ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค
ปิยชาติกสูตร ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก

               ๗. อรรถกถาปิยชาติกสูตร               
               ปิยชาติกสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เนว กมฺมนฺตา ปฏิภนฺติ ความว่า การงานย่อมไม่ปรากฏทั้งสิ้นโดยประการทั้งปวง คือย่อมไม่ปรากฏโดยการกำหนดตามปรกติ.
               แม้ในบทที่สองก็นัยนี้นั่นเทียว.
               ก็บทว่า น ปฏิภนฺติ ในพระสูตรนี้ แปลว่า ไม่ถูกใจ.
               บทว่า อาหฬนํ แปลว่า ป่าช้า.
               บทว่า อญฺญถตฺตํ ได้แก่ ความเป็นโดยประการอื่น เพราะมีวรรณะแปลกไป. ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ ชื่อว่าอินทรีย์. แต่คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงโอกาสที่อินทรีย์ตั้งอยู่แล้ว.
               บทว่า ปิยชาติกา ความว่า ย่อมเกิดจากความรัก.
               บทว่า ปิยปฺปภูติกา ความว่า มีมาแต่ของที่รัก.
               บทว่า สเจ ตํ มหาราช ความว่า แม้กำหนดความหมายของพระดำรัสนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น ด้วยความศรัทธาในพระศาสดา.
               บทว่า จร ปิเร ความว่า เธอจงหลบไปทางอื่นเสีย หมายความว่า เธออย่ายืนอยู่ที่นี้ก็ได้.
               อนึ่ง บทว่า จร ปิเร คือ เธอจงไปทางอื่น. อธิบายว่า อย่ายืนในที่นี้บ้าง.
               บทว่า ทฺวิธา เฉตฺวา ความว่า ตัดกระทำให้เป็น ๒ ส่วน ด้วยดาบ.
               บทว่า อตฺตานํ อุปฺปาเลสิ ความว่า เอาดาบนั่นแหละแหวะท้องของตน. ก็ถ้าหญิงนั้นไม่เป็นที่รักของชายนั้น บัดนี้ชายนั้นไม่พึงฆ่าตนด้วยคิดว่า เราจักหาหญิงอื่น. แต่เพราะหญิงนั้นเป็นที่รักของชายนั้น ฉะนั้น ชายนั้นปรารถนาความพร้อมเพรียงกับหญิงนั้นแม้ในปรโลก จึงได้กระทำอย่างนั้น.
               คำว่า พระกุมารีพระนามว่าวชิรี เป็นที่โปรดปรานของพระองค์หรือ ความว่า ได้ยินว่า พระนางนั้นได้มีดำริอย่างนี้ พระนางกล่าวอย่างนั้น เพราะคิดว่า ถ้าเราจะพึงกล่าวถ้อยคำเป็นต้นว่า ข้าแต่มหาราช เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้ ยังมีหญิงอื่นอีก พระองค์จะพึงปฏิเสธเราว่า ใครได้กระทำอย่างนั้นแก่เจ้า จงถอยไป ข้อนั้นย่อมไม่มี เราจักยังหญิงนั้นให้เข้าใจด้วยอาการที่เป็นไปอยู่นั่นเทียว.
               ในบทว่า วิปริณามญฺญถาภาวา นี้ บัณฑิตพึงทราบความเปลี่ยนแปลงเพราะความตาย คือความเป็นโดยประการอื่น ด้วยการหนีไปกับใครๆ ก็ได้.
               บทว่า วาสภาย ความว่า พระเทวีของพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่าวาสภา ท่านกล่าวหมายถึงพระนางนั้น.
               บทว่า ปิยา เต อหํ ท่านกล่าวในภายหลังทั้งหมด เพราะเหตุไร.
               ได้ยินว่า ความดำริอย่างนี้ได้มีแล้วแก่พระนางนั้น จึงทูลถาม ในภายหลังทั้งหมดเพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งถ้อยคำว่า พระราชานี้ทรงกริ้วเรา ถ้าเราจะพึงถามก่อนคนอื่นทั้งหมดว่า หม่อมฉันเป็นที่รักของพระองค์หรือ พระองค์ก็จะพึงตรัสว่า เจ้ามิได้เป็นที่รักของเรา จงหลีกไปทางอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้อยคำก็จักไม่ได้ตั้งขึ้น. บัณฑิตพึงทราบความเปลี่ยนแปลงโดยความเป็นผู้ถูกทิ้งไว้ในแคว้นกาสีโกศล ความเป็นโดยประการอื่นโดยอยู่ในเงื้อมมือพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ทั้งหลาย (ราชศัตรู).
               บทว่า อาจเมหิ ความว่า เจ้าจงเอาน้ำบ้วนปากมา. พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงบ้วนแล้ว ทรงล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ทรงกลั้วพระโอษฐ์แล้วประสงค์จะนมัสการพระศาสดา จึงตรัสอย่างนั้น.
               คำที่เหลือในที่ทุกแห่งตื้นทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถาปิยชาติกสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค ปิยชาติกสูตร ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก จบ.
อ่านอรรถกถา 13 / 1อ่านอรรถกถา 13 / 521อรรถกถา เล่มที่ 13 ข้อ 535อ่านอรรถกถา 13 / 549อ่านอรรถกถา 13 / 734
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=8452&Z=8627
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com