิส คือปัจจัย ๔ เท่านั้นก็มีอยู่. ภิกษุทั้งหลายที่อามิสไม่ฉาบทาแล้ว มีใจผ่องใสจากปัจจัย ๔ เป็นเช่นกับดวงจันทร์ที่พ้นจากหมอกอยู่ก็มีอยู่.
               บทว่า "ท่านผู้นี้ย่อมดูหมิ่นผู้นั้น ด้วยอามิสหามิได้" ความว่า ความยกขึ้นด้วยอำนาจอาศัยเรือนย่อมไม่มีแก่เธออย่างนี้ว่า "ท่านผู้มีอายุนี้เป็นครู ย่อมไม่ดูหมิ่นบุคคลนั้นๆ ด้วยข้อปฏิบัตินั้นๆ ผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นนักปฏิบัติ นี้ชื่อว่าเป็นผู้แล่นออก สลัดออกจากคณะ ผู้นี้เป็นผู้ที่อามิสไม่ฉาบทาแล้ว เป็นผู้มีจิตใจผ่องใสจากจากปัจจัยทั้งหลาย เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากหมอกฉะนั้น ดังนี้บ้าง." ความข่มขู่ด้วยอำนาจอาศัยเรือนย่อมไม่มีแก่เธออย่างนี้ว่า "ผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติไม่ดี ไม่ใช่นักปฏิบัติ เป็นผู้มีกายหนักแน่น สละกรรมฐาน ผู้นี้เป็นผู้เกี่ยวเนื่องด้วยหมู่ โลภในอามิส โลเล มีจักษุจ้องแต่อามิส ดังนี้บ้าง."
               ถามว่า คำอะไรเป็นอันภิกษุนี้กล่าวไว้.
               ตอบว่า ท่านย่อมเป็นผู้กล่าว ความเป็นผู้คงที่ในสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคตเจ้า.
                         ก็พระผู้เป็นมุนีนี้ มีพระทัยเสมอต่อเหล่าสัตว์ทั้งปวง คือ
                         ต่อพระเทวทัตต์ นายขมังธนู โจรองคุลิมาล ในช้างธนบาล
                         และในพระราหุล.
               บทว่า "ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุผู้จะสอบสวนเหล่านั้น" ความว่า ก็ในบรรดาภิกษุผู้จะสอบสวนทั้งสองนั้น ภิกษุนี้ใดได้มาถึงแล้วในเพราะการถามว่า ก็อะไรเป็นอาการของท่าน. นี้ชื่อว่าผู้สอบสวนข้อขอด. อนึ่ง ผู้ใดมาแล้วด้วยคิดว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ไม่มีภัยเข้าไปยินดีแล้ว ชื่อว่าผู้สอบสวนข้อมูล.
               ในบุคคลทั้ง ๓ ผู้สอบสวนเหล่านั้น ผู้สอบสวนข้อมูลจะพึงกลับถามพระตถาคตเจ้าให้หนักขึ้นไปอีกเทียว.
               อธิบายว่า ข้อแรก แม้เธอก็จะถึงความตกลงใจด้วยถ้อยคำของผู้อื่น ก็ขึ้นชื่อว่าผู้อื่นเมื่อรู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็จะพึงกล่าว, ถ้อยคำของเธอเป็นถ้อยคำจริงบ้างไม่จริงบ้างอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เธอไม่ถึงความตกลงใจในถ้อยคำของผู้อื่นนั่นเอง จะพึงถามพระตถาคตเจ้าให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกเทียว.
               ในคำว่า เมื่อพยากรณ์ นี้ เพราะขึ้นชื่อว่าพระตถาคตเจ้าไม่มีพยากรณ์ผิดฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า ถูกผิด (แต่) ตรัสว่า "ทรงพยากรณ์อยู่."
               บทว่า "เราเป็นผู้มีอาชีวัฏฐมกศีลนั้นเป็นหนทาง มีอาชีวัฏฐมกศีลนั้นเป็นโคจร" ความว่า เราเป็นผู้มีอาชีวัฏฐมกศีลบริสุทธิ์ว่า นี่เป็นทางของเรา นี่เป็นโคจรของเรา. บาลีว่า เอตาปาโถ ดังนี้บ้าง.
               บทว่า เอตาปาโถ นั้นมีอธิบายว่า เราเป็นผู้มีอาชีวัฏฐมกศีลบริสุทธิ์ เรานั้นชื่อว่าเป็นผู้อาชีวัฏฐมกศีลเป็นทาง ด้วยมุขคือญาณของภิกษุผู้ชื่อว่าสอบสวนนั้น เพราะความเป็นผู้บริสุทธิ์. มีคำอธิบายว่า "เรามาปรากฏตัวอย่างนี้."
               ด้วยบทว่า "เราเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยอาชีวัฏฐมกศีลนั้น ด้วยศีลนั้นหามิได้" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า ก็เราเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยอาชีวัฏฐมกศีลนั้น ด้วยศีลที่บริสุทธิ์แม้นั้นหามิได้ เป็นผู้มีตัณหาหามิได้ ชื่อว่าเป็นผู้หมดตัณหา เพราะความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์นั่นเอง.
               บทว่า "ยิ่งๆ ขึ้นไป และประณีตยิ่งขึ้น" ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงให้ยิ่งขึ้นไป และให้ประณีตยิ่งขึ้นไป.
               บทว่า "ที่มีส่วนเทียบทั้งฝ่ายดำและขาว" ความว่า ทั้งดำและขาว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ทั้งฝ่ายดำและขาวนั้นมีส่วนเทียบกัน ให้มีวิบากเท่ากันแล้วทรงห้ามส่วนที่ดำ ทรงแสดงทั้งฝ่ายดำและขาว ให้มีส่วนเปรียบเทียบอย่างนี้ว่าขาว และทรงห้ามส่วนที่ขาวแล้ว แสดงทั้งส่วนดำและขาวให้มีส่วนเปรียบเทียบอย่างนี้ว่าดำ ดังนี้.
               ก็แม้เมื่อทรงแสดงส่วนที่ดำ ก็ทรงแสดงพร้อมทั้งอุตสาหะและวิบาก. เมื่อทรงแสดงส่วนที่ขาว ก็ย่อมทรงแสดงพร้อมทั้งความอุตสาหะและวิบาก.
               บทว่า "ถึงความตกลงใจในธรรมทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งซึ่งธรรมบางอย่างในศาสนานี้" ความว่า ถึงความตกลงใจในพระธรรมเทศนา ด้วยธรรมคือการแทงตลอดที่รู้ยิ่งแล้วนั้น ด้วยความรู้ยิ่งซึ่งธรรมบางอย่างในธรรมที่ทรงแสดงแล้วนั้น.
               บทว่า "เลื่อมใสในพระศาสดา" ความว่า ถึงความตกลงใจในธรรมอย่างนี้ แล้วเลื่อมใสในพระศาสดาโดยประมาณ โดยยิ่งว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ" ย่อมเลื่อมใสในพระธรรม แม้ในพระสงฆ์ก็อย่างนี้ว่า "ก็พระธรรมใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว พระธรรมแม้นั้นชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพราะเป็นเครื่องนำออก. พระสงฆ์ใดปฏิบัติธรรมนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระสงฆ์แม้นั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว เพราะปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เว้นจากโทษมีการคดเป็นต้น."
               บทว่า "ถ้าว่า.....ซึ่งภิกษุนั้น" ความว่า ซึ่งภิกษุนั้นผู้เลื่อมใสแล้วอย่างนี้ กล่าวสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยในที่นั้นๆ.
               บทว่า "อาการเหล่านี้" ความว่า ด้วยเหตุเป็นเครื่องสอบสวนพระศาสดาเหล่านี้.
               บทว่า "ด้วยบทเหล่านี้" ได้แก่ บทเป็นเครื่องรวบรวมอักขระเหล่านี้.
               บทว่า "มีความเชื่อตั้งมั่น" ได้แก่ ความแนบแน่นตั้งมั่นแล้ว.
               บทว่า "มีความเกิดเป็นมูล" ได้แก่ มีมูลเกิดพร้อมแล้วด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค. ก็โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าเป็นมูลแห่งศรัทธา.
               บทว่า "มีอาการ" ได้แก่ ชื่อว่ามีเหตุ เพราะท่านแสวงหาเหตุแล้วจึงถือเอา.
               บทว่า "มีความเห็นเป็นมูล" ได้แก่ เป็นมูลแห่งโสดาปัตติมรรค. ก็โสดาปัตติมรรค ท่านเรียกว่าความเห็น.
               บทว่า "มั่น" ได้แก่ ยั่งยืน.
               บทว่า "อันใครนำไปไม่ได้" ได้แก่ อันใครๆไม่อาจนำไปได้.
               บทว่า "หรือสมณะ" ได้แก่ หรือว่าสมณะผู้มีบาปอันสงบแล้ว.
               บทว่า "หรือว่าพราหมณ์" ได้แก่ หรือว่าพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว.
               บทว่า "หรือว่า เทพ" ได้แก่ อุปปัติเทพ.
               บทว่า "หรือว่า มาร" ได้แก่ หรือว่าวสวัตตีมาร.
               ก็ความเชื่อของพระโสดาบันนั้นเป็นสภาพที่เทวดา แม้วสวัตตีมารก็ลักไปไม่ได้ ดุจความเชื่อของนายสูรผู้อยู่ป่ามะม่วง.
               ทราบว่า นายสูระนั้นฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว ได้เป็นพระโสดาบันแล้วไปเรือน.
               ลำดับนั้น มารจึงเนรมิตรเป็นรูปเปรียบด้วยพระพุทธเจ้าที่ประดับด้วยพระลักษณะอย่างเลิศ ๓๒ ประการ แล้วยืนที่ประตูเรือนของสูรอุบาสก ส่งข่าวไปว่า "พระศาสดาเสด็จมาแล้ว."
               สูรอุบาสกคิดแล้วว่า "เราฟังธรรมจากสำนักของพระศาสดาแล้วเดี๋ยวนี้เอง จักมีเหตุอะไรหนอแล" จึงเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ยืนถวายบังคมด้วยสำคัญว่าเป็นพระศาสดา.
               มารกล่าวแล้วว่า "สูรัมพัฏฐ คำใดที่เรากล่าวแล้วกับท่านว่า "รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง เพราะคำนั้น เรากล่าวแล้วไม่ถูก เราไม่ใคร่ครวญกล่าวแล้วอย่างนี้ ฉะนั้น ท่านจงถือเอาว่า รูปเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเที่ยง."
               สูรอุบาสกจึงคิดว่า "ข้อที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงใคร่ครวญแล้ว พึงตรัสคำไรๆ ไม่ให้แจ่มแจ้งแล้วนั้นเป็นไปไม่ได้. ผู้นี้จักเป็นมารมาเพื่อให้เราเข้าใจผิดแน่แท้.
               ลำดับนั้น จึงกล่าวกะมารนั้นว่า "ท่านเป็นมารหรือ"
               มารนั้นไม่อาจจะกล่าวเท็จได้จึงรับว่า "เออ...เราเป็นมาร." ถูกสูรอุบาสกกล่าวว่า มาเพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า "เพื่อให้ศรัทธาของท่านคลอนแคลน."
               สูรอุบาสกจึงดีดนิ้วให้รู้ว่า เจ้ามารดำผู้มีบาป เจ้าผู้เดียวจงหยุดก่อน มารเช่นเจ้าตั้งร้อย ตั้งพัน ก็ไม่อาจให้ศรัทธาของเราหวั่นไหวได้ ขึ้นว่าศรัทธาที่มาแล้วโดยมรรคย่อมไม่หวั่นไหว ดุจภูเขาสิเนรุที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่เป็นศิลา เจ้าจะอยู่ในที่นี้ทำไม".
               มารนั้นไม่อาจดำรงอยู่ในที่นั้น ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเทียว.
               บทว่า "หรือว่า พรหม" ความว่า หรือว่าบรรดาพรหมมีพรหมกายิกะเป็นต้น พรหมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง.
               บทว่า "หรือว่าใครๆ ในโลก" ความว่า เว้นสมณะเป็นต้นเหล่านี้ หรือว่าใครๆ แม้อื่นในโลกก็ไม่สามารถนำไปได้.
               การสอบสวนภาวะของตน ชื่อว่าการสอบสวนธรรม.
               บทว่า "ตั้งมั่นในการสอบสวนอย่างดี ตามธรรมดา" ได้แก่ ดำรงอยู่ในการสอบสวนอย่างดีโดยธรรมดา. อธิบายว่า เป็นผู้ถูกสอบสวนแล้วอย่างดี ตามภาวะของตนทีเดียว.
               คำที่เหลือในทุกบทตื้นทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถาวีมังสกสูตรที่ ๗               
               ---------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค วีมังสกสูตร ว่าด้วยการตรวจดูธรรม จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 520อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 535อ่านอรรถกถา 12 / 540อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=9904&Z=9991
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :