ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค
ฆฏิการสูตร

               อรรถกถาราชวรรค               
               ๑. อรรถกถาฆฏิการสูตร               
               ฆฏิการสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
               พึงทราบวินิจฉัยในฆฏิการสูตรนั้นดังต่อไปนี้.
               บทว่า สตํ ปาตฺวากาสิ ทรงกระทำความแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินไปโดยมหามรรคา ทรงตรวจดูภูมิประเทศแห่งหนึ่ง แล้วทรงรำพึงว่า เมื่อเราประพฤติจริยาอยู่ เคยอยู่ในที่นี้บ้างหรือหนอ ดังนี้ ทรงเห็นว่า เมื่อศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า ที่นี้เป็นนิคมชื่อว่า เวภัลลิคะ.๑-
____________________________
๑- ฉํ เวคะลิงคะ. สี. เวหลิงคะ.

               ในกาลนั้น เราเป็นมาณพ ชื่อโชติปาละ เรามีสหายเป็นช่างหม้อ ชื่อฆฏิการะ. เรากับนายฆฏิการะนั้นได้กระทำเหตุอันดีไว้อย่างหนึ่งในที่นี้ ความดีนั้นยังปกปิดอยู่ ยังไม่ปรากฏแก่ภิกษุสงฆ์ เอาเถิด เราจะกระทำเรื่องนั้นให้ปรากฏแก่ภิกษุสงฆ์ทรงดำริดังนี้แล้ว ทรงหลีกออกจากทางประทับยืนอยู่ ณ ประเทศหนึ่งเทียว ทรงกระทำความแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ ทรงแย้มพระโอษฐ์. พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงพระสรวล เหมือนอย่างพวกมนุษย์ชาวโลกีย์ ย่อมตีท้องหัวเราะว่า ที่ไหน ที่ไหน ดังนี้. ส่วนการยิ้มแย้มของพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฏเพียงอาการยินดีร่าเริงเท่านั้น.
               อนึ่ง การหัวเราะนั้นมีได้ด้วยจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัส ๑๓ ดวง.
               ในบรรดาจิตเหล่านั้น มหาชนชาวโลกย่อมหัวเราะด้วยจิต ๘ ดวง คือโดยอกุศลจิต ๔ ดวง โดยกามาวจรกุศลจิต ๔ ดวง. พระเสกขบุคคลย่อมหัวเราะด้วยจิต ๖ ดวง นำจิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิฝ่ายอกุศลออก ๒ ดวง. พระขีณาสพย่อมยิ้มแย้มด้วยจิต ๕ ดวง คือด้วยกิริยาจิตที่เป็นสเหตุกะ ๔ ดวง ด้วยกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกะ ๑ ดวง. แม้ในจิตเหล่านั้นเมื่ออารมณ์มีกำลังมาปรากฏย่อมยิ้มแย้มด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ ๒ ดวง. เมื่ออารมณ์ทุรพลมาปรากฏ ย่อมยิ้มแย้มด้วยจิต ๓ ดวง คือ ด้วยทุเหตุกจิต ๒ ดวง ด้วยอเหตุกะ ๑ ดวง. แต่ในที่นี้ จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสอันเป็นมโนวิญญาณธาตุฝ่ายกิริยาอเหตุกจิต ทำให้ความหัวเราะเพียงอาการยินดีร่าเริงให้เกิดแต่ภวังค์เท่านั้น.
               อนึ่ง ความแย้มนี้นั้นถึงมีประมาณเล็กน้อยอย่างนี้ ก็ได้ปรากฏแก่พระเถระ.
               ถามว่า ปรากฏอย่างไร.
               ตอบว่า ธรรมดาในกาลเช่นนั้น เกลียวรัศมีมีประมาณเท่าต้นตาลใหญ่ รุ่งเรืองแปลบปลาบประดุจสายฟ้ามีช่อตั้ง ๑๐๐ จากพระโอษฐ์ ประหนึ่งมหาเมฆที่จะยังฝนให้ตกในทวีปทั้ง ๔ ตั้งขึ้นจากพระเขี้ยวแก้วทั้ง ๔ กระทำประทักษิณพระเศียรอันประเสริฐ ๓ รอบ แล้วก็อันตรธานหายไป ณ ปลายพระเขี้ยวแก้วนั่นแล. เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์ถึงจะเดินตามไปข้างพระปฤษฎางค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทราบถึงความแย้มพระโอษฐ์ด้วยสัญญานั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โส ภควนฺตํ เอตทโวจ นี้ ดังต่อไปนี้
               นัยว่า ท่านพระอานนท์คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ย่อมทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ ทรงกระทำการประกาศสัจจธรรมทั้ง ๔ เราจักให้พระผู้มีพระภาคเจ้าพอพระทัยประทับนั่ง ณ ที่นี้ ภูมิภาคนี้จักเป็นอันพระพุทธเจ้าถึงสองพระองค์ทรงใช้สอย มหาชนจักบูชาด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น จักกระทำเจดีย์สถานบำรุงอยู่ก็จักมีสวรรค์เป็นที่ไปในภายหน้า ดังนี้แล้ว จึงได้กราบทูลคำว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้เป็นต้นนั้น.
               บทว่า มุณฺฑเกน สมณเกน ความว่า จะเรียกคนศีรษะโล้นว่าคนโล้น หรือเรียกสมณะว่าสมณะ ย่อมสมควร. ก็แลโชติปาละนี้ระอาอยู่ด้วยโวหารที่ตนเรียนแล้ว ในพราหมณสกุล เพราะยังมีญาณไม่แก่กล้าแล้ว จึงกล่าวอย่างนั้น.
               บทว่า โสตฺติสินานํ ได้แก่ ผงบดที่ทำไว้สำหรับอาบน้ำที่เคล้าจุณหินสีดังพลอยแดงกับด่างทำแล้ว ท่านเรียกว่าผงบด. ซึ่งท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กุรุวินฺทิยสุตฺติกาย นหายนฺติ๒- ก็ครั้งนั้นแล ภิกษุฉัพพัคคีย์ อาบน้ำด้วยผงหินแดงสำหรับขัดสีตัว.
               สหายทั้งสองนั้นถือเอาผงหินแดงสำหรับขีดสีตัวนั้นไปขัดสีตัว.
____________________________
๒- วิ. จุล เล่ม ๗/ข้อ ๓

               บทว่า เอวํ สมฺม ความว่า แม้ในปัจจุบันนี้ พวกมนุษย์มีใครชวนว่า พวกเราไปไหว้พระเจดีย์ ไปฟังธรรมกันเถอะ จะไม่กระทำความอุตสาหะ แต่ใครๆ ชวนว่า พวกเราไปดูฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นกันเถอะ ดังนี้ จะรับคำด้วยการชักชวนเพียงครั้งเดียวฉันใด โชติปาละก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อฆฏิการะชวนว่า ไปอาบน้ำกันเถอะ ก็รับคำด้วยการชวนคำเดียว จึงตอบไปอย่างนั้น.
               บทว่า โชติปาลํ มาณวํ อามนฺเตสิ ความว่า ฆฏิการะช่างหม้ออาบน้ำด้วยการบริหารอย่างดีที่ข้างหนึ่งแล้วขึ้นก่อนยืนรออยู่ เมื่อโชติปาละอาบอยู่ด้วยการบริหารอย่างผู้มีอิสริยยศอันใหญ่ จนอาบเสร็จแล้วเรียกโชติปาละผู้นุ่งห่มแล้ว กำลังกระทำผมให้แห้งอยู่. ฆฏิการะเมื่อจะแนะนำจึงกล่าวว่า อยํ เพราะโชติปาละมาณพอยู่ใกล้กัน.
               บทว่า โอวฏฺฏิกํ วินิเวเฐตฺวา ความว่า พระโพธิสัตว์ผู้มีกำลังดุจช้างสารเอนไปหน่อยหนึ่งกล่าวว่า ถอยไปสหาย ให้ฆฏิการะช่างหม้อปล่อยการจับที่จับไว้แล้ว.
               บทว่า เกเสสุ ปรามสิตฺวา เอตทโวจ ความว่า ได้ยินว่า ฆฏิการะนั้นดำริว่า มาณพโชติปาละนี้เป็นคนมีปัญญา เมื่อได้เห็นครั้งเดียวจักเลื่อมใสในการเห็นพระตถาคตด้วย จักเลื่อมใสในธรรมกถาด้วย ธรรมดาผู้ที่เลื่อมใสแล้วจักอาจทำอาการที่ได้เลื่อมใส ชื่อว่ามิตรย่อมมีคุณประโยชน์อันนี้เราจักทำอย่างใดอย่างหนึ่ง จับสหายผู้เสมอไปยังสำนักพระทศพลให้จงได้ ดังนั้น จึงจับโชติปาลมาณพนั้นที่ผมแล้วได้กล่าวคำนั้น.
               บทว่า อิตรชจฺโจ ความว่า ฆฏิการะมีชาติเป็นอย่างอื่น คือมีชาติไม่เสมอกันกับเรา. หมายความว่ามีชาติต่ำ.
               บทว่า น วตีทํ นี้ ได้ถึงความตกลงในการจับนั่นแหละว่า การจับเรานี้จักไม่เป็นการจับที่ทราม คือไม่ใช่การจับที่เล็กน้อย จักเป็นการจับที่ใหญ่ คือ ฆฏิการะช่างหม้อนี้มิได้จับด้วยกำลังของตน จับด้วยพระกำลังของพระศาสดา ดังนี้.
                อักษร หิ อักษร และปิ อักษรในคำว่า ยาวตโทหิปิ นี้ เป็นนิบาต ความว่า เท่านั้นเป็นอย่างยิ่ง. คำนี้มีอรรถาธิบายว่า เรียกด้วยวาจา และจับที่ชายพก เลยไปจนถึงจับผม ควรทำประโยคเพื่อการจับในข้อนั้น.
               บทว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ พึงทราบธรรมิกถาที่ปฏิสังยุตด้วยปุพเพนิวาสญาณเพื่อได้เฉพาะซึ่งสติในที่นี้.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมกถาเพื่อให้โชติปาละนั้นกลับได้สติโดยนัยนี้ว่า ดูก่อนโชติปาละ ตัวท่านมิใช่สัตว์ผู้หยั่งลงสู่ฐานะอันต่ำทราม แต่ท่านปรารถนาสัพพัญญุตญาณหยั่งลง ณ มหาโพธิบัลลังก์ ธรรมดาคนเช่นท่านไม่ควรอยู่ด้วยความประมาท ดังนี้. ฝ่ายพระเถระผู้อยู่ ณ สมุทรข้างโน้นกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมิกถาว่า โชติปาละ เราบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณ มีภิกษุสองหมื่นแวดล้อม เที่ยวไปในโลกด้วยประการใด แม้ตัวท่านก็จงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ แทงตลอดสัพพัญญุตญาณ มีหมู่สมณะเป็นบริวาร ท่องเที่ยวไปในโลก ด้วยประการเช่นเดียวอย่างนั้นเถิด เราเห็นปานนี้ไม่สมควรจะต้องประมาท ดังนี้ จิตของโชติปาละนั้นย่อมน้อมไปในบรรพชาด้วยประการใด ก็ทรงสั่งสอนถึงโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการออกบวชด้วยประการนั้น.
               บทว่า อลตฺถ โข อานนฺท ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ความว่า โชติปาลมาณพบวชแล้วได้กระทำอย่างไร ที่ผู้เป็นพระโพธิสัตว์จะพึงกระทำ. ธรรมดาพระโพธิสัตว์ย่อมบรรพชาในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ก็แลครั้นบวชแล้วย่อมไม่เป็นผู้มีเขาอันตกแล้วดุจสัตว์นอกนี้ ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลแล้วเล่าเรียนพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก สมาทานธุดงค์ ๑๓ เข้าป่า บำเพ็ญคตวัตรและปัจจาคตวัตร กระทำสมณธรรม เจริญวิปัสสนา จนถึงอนุโลมญาณจึงหยุด ไม่กระทำความพยายามเพื่อมรรคผลต่อไป แม้โชติปาลมาณพก็ได้กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า อฑฺฒมาสูปสมฺปนฺเน ความว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังทารกแห่งตระกูลให้บวชแล้ว ไม่ประทับอยู่หนึ่งเดือน เสด็จไปแล้ว ความเศร้าโศกของมารดาบิดาไม่สงบ. เขายังไม่รู้การถือบาตรและจีวร ความคุ้นเคยกับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายยังไม่เกิด ความเยื่อใยกับพระเถระทั้งหลายยังไม่มั่นคง ยังไม่เกิดความยินดีในที่ที่ไปแล้วๆ แต่เมื่ออยู่ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ มารดาบิดาก็ย่อมได้เพื่อเห็น ด้วยเหตุนั้น ความโศกของมารดาและบิดานั้นย่อมเบาบางลง ย่อมรู้การถือบาตรและจีวร ย่อมเกิดความคุ้นเคยกับสามเณรและภิกษุหนุ่มทั้งหลาย ความเยื่อใยกับพระเถระทั้งหลาย ย่อมตั้งมั่น ในที่ไปแล้วๆ ย่อมมีความยินดียิ่ง ย่อมไม่กระสัน เพราะฉะนั้น จึงควรอยู่ตลอดกาลมีประมาณเพียงนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ทรงประทับอยู่สิ้นกึ่งเดือน ทรงหลีกไปแล้ว.
               บทว่า ปณฺฑุมุทิกสฺส สาลิโน ได้แก่ ข้าวสาลีแดงที่กระทำให้อ่อนนุ่มแห้งแล้ว.
               ได้ยินว่า ข้าวสาลีนั้นตั้งแต่หว่านไปมีการบริหาร ดังนี้ แปลงนาต้องมีกระทำบริกรรมเป็นอย่างดี แล้วเอาพืชวางในที่นั้น รดด้วยน้ำหอม. ในเวลาหว่าน ผูกลำแพนมีผ้าอยู่เบื้องบน ทำดุจเพดาน เวลาแก่ก็เกี่ยวรวงข้าวเปลือกทำเป็นกำๆ ผูกเชือกห้อยตากให้แห้ง ลาดจุณของหอมให้เต็มฉางเก็บไว้แล้วเปิด ทุกสามปี. ข้าวสาลีแดงกลิ่นหอมที่เก็บไว้ถึงสามปีอย่างนี้ ซ้อมเป็นข้าวสารบริสุทธิ์ดี ไม่มีเมล็ดดำ จะตกแต่งเป็นของเคี้ยวชนิดต่างๆ ก็ได้ เป็นข้าวสวยก็ได้.
               ท่านหมายเอาคำนั้น จึงกล่าวว่า ปณีตญฺจ ขาทนียํ โชนียํ ฯลฯ กาลํ อาโรจาเปสิ แปลว่า ตกแต่งขาทนียะโภชนียะอันประณีต ฯเปฯ แล้วให้ราชบุรุษกราบทูลภัตตกาล ดังนี้.
               สองบทว่า อธิวุฏฺโฐ เม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ตรัสหมายถึงอย่างไร? ตรัสหมายถึงว่า ในเวลาพระองค์เสด็จออกจากเวภัลลิคะ ฆฏิการะได้ถือเอาปฏิญญาเพื่อให้เสด็จประทับอยู่จำพรรษาในสำนักของตนนั้นเสียแล้ว. ตรัสหมายถึงการจำพรรษานั้น.
               บทว่า อหุเทว อญฺญถตฺตํ อหุ โทมนสฺสํ ความว่า พระเจ้ากิกิกาสิราชทรงปรารภถึงความไม่มีลาภ มีความเสียพระทัย มีจิตโทมนัสว่า เราไม่ได้เพื่อถวายทานตลอดไตรมาส และไม่ได้เพื่อฟังพระธรรม และไม่ได้เพื่อปฏิบัติพระภิกษุถึง ๒ หมื่นรูป โดยทำนองนี้เสียแล้ว. ไม่ทรงปรารภพระตถาคต.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะพระองค์เป็นพระโสดาบัน.
               ได้ยินมาว่า แต่ก่อนพระเจ้ากิกิกาสิราชนั้นทรงนับถือพราหมณ์. ต่อมาสมัยหนึ่ง เมื่อชายแดนกำเริบขึ้น ทรงเสด็จไประงับ จึงตรัสสั่งธิดาพระนามว่าอุรัจฉทาว่า ลูกรัก เจ้าจงอย่าประมาทในเทวดาของเรา. พวกพราหมณ์ทั้งหลายเห็นราชธิดานั้นแล้ว ต่างหมดความสำคัญไป. ราชบุรุษทั้งหลายเมื่อพระนางถามว่า คนพวกนี้คือใคร ก็ตอบว่า เป็นเทวดา๓-
____________________________
๓- ฎีกาว่า เตสํ สมญฺญา สมัยนั้น เรียกพราหมณ์เหล่านั้นว่า ภุมเทวดา

               พระราชธิดาตรัสถามว่า ชื่อว่าภุมเทวดา มีรูปอย่างนี้เอง แล้วทรงเสด็จขึ้นปราสาท. วันหนึ่ง พระนางทรงยืนทอดพระเนตรถนนหลวง ทรงเห็นพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ทรงสั่งให้นิมนต์มาแล้วถวายบิณฑบาต ทรงสดับอนุโมทนาอยู่เทียว ได้เป็นพระโสดาบัน จึงตรัสถามว่า ภิกษุรูปอื่นๆ ยังมีอีกบ้างไหม. ได้ทรงสดับว่า พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูป เสด็จประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ จึงทรงให้ไปนิมนต์มาแล้วทรงถวายทาน. พระราชาทรงยังพระราชอาณาเขตให้สงบแล้ว เสด็จกลับแล้ว. ทีนั้น พวกพราหมณ์ทั้งหลายมาเฝ้าพระราชาก่อนกว่าทีเดียว กล่าวโทษพระธิดาแล้วแตกกัน. แต่พระราชาได้ทรงประทานพรไว้ในเวลาพระราชธิดาประสูติ. พระญาติทั้งหลายขอพรถวายพระนางว่า ขอให้ครองราชย์ ๗ วัน.
               ครั้งนั้น พระราชาจึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชธิดาสิ้น ๗ วัน. พระราชธิดาทรงยังพระศาสดาให้เสวยอยู่ สั่งให้เชิญพระราชาเสด็จประทับนั่ง ณ ภายนอกม่านแล้ว. พอพระราชาได้ทรงสดับอนุโมทนาของพระศาสดาก็ได้เป็นพระโสดาบัน.
               ก็ธรรมดาพระโสดาบันจะไม่ทรงมีอาฆาตปรารภพระตถาคต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า น ตถาคนํ อรพฺภ แปลว่า ความเสียใจ ความโทมนัสใจ ไม่ได้ปรารภพระตถาคต.
               บทว่า ยํ อิจฺฉติ ตํ หรตุ ความว่า ได้ยินว่า ฆฏิการะช่างหม้อทำภาชนะทั้งหลายไว้ ไม่กระทำการซื้อและการขาย. ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงไปสู่ป่า เพื่อหาฟืนบ้าง เพื่อหาดินบ้าง เพื่อหาใบไม้บ้าง.
               มหาชนได้ยินว่า ฆฏิการะช่างหม้อทำภาชนะเสร็จแล้ว จึงถือเอาข้าวสาร เกลือ นมส้ม น้ำมันและน้ำอ้อยที่อย่างดีๆ เป็นต้นมา. ถ้าภาชนะมีค่ามาก มูลค่ามีน้อย จะต้องให้สิ่งของสมควรกันจึงค่อยเอาไป ฉะนั้น มหาชนจึงยังไม่เอาภาชนะนั้นไป จะต้องไปนำเอามูลค่ามาอีก ด้วยคิดว่า ฆฏิการะช่างหม้อเป็นพ่อค้า ประกอบด้วยธรรมปฏิบัติบำรุงมารดาบิดา บำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อกุศลจักมีแก่เราเป็นอันมากดังนี้. แต่ถ้าภาชนะมีค่าน้อย มูลค่าที่เขานำมามีมาก จะช่วยเก็บงำมูลค่าที่นำมาให้ดีเหมือนเจ้าของบ้านแล้วจึงไปด้วยคิดว่า ฆฏิการะช่างหม้อเป็นพ่อค้าที่ประกอบด้วยธรรม จักเป็นบุญของพวกเรา ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป เมื่อจะทรงตัดขาดคลองแห่งพระดำรัสของพระราชาว่า ก็ฆฏิการะ ช่างหม้อมีคุณถึงอย่างนี้ เหตุไรจึงยังไม่บวช จึงตรัสว่า ฆฏิการะช่างหม้อเลี้ยงมารดาบิดาผู้ตาบอด ผู้แก่เฒ่า ดังนี้.
               บทว่า โก นุ โข ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ฆฏิการะช่างหม้อไปไหนละ.
               บทว่า กุมฺภิยา แปลว่า จากหม้อข้าว.
               บทว่า ปริโยคา แปลว่า จากหม้อแกง.
               บทว่า ปริภุญฺช แปลว่า จงบริโภคเถิด.
               ถามว่า ก็มารดาบิดาของฆฏิการะกล่าวอย่างนั้น เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า ได้ยินว่า ฆฏิการะช่างหม้อหุงข้าวแล้วต้มแกงแล้ว ให้มารดาบิดาบริโภคแล้ว ตัวเองจึงบริโภคแล้วตั้งข้าว ตั้งแกงที่ตักไว้ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูลาดอาสนะไว้ นำอาหารเข้าไปวางไว้ใกล้ ตั้งน้ำไว้ให้สัญญาแก่มารดาบิดาแล้วจึงไปสู่ป่า เพราะฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนี้.
               บทว่า อภิวิสฺสฏฺโฐ แปลว่า ทรงคุ้นเคยอย่างยิ่ง.
               บทว่า ปีติสุขํ น วิชหํ ความว่า ฆฏิการะช่างหม้อไม่ละปีติสุขตลอดไป โดยแท้จริง ฆฏิการะช่างหม้อระลึกอยู่เนืองๆ ไม่ว่าขณะใดๆ เป็นกลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม ทั้งในบ้านทั้งในป่าว่า พระผู้ยอดบุคคลในโลกที่เรียกว่า พร้อมทั้งเทวโลก ทรงเข้ามาในบ้านเรา ถือเอาอามิสไปบริโภค ช่างเป็นลาภของเราหนอ ปีติมีวรรณะ ๕ ย่อมเกิดขึ้นทุกขณะๆ. ท่านกล่าวคำนั้นหมายถึงเรื่องนี้.
               บทว่า กโฬปิยา แปลว่า จากกระเช้า.
               ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอย่างนี้ได้หรือ.
               ตอบว่า เป็นเหตุอันชอบธรรม เช่นเดียวกับข้าวในบาตรของภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำอย่างนั้น.
               อนึ่ง การบัญญัติสิกขาบทย่อมมีแก่พระสาวกทั้งหลายเท่านั้น ชื่อว่าเขตแดนแห่งสิกขาบทย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เหมือนอย่างว่าดอกไม้และผลไม้ที่มีอยู่ในพระราชอุทยาน คนเหล่าอื่นเก็บดอกไม้และผลไม้เหล่านั้นไปย่อมมีโทษ ส่วนพระราชาทรงบริโภคได้ตามพระราชอัธยาศัย ข้อนี้ก็มีอุปไมยเหมือนอย่างนั้น. ส่วนเถระผู้อยู่ ณ ฝั่งสมุทรข้างโน้น กล่าวว่า ได้ยินว่า พวกเทวดาทั้งหลายจัดแจงถวายแล้ว ดังนี้.
               บทว่า หรถ ภนฺเต หรถ ภทฺรมุขา ความว่า ลูกของเรา เมื่อถามว่าจะไปไหน. ก็ตอบว่า ไปสำนักพระทศพล. มัวไปที่ไหนเสียกระมังหนอ จึงไม่รู้ว่าที่ประทับของพระศาสดารั่ว เป็นผู้มีจิตยินดีแล้วในการถือเอา มีความสำคัญว่าไม่มีความผิด จึงกล่าวอย่างนั้น.
               บทว่า เตมาสํ อากาศจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ ความว่า
               ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลยไปเดือนหนึ่ง สำหรับฤดูฝน ๔ เดือน จึงทรงให้ภิกษุไปนำหญ้ามุงมา เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น.
               อนึ่ง ความเฉพาะบทในเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้.
               ชื่อว่ามีอากาศเป็นเครื่องมุง เพราะอรรถว่าอากาศเป็นเครื่องมุงของเรือนนั้น.
               บทว่า น จาติวสฺสิ๔- ความว่า มิใช่ว่าฝนจะไม่รั่วอย่างเดียวตามธรรมดา หยดน้ำแม้สักหยดหนึ่งมิได้รั่วแล้วในภายในที่น้ำตกแห่งชายคาที่เรือนฆฏิการะช่างหม้อนี้ฉันใด แม้ลมและแดดก็ไม่ทำความเบียดเบียนเหมือนดังภายในเรือนที่มีเครื่องมุงอันแน่นหนาฉันนั้น. การแผ่ไปแห่งฤดูก็ได้มีตามธรรมดานั่นเอง. ในภายหลังเมื่อนิคมนั้นแม้ร้างไปแล้ว ที่ตรงนั้น ฝนก็ไม่ตกรดอยู่นั่นเทียว. พวกมนุษย์ เมื่อกระทำการงานในเมื่อฝนตกก็จะเก็บผ้าสาฏกไว้ที่ตรงนั้นแล้วกระทำการงาน. ที่ตรงนั้นจักเป็นเช่นนั้นเรื่อยไปตลอดการปรากฏกัปหนึ่ง. ก็อาการที่เป็นเช่นนั้นนั่นแล มิใช่ด้วยอิทธานุภาพของพระตถาคต แต่ด้วยคุณสมบัติของมารดาและบิดาของฆฏิการะช่างหม้อนั้นนั่นเทียว.
               แท้จริง มารดาและบิดาของฆฏิการะช่างหม้อนั้นมิได้เกิดโทมนัส เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงได้ในที่ไหนจึงทรงให้ทำการรื้อหลังคานิเวสน์ของเราผู้ตาบอดทั้งสองคน. แต่เกิดความโสมนัสอย่างมีกำลังมิใช่น้อยแก่เขาว่า พระผู้ยอดบุคคลในโลกทั้งเทวโลกให้มานำหญ้าจากนิเวศน์ของเราไปมุงพระคันธกุฎี ดังนี้.
               บัณฑิตพึงทราบว่า ปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นด้วยคุณสมบัติของมารดาบิดาฆฏิการะช่างหม้อนั้นนั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๔- ฉํ น เทโวติวสฺสิ

               ในคำว่า ตณฺฑุลวาหสตาทิ นี้ พึงทราบว่า สองร้อยเกวียนเป็นวาหะหนึ่ง.
               คำว่า เครื่องแกงอันสมควรแก่ข้าวสารนั้น ความว่า วัตถุมีน้ำมันน้ำอ้อยเป็นต้นที่สมควรแก่ข้าวสารนั้นเพื่อสูปะ. ได้ยินว่า พระราชาทรงส่งของมีประมาณเท่านี้ไปด้วย ทรงสำคัญว่า ภัตรจักมีแก่ภิกษุพันรูปเพื่อประโยชน์ไตรมาส.
               คำว่า อย่าเป็นของข้าพเจ้าเลย จงเป็นของหลวงเถิด ฆฏิการะช่างหม้อปฏิเสธแล้ว
               เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้บรรลุความมีความปรารถนาน้อย.
               ได้ยินว่า ฆฏิการะช่างหม้อนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาไม่เคยทรงเห็นเรา ส่งมาแล้วเพื่ออะไรหนอแล. แต่นั้นจึงดำริว่า พระศาสดาเสด็จไปยังพระนครพาราณสี พระองค์เมื่อถูกพระราชาทูลวิงวอนให้อยู่จำพรรษา ก็ตรัสบอกว่า ทรงรับปฏิญญาของเราไว้แล้วจะตรัสบอกคุณกถาของเราแน่แท้ ก็ผู้ที่มีลาภแห่งคุณกถาที่ได้แล้ว ย่อมเป็นเหมือนลาภที่คนฟ้อน ฟ้อนแล้วจึงได้ และเหมือนลาภที่คนขับ ขับแล้วได้แล้ว ประโยชน์อะไรด้วยสิ่งนี้แก่เรา เราอาจกระทำการบำรุงทั้งมารดาและบิดา ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยลาภที่เรากระทำการงานแล้วเกิดขึ้น ดังนี้.
               คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถาฆฏิการสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค ฆฏิการสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 13 / 1อ่านอรรถกถา 13 / 389อรรถกถา เล่มที่ 13 ข้อ 403อ่านอรรถกถา 13 / 423อ่านอรรถกถา 13 / 734
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=6596&Z=6824
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :