ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค
อากังเขยยสูตร ว่าด้วยข้อที่พึงหวังได้ ๑๗ อย่าง


               อรรถกถาอากังเขยยสูตร               
               [๗๓] อากังเขยยสูตร มีคำขึ้นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนสีลา ความว่า ความถึงพร้อมมี ๓ อย่าง คือ ความบริบูรณ์ ความพรั่งพร้อม และความหวาน.

               ความถึงพร้อม ๓ อย่าง               
               บรรดาความถึงพร้อมทั้ง ๓ อย่างนั้น ความถึงพร้อมที่มาแล้วว่า๑-
                         ดูก่อนโกสิยะ นกแขกเต้าทั้งหลาย ย่อมบริโภครวง
                         ข้าวสาลีที่สมบูรณ์แล้ว ดูก่อนพราหมณ์ เราขอบอก
                         ท่านว่า เราไม่สามารถห้ามนกแขกเต้านั้นได้ ดังนี้.

               นี้ชื่อว่าความถึงพร้อมคือความบริบูรณ์.
____________________________
๑- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๘๗๒

               ความถึงพร้อมนี้ว่า ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว เข้าไปใกล้พร้อมแล้ว เข้าถึงแล้ว สมบูรณ์แล้ว ประกอบแล้วด้วยปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น๒- ดังนี้ ชื่อว่าความถึงพร้อมคือการพรั่งพร้อม.
               ความถึงพร้อมนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พื้นต่ำสุดแห่งมหาปฐพีนี้มีรสหวาน น่าชอบใจ เหมือนน้ำผึ้งหวี่ที่ไม่มีโทษ (ขี้ง้วน) เจือปนฉะนั้น๓- ดังนี้ ชื่อว่าความถึงพร้อมคือความหวาน.
____________________________
๒- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๒   ๓- วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๖

               แต่ในสูตรนี้ควรได้แก่ความถึงพร้อมคือความบริบูรณ์บ้าง ความถึงพร้อมคือความพรั่งพร้อมบ้าง เพราะฉะนั้น ในบทว่า สมฺปนฺนสีลา พึงทราบความอย่างนี้ว่า
               บทว่า สมฺปนฺนสีลา ความว่า เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ดังนี้บ้าง เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยศีล ดังนี้บ้าง.

               ความหมายของศีล               
               บทว่า สีลํ ความว่า ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร?
               ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าเป็นที่รองรับ.
               ข้อความโดยพิสดารของบทว่าศีลนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิเศษ ชื่อวิสุทธิมรรค.
               แม้ในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรคนั้น ด้วยอรรถนี้ว่า ปริปุณฺณสีลา นี้เป็นอันได้กล่าวความบริบูรณ์ของศีลไว้แล้ว เพราะปราศจากโทษของศีล เหมือนท่านกล่าวความบริบูรณ์ของนาไว้ เพราะปราศจากโทษของนาฉะนั้น.

               โทษของนา ๔               
               เหมือนอย่างว่า นาที่ประกอบด้วยโทษ ๔ อย่างคือ พืชเสีย ๑ การหว่านไม่ดี ๑ น้ำไม่ดี ๑ ที่ดินไม่ดี ๑ ย่อมเป็นนาที่บริบูรณ์ไม่ได้.
               บรรดาโทษ ๔ อย่างนั้น พืชที่หักหรือเน่าในระหว่างๆ มีอยู่ในนาใด นานั้นชื่อว่านามีพืชเสีย.
               ชนทั้งหลายหว่านพืชเหล่านั้นลงในนาใด ข้าวกล้าย่อมไม่งอกขึ้นในนานั้น นาก็จัดว่าเป็นนาที่เสีย.
               ชาวนาผู้ไม่ฉลาด เมื่อหว่านพืชย่อมหว่านให้ตกไปเป็นหย่อมๆ ในนาใด นานั้นชื่อว่ามีการหว่านเสีย. เพราะเมื่อหว่านอย่างนี้ ข้าวกล้าย่อมไม่งอกขึ้นทั่วทุกแห่ง ที่นาก็จัดว่าเป็นนาเสีย.
               ในนาบางแห่งมีน้ำมากเกินไป หรือไม่มีเลย นานั้นชื่อว่าขาดน้ำ เพราะว่ากล้าจะไม่งอกขึ้น แม้ในนานั้น นาก็จัดว่าเป็นนาเสีย. ในบางท้องถิ่น ชาวนาเอาไถไถพื้นที่ถึง ๔-๕ ครั้ง ให้พื้นที่ลึกเกินไป ต่อแต่นั้นดินจะเกิดเค็ม นานั้นชื่อว่านามีดินเสีย. เพราะว่า ในนาที่เสียนั้น ข้าวกล้าย่อมไม่งอกขึ้น นาก็จัดว่าเป็นนาเสีย. และนาเช่นนั้นจะไม่มีผลิตผลมาก เพราะว่า แม้ในนานั้น ถึงจะหว่านพืชลงไปมากก็ได้รับผลน้อย.
               แต่ว่า นาที่จัดว่าเป็นนาบริบูรณ์ เพราะปราศจากโทษ ๔ อย่างเหล่านี้ และนาเช่นนั้นจัดเป็นนาที่มีผลิตผลมากฉันใด ศีลซึ่งประกอบด้วยโทษ ๔ อย่าง คือ ขาด ทะลุ ด่าง พร้อย จะจัดเป็นศีลที่บริบูรณ์ไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน และศีลเช่นนั้นเป็นศีลหามีผลานิสงส์มากไม่. แต่ศีลจะจัดว่าเป็นศีลที่บริบูรณ์ได้ ก็เพราะปราศจากโทษ ๔ อย่างเหล่านี้. ก็ศีลเช่นนั้นจัดว่าเป็นศีลที่มีผลานิสงส์มาก.

               ศีลสมบูรณ์ด้วยเหตุ ๒ ประการ               
               ก็ด้วยอรรถนี้ว่า สีลสมงฺคิโน เป็นอันท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้พร้อมเพรียง คือเป็นผู้ถึงความพรั่งพร้อม ได้แก่ประกอบด้วยศีลอยู่เถิด ดังนี้.
               ในบทว่า สมฺปนฺนสีลา นั้น ความเป็นผู้มีศีลถึงพร้อมย่อมมีได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะการเห็นโทษในการวิบัติแห่งศีล ๑ เพราะเห็นอานิสงส์ในการถึงพร้อมแห่งศีล ๑.
               คุณชาติทั้ง ๒ อย่างนี้ ท่านได้ให้พิสดารแล้วในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรค.
               พระสุมนเถระชาวทีปวิหาร กล่าวไว้ว่า
               ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกจตุปาริสุทธิศีลขึ้นแสดงด้วยพระดำรัสมีประมาณเท่านี้ว่า สมฺปนฺนสีลา ในบรรดาบทเหล่านั้น แล้วทรงแสดงศีลที่เป็นประธานในบรรดาศีลเหล่านั้นอย่างพิสดาร ด้วยบทนี้ว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุตา ดังนี้.
               ส่วนพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกซึ่งเป็นอันเตวาสิกของพระสุมนเถระนั้น กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปาฏิโมกขสังวรศีลไว้ในบาลีประเทศถึง ๒ แห่ง ปาฏิโมกขสังวรเท่านั้น ชื่อว่าศีล (แต่อาคต) สถานที่กล่าวรับรองไว้ว่า ศีล ๓ อย่างนอกนี้ที่เป็นศีล ก็มีอยู่ ท่านเมื่อไม่เห็นด้วยจึงกล่าวแย้งไว้แล้ว กล่าว (ต่อไป) ว่า คุณ เพียงแต่การรักษาทวารทั้ง ๖ ก็ชื่อว่าอินทรียสังวร. คุณ เพียงแต่การบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ ก็ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิ. คุณ เพียงแต่การพิจารณาปัจจัยที่ตนได้แล้วว่าสิ่งนี้มีอยู่ ดังนี้แล้วจึงบริโภค ก็ชื่อว่าปัจจยสันนิสสิตศีล.
               แต่ว่าโดยตรง ปาฏิโมกขสังวรเท่านั้นชื่อว่าศีล ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้นของผู้ใดขาดแล้ว ผู้นั้นใครๆ ไม่ควรกล่าวว่า ผู้นี้จักรักษาศีลที่เหลือไว้ ดังนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีศีรษะขาดแล้วก็ไม่อาจที่จะรักษามือและเท้าไว้ได้ฉะนั้น.
               แต่ว่า ปาฏิโมกขสังวรศีลนี้ของผู้ใดไม่ด่างพร้อย ผู้นี้นั้นย่อมสามารถที่จะรักษาศีลที่เหลือให้ดำรงอยู่ตามปกติได้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีศีรษะไม่ขาดก็อาจรักษาชีวิตไว้ได้ฉะนั้น.
               เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกปาฏิโมกขสังวรศีลขึ้นแสดงด้วยบทว่า สมฺปนฺสีลา ดังนี้แล้ว ตรัสคำที่เป็นไวพจน์ของคำว่า สมฺปนฺสีลา นั้นว่า สมฺปนฺปาฏิโมกฺขา ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงคำที่เป็นไวพจน์กันนั้นให้พิสดาร จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุติ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุตา ความว่า ประกอบด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล.
               บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺนา ความว่า สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร.
               บทว่า อณุมตฺเตสุ แปลว่า มีประมาณนิดหน่อย.
               บทว่า วชฺเชสุ คือ ในธรรมฝ่ายอกุศลทั้งหลาย.
               บทว่า ภยทสฺสาวี แปลว่า ผู้มีปกติเห็นภัย.
               บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอาด้วยดี.
               บทว่า สิกฺขถ สิกฺขาปเทสุ ความว่า พวกเธอจงยึดถือเอาสิกขาบทนั้นด้วยดีแล้วศึกษาเถิด.
               อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า สมาทาย สิกฺขถ สิกฺขาปเทสุ นี้มีความย่อว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็นไปทางกายหรือทางวาจาก็ตามที ควรศึกษาในสิกขาบท คือในส่วนของสิกขาบท พวกเธอจงถือเอาสิ่งนั้นทั้งหมดด้วยดีแล้วศึกษาเถิด.
               ส่วนบททั้งหลายมีบทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรา เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิเศษ ชื่อวิสุทธิมรรคอย่างพิสดาร.

               ความหวังที่ ๑               
               [๗๔] ถามว่า คำว่า อากงฺเขยฺย เจ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มไว้เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพื่อจะทรงแสดงอานิสงส์ของศีล.
               ก็แม้ถ้าคนผู้บวชไม่นาน หรือคนผู้มีปัญญาทราม พึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงบำเพ็ญศีล พวกเธอจงบำเพ็ญศีล ดังนี้ อะไรหนอแลเป็นอานิสงส์ อะไรเป็นข้อแตกต่าง อะไรเป็นความเจริญในการบำเพ็ญศีล ดังนี้.
               เพื่อจะทรงแสดงอานิสงส์ ๑๗ ประการแก่ภิกษุผู้บวชไม่นานเป็นต้นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ชื่อแม้ไฉน ภิกษุทั้งหลายได้ฟังอานิสงส์ซึ่งมีความเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเป็นเบื้องต้น มีการสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นที่สุดนั้นแล้ว จักบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ เหมือนพ่อค้าขายน้ำอ้อยงบฉะนั้น.
               ธรรมดาพ่อค้าขายน้ำอ้อยงบ ท่านเรียกว่าพ่อค้าน้ำอ้อย.
               เล่ากันมาว่า พ่อค้านั้นเอาเกวียนบรรทุกน้ำอ้อยงบและน้ำตาลกรวดเป็นต้นไปแถบชายแดน แล้วโฆษณาว่า พวกท่านจงซื้อยาพิษและหนาม พวกท่านจงซื้อยาพิษและหนาม ดังนี้.
               พวกชาวบ้านได้ฟังคำนั้นก็คิดว่า ธรรมดาว่ายาพิษเป็นของร้ายแรง ผู้ใดกินมันเข้าไป เขาผู้นั้นก็ต้องตาย แม้หนามทิ่มแทงแล้วย่อมทำคนเราให้ตายได้ สิ่งของทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นของร้ายแรง จะมีอานิสงส์อะไรในการซื้อนี้ ดังนี้แล้ว ก็ปิดประตูเรือนและไล่เด็กให้หนีไป.
               พ่อค้าเห็นเหตุนั้นจึงคิดว่า ชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้ไม่ฉลาดในการค้าขาย เอาเถิด เราจะใช้อุบายให้ชาวบ้านเหล่านั้นซื้อ ดังนี้. จึงร้องขายไปว่า ท่านจงซื้อของหวาน ท่านจงซื้อเอาของดี ท่านจะได้น้ำอ้อยงบ น้ำตาลกรวดที่มีราคาดี พวกท่านจะซื้อได้ด้วยมาสกปลอมและกหาปณะปลอมราคาเยา ดังนี้. พวกชาวบ้านได้ฟังคำนั้นเข้า ต่างร่าเริงยินดีพากันไปให้ราคาแม้แพงแล้วรับเอาของนั้นไป.
               พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าในคำนั้นว่า สมฺปนฺนสีลา ภิกฺขเว วิหรถ ฯลฯ สมาทาย สิกฺขาเทสุ นั้น ก็เหมือนกับคำโฆษณาของพ่อค้าที่ว่า วิสกณฺฏกํ คณฺหถ สิกฺ ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์อยู่เถิด ดังนี้ พวกภิกษุย่อมคิดว่า ธรรมดาว่าศีลนี้เป็นของกระด้าง เป็นข้าศึกต่อการหัวเราะและการเล่นเป็นต้น จะมีอานิสงส์อะไรบ้างหนอแก่เหล่าภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์ ดังนี้ ก็เหมือนกับพวกชาวบ้านมีความคิดว่า ยาพิษและหนามเป็นของหยาบ จะมีอานิสงส์อะไรในการซื้อยาพิษเป็นต้นฉะนั้น
               เมื่อเป็นเช่นนั้น พึงทราบพระดำรัสเบื้องต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อากงฺเขยฺย เจ ดังนี้ เป็นประโยชน์แก่การประกาศอานิสงส์ ๑๗ ประการซึ่งมีความเป็นที่รักที่ชอบใจเป็นต้น มีความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นที่สุด เหมือนคำขึ้นต้นของพ่อค้านั้นว่า ท่านจงซื้อเอาของอร่อย ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากงฺเขยฺย เจ ความว่า ถ้าเธอพึงหวัง คือถ้าเธอพึงปรารถนา.
               บทว่า ปิโย จ อสฺสํ ความว่า เราพึงเป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงมองดูด้วยจักษุอันเป็นที่รัก. อธิบายว่า เราพึงเป็นผู้เป็นปทัฏฐานแห่งการบังเกิดขึ้นแห่งความรัก ดังนี้.
               บทว่า มนาโป ความว่า เราพึงเป็นผู้เจริญใจของชนเหล่านั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เราพึงเป็นผู้ต้องใจของชนเหล่านั้น คือพึงใช้ชนเหล่านั้นแผ่เมตตาจิตไป.
               บทว่า ครุ ความว่า เราพึงเป็นที่ตระหนักของชนเหล่านั้นเช่นเดียวกับฉัตร.
               บทว่า ภาวนีโย ความว่า เราพึงเป็นผู้อันชนเหล่านั้นพึงยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านรูปนี้ เมื่อรู้ก็รู้จริง เมื่อเห็นก็เห็นจริงแน่แท้ ดังนี้.
               บทว่า สีเลเสฺวสฺส ปริปูริการี ความว่า พึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล. อธิบายว่า พึงประกอบด้วยอาการที่ทำให้บริบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง.
               บทว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบในการฝึกจิตของตน.
               เพราะคำว่า อชฺฌตฺตํ หรือ อตฺตโน ในคำว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต นี้ เป็นอย่างเดียวกัน๑- คือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันที่พยัญชนะเท่านั้น.
____________________________
๑- ปาฐะ เป็น เอตํ แต่ฉบับพม่าเป็น เอกํ จึงแปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า สมถํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. ด้วยบทอุปสัคนี้ว่า อนุ ก็เป็นอันสำเร็จในการประกอบความได้.
               บทว่า อนิรากตชฺฌาโน ความว่า ผู้มีฌานอันอะไรๆ นำออกไปภายนอกไม่ได้ หรือมีฌานอันอะไรๆ ทำให้เสื่อมมิได้แล้ว. ความจริง ชื่อว่านิรากรณะนี้ ใช้ในความหมายว่า นำออกไปและทำให้พินาศ. ก็พึงเห็นการประกอบความของนิรากรณะนั้น ดังในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลควรขจัดความกระด้างเสียแล้ว พึงเป็นผู้มีความประพฤติถ่อมตนดังนี้.
               บทว่า วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา ๗ อย่าง.
               ธรรมดาอนุปัสสนา ๗ อย่าง คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิสสัคคานุปัสสนา. อนุปัสสนาเหล่านี้ ได้ให้พิสดารแล้วในปกรณ์วิเศษชื่อ วิสุทธิมรรค.
               บทว่า พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ ความว่า เป็นผู้ยังสุญญาคารให้เจริญ.
               ก็ในบทว่า พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ นี้ ภิกษุเรียนเอากัมมัฏฐานด้วยอำนาจสมถะและวิปัสสนา แล้วเข้าไปนั่งยังเรือนว่างตลอดวันและคืน พึงทราบว่าเป็นผู้เจริญสุญญาคาร. ส่วนภิกษุแม้กระทำความเพียรในปราสาทชั้นเดียวเป็นต้น ไม่พึงเห็นว่าเป็นผู้เจริญสุญญาคารเลย.
               ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ เทศนานี้แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเริ่มด้วยสามารถการยกอธิศีลสิกขานั้นแสดงก่อนก็ตาม ก็พึงทราบว่าเป็นเทศนาที่นับเนื่องในไตรสิกขาโดยลำดับ เพราะรวมสมถะและวิปัสสนาเข้าด้วยกัน เหตุที่สมถะและวิปัสสนามีศีลเป็นปทัฏฐาน เหมือนกับการเทศนาธรรมที่เป็นข้าศึกของตัณหา แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเริ่มด้วยสามารถการยกตัณหาขึ้นแสดงก่อน ก็พึงทราบว่าเป็นเทศนาที่นับเข้าในหมวด ๓ แห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าโดยลำดับ เพราะรวมมานะและทิฏฐิเข้าด้วยกัน เหตุที่มานะและทิฏฐิมีตัณหาเป็นปทัฏฐาน.
               ก็ในบรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า สีเลเสฺววสฺส ปริปูริการี เป็นอันตรัสอธิศีลสิกขาไว้.
               ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน เป็นอันตรัสอธิจิตสิกขาไว้.
               ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต เป็นอันตรัสอธิปัญญาสิกขาไว้.
               ก็ด้วยบทว่า พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ นี้ เป็นอันตรัสรวมสิกขาแม้ทั้ง ๒ อย่าง อย่างนี้คือ อธิจิตสิกขาในการเจริญสุญญาคารด้วยอำนาจสมถะ อธิปัญญาสิกขาด้วยอำนาจวิปัสสนา.
               ก็ในที่นี้ ด้วยบทเหล่านี้ว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน พระองค์ตรัสถึงความที่จิตเป็นเอกัคคตาว่า อนุรักษ์ศีลไว้ได้ทีเดียว.
               ด้วยบทว่า วิปสฺสนาย นี้ พระองค์ตรัสการกำหนดสังขารว่า อนุรักษ์ศีลไว้ได้.
               ถามว่า ความที่จิตเป็นเอกัคคตาจะอนุรักษ์ศีลไว้ได้อย่างไร?
               ตอบว่า ก็ผู้ใดไม่มีจิตเป็นเอกัคคตา ผู้นั้นเมื่อพยาธิเกิดขึ้นย่อมเดือดร้อน. เขาถูกพยาธิรบกวนกระวนกระวายถึงต้องให้ศีลขาด จึงจะกระทำพยาธินั้นให้สงบไปได้.
               ส่วนผู้ใดมีจิตเป็นเอกัคคตา ผู้นั้นข่มพยาธิทุกข์ไว้ได้ เข้าสมาบัติ ในขณะที่เขาเข้าสมาบัติ ทุกข์ย่อมปราศไป ความสุขซึ่งมีกำลังมากกว่าจะเกิดขึ้น. ความที่จิตเป็นเอกัคคตาย่อมอนุรักษ์ศีลได้ด้วยประการอย่างนี้.
               ถามว่า การกำหนดสังขารย่อมตามอนุรักษ์ศีลได้อย่างไร?
               ตอบว่า ก็ผู้ใดไม่มีการกำหนดสังขาร ผู้นั้นย่อมมีความรักอย่างรุนแรงในอัตภาพว่า รูปของเรา วิญญาณของเราดังนี้. ผู้นั้นเมื่อเผชิญทุพภิกขภัยและพยาธิภัยเป็นต้นเห็นปานนั้น ย่อมทำลายศีลแล้วถนอมอัตภาพไว้.
               ส่วนผู้ใดมีการกำหนดสังขาร ผู้นั้นย่อมไม่มีความรักอย่างรุนแรง หรือความเสน่หาในอัตภาพ ก็เมื่อเขาเผชิญทุพภิกขภัยและพยาธิภัยเป็นต้นเห็นปานนั้น ถึงแม้ว่าไส้ใหญ่ของเขาจะไหลออกมาข้างนอก ถ้าหากว่าเขาจะซูบผอม ซูบซีด หรือขาดออกเป็นท่อนๆ ตั้งร้อยท่อนพันท่อน เขาก็จะไม่ทำลายศีลแล้วถนอมอัตภาพไว้เลย. การกำหนดสังขารย่อมอนุรักษ์ศีลได้อย่างนี้.
               ก็ด้วยบทว่า พฺรูเหตา สูญฺญาคารานํ นี้พระองค์ทรงแสดงการเพิ่มพูนการเจริญและการทำโดยติดต่อซึ่งเหตุทั้ง ๒ อย่างนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า เพราะภิกษุผู้หวังคุณธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ เราพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพนับถือของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ไม่มีกิจที่จะต้องทำอะไรอื่น (แต่) พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นโดยแท้ เพราะว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเช่นนี้ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพนับถือของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย.
               สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-
                         ชนย่อมทำบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัสสนะ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม
                         ผู้มีปกติกล่าวคำจริง ผู้ทำการงานของตน ให้เป็นที่รัก ดังนี้.

____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๖

               ความหวังที่ ๒               
               [๗๕] เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นที่รัก ฯลฯ เป็นที่ชอบใจของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ดังนี้ เธอพึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ฯลฯ เธอพึงเพิ่มพูนการอยู่ในเรือนว่าง ดังนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่ภิกษุปรารถนาปัจจัยมีลาภเป็นต้น พึงทำกิจนี้อย่างเดียว ไม่พึงทำกิจอะไรๆ อื่นจากนี้ฉะนั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้มีลาภ ดังนี้เป็นต้น.
               ก็ในที่นี้ อย่าพึงเข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการบำเพ็ญศีลเป็นต้นซึ่งมีลาภเป็นนิมิตไว้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสปฏิเสธการแสวงหาลาภ ไม่ตรัสพระวาจาที่พาดพิงถึง (ลาภ) ทรงโอวาทแก่เหล่าพระสาวกอย่างนี้. พระองค์จักตรัสการบำเพ็ญคุณมีศีลเป็นต้นซึ่งมีลาภเป็นนิมิตได้อย่างไร? แต่ว่าคำนั้นพระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอัธยาศัยของบุคคล.
               อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดพึงมีอัธยาศัยอย่างนี้ว่า ถ้าหากว่าเราไม่ต้องลำบากด้วยปัจจัย ๔ ไซร้ เราอาจเพื่อจะบำเพ็ญศีลเป็นต้นให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ด้วยสามารถอัธยาศัยของชนทั้งหลายเหล่านั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปัจจัย ๔ นี้นั้น เป็นอานิสงส์ที่แท้จริงของศีล.
               จริงอย่างนั้น มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายนำสิ่งของที่ตนเก็บไว้ในฉางเป็นต้นออกมา ทั้งบุตรเป็นต้นก็ไม่ให้ ทั้งตนเองก็มิได้ใช้สอย แต่มอบถวายแก่ท่านผู้มีศีล.
               คำดังกล่าวมานี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงอานิสงส์ที่แท้จริงของศีล.

               ความหวังที่ ๓               
               [๗๖] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๓ ต่อไป
               บทว่า เยสาหํ ตัดบทเป็น เยสํ อหํ.
               บทว่า เตสนฺเต การา ความว่า สักการะคือการถวายปัจจัยเหล่านั้น เทวดาหรือมนุษย์ได้ทำแล้วในตัวเรา. ความจริง เทวดาทั้งหลายย่อมถวายปัจจัยแก่ท่านผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น จะมีเฉพาะมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ ดังที่ท้าวสักกเทวราชได้ถวายแก่ท่านมหากัสสปะ.
               คำทั้ง ๒ นี้ว่า มหปฺผลา มหานิสํสา โดยเนื้อความแล้วมีความหมายอย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น.
               สักการะที่ชื่อว่ามีผลมาก เพราะผลิตโลกิยสุขอย่างมากมายให้. ชื่อว่ามีอานิสงส์มาก เพราะเป็นปัจจัยของโลกุตตรสุขอย่างใหญ่หลวง.
               ความจริง ภิกษาทัพพีเดียวก็ดี บรรณศาลาที่พื้นดินยาวประมาณ ๕ ศอกก็ดีที่บุคคลทำถวายแก่ท่านผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ย่อมรักษาเขาไว้ได้จากทุคติ วินิบาตเป็นเวลาหลายแสนกัลป์. และในบั้นปลายยังเป็นปัจจัยแห่งการดับรอบด้วยอมตธาตุ.
               ก็ในเรื่องนี้มีเรื่องเป็นต้นว่า เราได้ถวายน้ำนมและข้าวสุกเป็นต้น๑- หรือมีเปตวัตถุและวิมานวัตถุทั้งมวล เป็นเครื่องสาธก. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า ภิกษุแม้ปรารถนาที่จะให้ความที่สักการะที่ผู้ถวายปัจจัยในตนนั้นมีผลมาก พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นนั้นแล.
____________________________
๑- วิมาน. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๓

               ความหวังที่ ๔               
               [๗๗] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๔ ต่อไป
               หมู่ชนผู้เกี่ยวข้องข้างฝ่ายพ่อผัวแม่ผัว ชื่อว่าญาติ. บิดาและปู่เป็นต้น ผู้เกี่ยวเนื่องโดยสายโลหิตเดียวกัน ชื่อว่าญาติสาโลหิต.
               ผู้ถึงความเป็นผู้ละไปแล้ว ชื่อว่า เปตะ.
               บทว่า กาลกตา แปลว่า ตายแล้ว.
               บทว่า เตสนฺตํ ความว่า ความที่ชนเหล่านั้นมีจิตเลื่อมใสในเรา หรือการระลึกถึงเราด้วยจิตเลื่อมใสนั้น ของชนเหล่านั้น.
               ความจริงบิดาหรือมารดาของภิกษุรูปใดตายไปแล้ว มีจิตเลื่อมใสย่อมระลึกถึงภิกษุนั้นว่า พระเถระผู้มีศีล มีธรรมอันงามนี้เป็นญาติของพวกเราดังนี้ ความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นของเขานั้นก็ดี เหตุสักว่าการระลึกถึงนั้นก็ดี มีผลมีอานิสงส์มาก.
               เหตุสักว่าการระลึกถึงนั้นเป็นธรรมชาติที่สามารถเพื่อจะยังหมู่สัตว์ให้ข้ามพ้นจากทุคติตลอดหลายแสนกัป และให้ถึงอมตมหานิพพานในที่สุดนั้นแล.
               สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นใดสมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยสมาธิ สมบูรณ์ด้วยปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เรากล่าวการเห็น การฟัง การระลึกถึง การบวชตาม การเข้าไปหา การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้น ว่ามีอุปการะมาก ดังนี้.
____________________________
๑- สํ. มหาวาร. เล่ม ๑๙/ข้อ ๓๗๓

               เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงว่า ภิกษุแม้ปรารถนาซึ่งความเลื่อมใสแห่งจิตในตน และการระลึกถึง (ตน) ญาติ และสายโลหิตทั้งหลาย จะให้มีผลมาก พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นนั้นแล.

               ความหวังที่ ๕               
               [๗๘] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๕ ต่อไป
               บทว่า อรติรติสโห อสฺสํ ความว่า เราพึงเป็นผู้อดทนต่อความยินร้ายและความยินดี คือพึงเป็นผู้ไม่ถูกความยินร้ายเป็นต้น ครอบงำ ท่วมทับ.
               ก็ในคำว่า อรติรติสโห นี้ ความเบื่อหน่ายในธรรมที่เป็นกุศลอันยิ่ง (และ) ในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่าอรติ. ความยินดีในกามคุณ ๕ ชื่อว่ารติ.
               บทว่า น จ มํ อรติ สเหยฺย ความว่า ก็ความยินร้ายพึงครอบงำคือย่ำยีได้แก่ท่วมทับเราไม่ได้.
               บทว่า อุปฺปนฺนํ ความว่า เกิดแล้วคือ บังเกิดขึ้นแล้ว.
               เพราะว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นย่อมอดกลั้นคือครอบงำ ได้แก่ย่ำยีซึ่งความยินร้ายและความยินดีได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงไว้ว่า ภิกษุแม้ปรารถนาจะให้ตนเป็นเช่นนั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.

               ความหวังที่ ๖               
               [๗๙] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๖ ต่อไป
               ความสะดุ้งของจิตก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่าภัย (ความกลัว) อารมณ์นั้นเอง ชื่อว่า เภรวะ (ความขลาด).
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวาระที่ ๕.
               ความจริง ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ย่อมอดกลั้น คือย่อมครอบงำ ได้แก่ย่อมย่ำยีความกลัวและความขลาดนั้นตั้งอยู่ เหมือนพระมหาทัตตเถระชาวอริยโกฏิยวิหาร.

               เทวดาไล่พระ               
               ได้ยินว่า พระเถระดำเนินไปในหนทาง ได้พบราวป่าอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสแห่งใดแห่งหนึ่ง จึงคิดว่า วันนี้ เราจักบำเพ็ญสมณธรรมในที่นี้แล้วจึงจะไปดังนี้แล้ว จึงออกไปจากทางปูลาดผ้าสังฆาฏิ แล้วนั่งขัดสมาธิใกล้โคนต้นไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง.
               เด็กๆ ของรุกขเทวดาไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ตามสภาวะของตนได้ ด้วยเดชแห่งศีลของพระเถระ จึงร้องจ้าขึ้น. แม้เทวดาเองก็เขย่าต้นไม้ทุกต้น พระเถระนั่งไม่ไหวติง เทวดานั้นจึงบังหวนควันให้ไฟลุกโพลงขึ้น (แม้ถึงอย่างนั้น) ก็ไม่สามารถที่จะทำให้พระเถระไหวติงได้.
               ต่อแต่นั้นเทวดาจึงแปลงเพศเป็นอุบาสก เดินมาไหว้พระเถระแล้ว ได้ยืนอยู่ ถูกพระเถระถามว่าใครนั่น จึงได้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผมเป็นเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นไม้นี้.
               พระเถระถามว่า ท่านได้ทำสิ่งประหลาดนั้นหรือ? เทวดาตอบว่า ใช่ครับ.
               ก็เทวดานั้นพอถูกพระเถระถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงทำ? จึงตอบว่า ท่านผู้เจริญ ด้วยเดชแห่งศีลของท่านนั้นแล พวกเด็กๆ ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้ จึงได้พากันส่งเสียงร้องจ้า กระผมนั้นได้ทำอย่างนี้เพื่อ (ประสงค์) จะให้ท่านหนีไปเสีย.
               พระเถระถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรท่านจึง (ประสงค์) จะให้เราหนีไป? เทวดาตอบว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าอยู่ในที่นี้เลย กระผมไม่มีความสุขเลย ดังนี้.
               พระเถระจึงกล่าวว่า ท่านทำไมไม่บอกเราก่อน แต่บัดนี้ท่านอย่าพูดอะไรเลย เรารู้สึกละอายต่อถ้อยคำที่คนจะพูดว่า พระอริยโกฏิยมหาทัตตะหลีกหนีไป เพราะกลัวต่ออมนุษย์ ฉะนั้น เราจะอยู่ในที่นี้แหละ แต่ในวันนี้เพียงวันเดียว ท่านจงอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง (ก่อน) เถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ย่อมเป็นผู้อดทนต่อภัยที่น่ากลัวได้ ฉะนั้น ภิกษุแม้ปรารถนาให้ตนเป็นเช่นนี้ พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ดังนี้.

               ความหวังที่ ๗               
               [๘๐] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๗ ต่อไป
               จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส พระองค์ตรัสเรียกว่า อภิจิต ในคำว่า อาภิเจตสิกานํ.
               อีกอย่างหนึ่ง จิตอันยิ่ง พระองค์ตรัสเรียกว่า อภิจิต, ฌานทั้งหลายอันบังเกิดขึ้นในอภิจิต ชื่ออาภิเจตสิก. อีกอย่างหนึ่ง ฌานทั้งหลายอันอาศัยอภิจิต ฉะนั้น ฌานทั้งหลายเหล่านั้นจึงชื่อว่า อาภิเจตสิก.
               บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ ความว่า ซึ่งการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. อัตภาพที่เห็นได้โดยประจักษ์ เรียกว่าทิฏฐธรรม. อธิบายว่า เป็นการอยู่อย่างเป็นสุขในทิฏฐธรรมนั้น.
               คำว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ เป็นชื่อของรูปาวจรฌาน. ความจริง ชนทั้งหลายนั่งเพ่งฌานนั้นอย่างแน่วแน่ ย่อมประสบเนกขัมมสุขอันไม่เศร้าหมองในอัตภาพนี้ เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่า ผู้มีปกติอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม.
               บทว่า นิกามลาภี ความว่า เป็นผู้ได้ตามความประสงค์ คือเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาของตน.
               อธิบายว่า ย่อมเป็นผู้สามารถเพื่อจะเข้าฌานได้ในขณะที่ตนปรารถนาๆ.
               บทว่า อกิจฺฉลาภี มีอธิบายว่า เป็นผู้สามารถเพื่อจะข่มธรรมที่เป็นข้าศึกแล้วเข้าฌานได้โดยสะดวก.
               บทว่า อกสิรลาภี ความว่า เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก คืออย่างสะดวกสบาย.
               อธิบายว่า เป็นผู้สามารถเพื่อจะออกได้ในเวลาตามที่กำหนดไว้นั้นเอง.
               เป็นความจริง ภิกษุบางรูปเป็นผู้ได้ฌาน แต่ไม่อาจจะเข้าฌานได้ในขณะที่ตนต้องการได้. บางรูปสามารถที่จะเข้าในขณะที่ตนปรารถนาได้ แต่ข่มธรรมที่เป็นข้าศึกต่อวสีได้ยาก. บางรูปย่อมเข้าได้ในขณะที่ตนต้องการ และข่มธรรมที่เป็นข้าศึกต่อวสีได้โดยไม่ยาก แต่ไม่สามารถเพื่อจะออกในขณะที่ตนกำหนดไว้ได้ เหมือนนาฬิกาเครื่องจักร.
               ก็ผู้ใดปรารถนาความพร้อมมูลทั้ง ๓ อย่างนี้ ผู้นั้นพึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายแท้.

               ความหวังที่ ๘               
               [๘๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฌาน ซึ่งเป็นบาทของอภิญญาอย่างนี้แล้ว ก็มาถึงวาระของอภิญญาแม้โดยแท้ แต่ถึงกระนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงถือเอาอภิญญานั้น เพื่อจะทรงรวมแสดงธรรมทั้งหมดนั้น เพราะว่าไม่เพียงแต่ฌานซึ่งเป็นบาทของอภิญญา และอภิญญาอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นอานิสงส์ของศีล ที่แท้ อรูปฌานทั้ง ๔ และอริยมรรคทั้ง ๓ ข้างต้นก็เป็นอานิสงส์ของศีลเหมือนกัน ฉะนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อากงฺเขยฺย เจ ฯลฯ เย เต สนฺตา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า วิโมกข์ทั้งหลายชื่อว่าเป็นธรรมชาติสงบ เพราะมีองค์สงบ และเพราะมีอารมณ์สงบ.
               บทว่า วิโมกฺขา ความว่า วิโมกข์ทั้งหลาย ชื่อว่าสงบ เพราะหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึก และเพราะน้อมไปในอารมณ์.
               บทว่า อติกฺกมฺม รูเป ความว่า ก้าวล่วงเสียซึ่งรูปาวจรฌาน เชื่อมบทว่า วิโมกข์จะชื่อว่าสงบได้ เพราะก้าวล่วงรูปาวจรฌาน ดังนี้.
               ความจริง เมื่อจะกล่าวโดยประการอื่น วิโมกข์ทั้งหลายก้าวล่วงรูปาวจรฌานแล้ว ก็ไม่พึงปรากฏว่ากระทำอะไร.
               บทว่า อารุปฺปา ความว่า เว้นขาดจากรูปทั้งโดยอารมณ์และโดยวิบาก.
               บทว่า กาเยน ผุสิตฺวา ความว่า ถูกต้องนามกาย. อธิบายว่า บรรลุ ได้แก่ถึงทับแล้ว.
               คำที่เหลือมีเนื้อความชัดแล้ว.
               มีคำอธิบายที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุรูปใดประสงค์จะถูกต้องวิโมกข์แล้วอยู่ แม้ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายแท้ ฉะนี้แล.

               ความหวังที่ ๙               
               [๘๒] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๙ ต่อไป
               บทว่า ติณฺณํ สํโยชนานํ ความว่า แห่งเครื่องผูก ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. ความจริง เครื่องผูกเหล่านั้นย่อมประกอบขันธ์ คติและภพเป็นต้น เข้ากับขันธ์ คติและภพเป็นต้น, อีกอย่างหนึ่ง ย่อมประกอบกรรมเข้ากับผล ฉะนั้น เครื่องผูกเหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่า สังโยชน์. อธิบายว่า เครื่องผูก.
               บทว่า ปริกฺขยา แปลว่า เพราะการสิ้นไปรอบ.
               บทว่า โสตาปนฺโน ได้แก่ ผู้ถึงกระแส. ก็คำว่า โสตา นั้นเป็นชื่อของมรรค. คำว่า โสตาปนฺโน เป็นชื่อของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคนั้น.
               เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สารีบุตร ที่เรากล่าวคำว่า โสโต โสโต ดังนี้ สารีบุตร กระแสได้แก่อะไร?
               พระสารีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระแสนั้นแล ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.
               สารีบุตร ก็ที่เรากล่าวว่า โสตาปนฺโน โสตาปนฺโน ดังนี้ สารีบุตร พระโสดาบันได้แก่บุคคลเช่นไร?
               พระสารีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ พระองค์ตรัสเรียกว่า เป็นพระโสดาบันนั้น มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ฉะนี้แล. แต่ในที่นี้ ผลได้ชื่อตามมรรค ฉะนั้น บุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล พึงทราบว่าเป็นพระโสดาบัน.
               บทว่า อวินิปาตธมฺโม มีวิเคราะห์ว่า ธรรมที่ชื่อว่าวินิบาต เพราะอรรถว่าย่อมยังสัตว์ให้ตกไปในที่ชั่ว. ที่ชื่อว่าอวินิปาตธรรม เพราะเป็นธรรมที่ไม่ยังสัตว์ให้ตกไปในที่ชั่ว.
               อธิบายว่า เป็นธรรมที่ไม่ยังตนให้ตกไปในอบายทั้งหลายเป็นสภาพ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะธรรมซึ่งมีการยังสัตว์ให้ตกไปในอบายเหล่านั้น ท่านละได้แล้ว.
               ปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นที่ไปข้างหน้า คือเป็นคติของพระโสดาบันนั้น ฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่ามีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นที่ไปข้างหน้า.
               อธิบายว่า เป็นผู้บรรลุมรรค ๓ เบื้องสูงแน่นอน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะท่านได้โสดาปัตติมรรคแล้ว.
               บทว่า สีเลเสฺวว ความว่า ภิกษุแม้ผู้ประสงค์จะให้ตนเป็นเช่นนี้ พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด.

               ความหวังที่ ๑๐               
               [๘๓] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๐ ต่อไป
               สังโยชน์ ๓ ที่พระโยคาวจรละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ท่านก็กล่าวไว้เพื่อประโยชน์แก่การพรรณนาสกทาคามิมรรค.
               บทว่า ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา ความว่า เพราะภาวะที่ราคะโทสะโมหะเหล่านั้นเป็นสภาพเบาบาง. อธิบายว่า เพราะกระทำราคะโทสะโมหะเหล่านั้นให้เบาบางลง.
               ในคำนั้นพึงทราบความที่ราคะเป็นต้นนั้น เป็นธรรมชาติเบาบางก็ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือเพราะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และเพราะปริยุฏฐานกิเลสมีกำลังอ่อน.
               ความจริง กิเลสทั้งหลายย่อมไม่บังคับเกิดขึ้นแก่พระสกทาคามีเนืองๆ เหมือนบังเกิดแก่มหาชนผู้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะ. ย่อมเกิดขึ้นเป็นช่วงห่างๆ ในกาลบางคราว เหมือนหน่อพืชในนาที่ปลูกไว้ห่างๆ และแม้เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่เกิดขึ้นย่ำยี แผ่ซ่าน ปกปิด กระทำความมืดมนอนธการ เหมือนเกิดแก่มหาชนผู้เวียนว่ายในวัฏฏะ ย่อมเกิดขึ้นเบาบาง คือเป็นธรรมชาติเบาบางเกิดขึ้น เหมือนชั้นแห่งเมฆหมอก (ที่บางขึ้นตามลำดับ) และเหมือนแมลงเคล้าคลึงกลีบดอกไม้ (ไม่ย่ำยีให้ช้ำ) ฉะนั้น.
               ในเรื่องนั้น พระเถระบางพวกได้กล่าวไว้ว่า กิเลสทั้งหลายต่อกาลนานจึงเกิดขึ้นแก่พระสกทาคามีก็จริง ถึงกระนั้นก็เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น เพราะท่านยังมีบุตรธิดาอยู่. แต่คำนั้นไม่เป็นประมาณ เพราะบุตรธิดาบางครั้งก็เกิดมีแก่บิดามารดาด้วยเหตุเพียงการลูบคลำอวัยวะ.
               ฉะนั้น พึงทราบความที่กิเลสของพระสกทาคามีนั้นเป็นธรรมชาติเบาบาง ก็ด้วยเหตุ ๒ อย่างเท่านั้น คือเพราะการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และเพราะปฏิยุฏฐานกิเลสของท่านเบาบางลง.
               บทว่า สกทาคามี ความว่า ผู้มีการกลับมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
               ก็แม้ผู้ใดเจริญสกทาคามิมรรคในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในโลกนี้ แม้ผู้นั้นท่านก็ไม่จัดไว้ในที่นี้. แม้ผู้ใดเจริญมรรคในโลกนี้แล้ว บังเกิดในเทวโลกแล้วปรินิพพานในเทวโลกนั้น ผู้นั้นก็ไม่จัดเข้าในที่นี้. ผู้ใดเจริญมรรคในเทวโลกแล้วกลับมาเกิดแล้วปรินิพพานในมนุษย์โลกนี้ ผู้นั้นก็ไม่จัดเข้าในที่นี้. แม้ผู้ใดเจริญมรรคในโลกนี้แล้ว บังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนสิ้นอายุแล้ว บังเกิดในมนุษย์โลกนั้นอีกแล้วปรินิพพาน ผู้นี้แหละพึงทราบว่าท่านถือเอาในคำนี้.
               บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ กเรยฺยํ ความว่า เราพึงทำการกำหนดวัฏฏทุกข์.
               บทว่า สีเลเสฺวว ความว่า ภิกษุแม้เป็นผู้ประสงค์จะให้ตนเป็นเช่นนี้ พึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด.

               ความหวังที่ ๑๑               
               [๘๔] พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๑ ต่อไป
               บทว่า ปญฺจนฺนํ เป็นการกำหนดด้วยการนับ.
               บทว่า โอรมฺภาคิยานํ ความว่า ภายใต้ ท่านเรียกว่า โอระ ได้แก่ส่วนเบื้องล่าง. อธิบายว่า มีการบังเกิดขึ้นในโลกฝ่ายกามาวจรเป็นปัจจัย.
               บทว่า สํโยชนานํ ได้แก่ กิเลสเป็นเครื่องผูก กิเลสเป็นเครื่องผูกเหล่านั้น พึงทราบว่า ได้แก่สังโยชน์ซึ่งท่านกล่าวไว้ในกาลก่อน (คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) พร้อมด้วยสังโยชน์ คือกามราคะและพยาบาท.
               ความจริง สังโยชน์เหล่านั้นผู้ใดยังละไม่ได้ แม้ผู้นั้นจะบังเกิดขึ้นในภวัคคพรหมก็จริง ถึงกระนั้นเขาก็ย่อมบังเกิดในกามาวจรอีก เพราะสิ้นอายุ บุคคลนี้พึงทราบว่ามีอุปมาเสมอด้วยปลาติดเบ็ด และมีอุปมาเหมือนนกตัวถูกด้ายยางผูกติดไว้ที่ขา.
               ฉะนั้น ก็ในอธิการนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวคำนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่การพรรณนาพระอริยบุคคลซึ่งท่านกล่าวไว้แต่แรกๆ.
               คำว่า โอปปาติโก เป็นคำกล่าวคัดค้านกำเนิดที่เหลือ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรินิพฺพายิ ความว่า ปรินิพพานในพรหมโลกนั้นนั่นเอง.
               บทว่า อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา ความว่า มีการไม่กลับมาจากพรหมโลกนั้นด้วยอำนาจปฏิสนธิอีกเป็นสภาพ.
               บทว่า สีเลเสฺวว ความว่า ภิกษุแม้เป็นผู้ประสงค์จะเป็นเช่นนี้ พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด.

               ความหวังที่ ๑๒               
               [๘๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาคามิมรรคอย่างนี้แล้ว แม้จะมาถึงวาระแห่งมรรคที่ ๔ ก็จริง ถึงกระนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงถือเอาอรหัตตมรรคนั้น เพราะไม่เพียงแต่อภิญญา คือการสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอานิสงส์ของศีลอย่างเดียว ที่แท้อภิญญา ๕ ประการซึ่งเป็นโลกิยะ (ก็เป็นอานิสงส์ของศีลเหมือนกัน) ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงอภิญญาเหล่านั้น และเพราะเมื่อพระองค์ตรัสถึงการสิ้นไปแห่งอาสวะ เทศนาก็เป็นอันจบ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ การกล่าวนี้พึงชื่อว่ากล่าวถึงอภิญญาล้วน เพราะยังมิได้กล่าวถึงคุณของอภิญญาเหล่านั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงอภิญญาอย่างบริบูรณ์ และเพราะการทำฤทธิ์ย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคโดยง่าย และพระอนาคามีย่อมเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลและในสมาธิ เพราะท่านถอนกามราคะและพยาบาทซึ่งเป็นข้าศึกของสมาธิได้แล้ว ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงโลกิยอภิญญาทั้งหลายในฐานะอันควร พระองค์จึงตรัสคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อากงฺเขยฺย เจ ฯเปฯ อเนกวิหิตํ ดังนี้ นี้แลเป็นอนุสนธิ.
               การพรรณนาบาลีแห่งโลกิยอภิญญาแม้ทั้ง ๕ อันมาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธึ ในบาลีนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พร้อมทั้งวิธีทำให้อภิญญาเกิด.

               ความหวังที่ ๑๗               
               [๙๐] พึงทราบวินิจฉัยในอภิญญาที่ ๖ ต่อไป
               บทว่า อาสวานํ ขยา ความว่า เพราะการสิ้นไปแห่งกิเลสทุกอย่างด้วยอรหัตตมรรค.
               บทว่า อนาสวํ ความว่า เว้นจากอาสวะ.
               ก็ในคำว่า เจโตวิมุตฺติ ปญฺญาวิมุตฺติ นี้ สมาธิที่สัมปยุตด้วยอรหัตตผล ท่านกล่าวด้วยบทว่า เจโต. ปัญญาที่สหรคตด้วยอรหัตตมรรคนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยคำว่า ปัญญา.
               ก็ในสมาธิและปัญญานั้น สมาธิพึงทราบว่า ชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะพ้นจากราคะ ปัญญาพึงทราบว่า ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะหลุดพ้นจากอวิชชา.
               สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ภิกษุทั้งหลาย สมาธิอันใดพึงมี สมาธินั้นพึงเป็นสมาธินทรีย์
               ภิกษุทั้งหลาย ปัญญาใดพึงมี ปัญญานั้นพึงเป็นปัญญินทรีย์
               ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา อย่างนี้แล.
               อีกอย่างหนึ่ง ในอธิการนี้ ผลของสมถะ พึงทราบว่าเป็นเจโตวิมุตติ. ผลของวิปัสสนา พึงทราบว่าเป็นปัญญาวิมุตติ.
               บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง.
               บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาด้วยตนเอง. อธิบายว่า รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย.
               บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยํ ความว่า เราพึงบรรลุ คือให้ถึงพร้อมอยู่.
               บทว่า สีเลเสฺวว ความว่า ภิกษุแม้ประสงค์จะให้อาสวะเหล่านั้นถึงความดับอย่างนี้ บรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ พึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสถ้อยคำพรรณนาอานิสงส์ของศีล จนถึงพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงรวมแสดงอานิสงส์ของศีลนั้นแม้ทั้งหมด จึงตรัสคำลงท้ายว่า สมฺปนฺนสีลา ภิกฺขเว ฯปฯ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ดังนี้.
               คำลงท้ายนั้นมีเนื้อความสังเขป ดังต่อไปนี้ว่า :-
               บทว่า สมฺปนฺนสีลา ภิกฺขเว วิหรถ ฯเปฯ สิกฺขาปเทสูติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ความว่า คำนั้นใดเราตถาคตกล่าวไว้แล้วอย่างนี้ในกาลก่อน คำนั้นทั้งหมด เราตถาคตกล่าวหมายคือเจาะจง (การที่) ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพยกย่องของเพื่อนพรหมจารี เป็นผู้ได้ปัจจัย ผู้ทำทายกผู้ถวายปัจจัยให้มีผลมาก เป็นผู้กระทำเจตนาคือการระลึกถึงบุรพญาติให้มีผลมาก เป็นผู้อดทนต่อภัยและความหวาดกลัว เป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน และอรูปาวจรฌาน เป็นผู้กระทำให้แจ้งซึ่งคุณเหล่านี้ คือ สามัญญผล ๓ เบื้องต่ำ โลกิยอภิญญา ๕ อาสวักขยญาณ ด้วยอภิญญา ด้วยตนเอง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็มีใจดี ชมเชยภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาอากังเขยยสูตรที่ ๖.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค อากังเขยยสูตร ว่าด้วยข้อที่พึงหวังได้ ๑๗ อย่าง จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 53อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 73อ่านอรรถกถา 12 / 91อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=1024&Z=1135
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com