ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค
กินติสูตร

               ๓. อรรถกถากินติสูตร               
               กินติสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในกินติสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.
               บทว่า กุสินารายํ ได้แก่ ในมณฑลประเทศที่มีชื่ออย่างนี้.
               บทว่า พลิหรเณ ความว่า ชนทั้งหลายนำพลีมาเซ่นสรวงภูตทั้งหลายในไพรสณฑ์นั้น เพราะฉะนั้น ไพรสณฑ์นั้นจึงเรียกว่า เป็นที่นำพลีมาเซ่นสรวง.
               บทว่า จีวรเหตุ แปลว่า เพราะเหตุจีวร อธิบายว่า หวังได้จีวร.
               บทว่า อิติ ภวาภวเหตุ ความว่า พวกเธอได้มีความคิดอย่างนี้หรือว่า พระสมณโคดมแสดงธรรมด้วยความหวังว่า เราจักอาศัยบุญกิริยาวัตถุอันสำเร็จด้วยการแสดงธรรมแล้ว จักได้เสวยสุขในภพนั้นๆ ด้วยประการอย่างนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการมีว่าสติปัฏฐาน ๔ ดังนี้เป็นต้น ทั้งโลกิยะและโลกุตระทีเดียว.
               บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในธรรม ๓๗ ประการนั้น.
               บทว่า สิยุ ํ แปลว่า พึงเป็น.
               บทว่า อภิธมฺเม ได้แก่ ในธรรมอันวิเศษยิ่ง. อธิบายว่า ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเหล่านี้.
               บทว่า ตตฺร เจ แม้นี้เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่า โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเท่านั้น.
               ในคำนี้ที่ว่า อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ดังนี้ เมื่อกล่าวว่า กายสติปัฏฐาน เวทนาสติปัฏฐาน เป็นการต่างกันโดยอรรถ แต่เมื่อกล่าวว่า (กาย เวทนา) ในสติปัฏฐาน ดังนี้ ย่อมชื่อว่าต่างกันโดยพยัญชนะ.
               บทว่า ตทิมินาปิ ความว่า พึงเทียบอรรถและพยัญชนะแล้วชี้ถึงความที่อรรถถือเอาความเป็นอย่างอื่น และพยัญชนะที่ลงไว้ผิดว่า ท่านทั้งหลายจงทราบ (ความต่างกัน) นั้น ด้วยเหตุแม้นี้ อรรถและพยัญชนะเป็นเหตุให้เข้าใจความนั่นแล เป็นธรรมและวินัย ในคำว่า โย ธมฺโม โย วินโย นี้.
               ในคำว่า อตฺถโต หิ โข สเมติ นี้ ท่านถือเอาว่าสตินั่นแล เป็นสติปัฏฐาน.
               บทว่า ต่างกันโดยพยัญชนะ ความว่า พยัญชนะอย่างเดียวเท่านั้น ลงไว้ผิดว่า สติปัฏฐาโน หรือ สติปัฏฐานา ดังนี้.
               บทว่า อปฺปมตฺตกํ โข ความว่า ครั้นพอถึงพระสูตร พยัญชนะย่อมชื่อว่าไม่เป็นประมาณเลย แม้ในการยกพยัญชนะที่มีเสียงเบา ทำให้มีเสียงหนัก (คือพยัญชนะที่เป็นธนิต) อาจกลายเป็นพยัญชนะดับได้.
               ในข้อนี้ มีเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง
               ได้ฟังมาว่า พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งอยู่ในวิชยารามวิหาร เมื่อนำเอาพระสูตรมาบอกกรรมฐานแก่พระภิกษุ ๒ รูป กล่าวให้มีเสียงหนักไปว่า ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวว่า สมุทธะ สมุทธะ ดังนี้. ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อะไร ชื่อสมุทธะขอรับ. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุเมื่อกล่าวว่าสมุทธะก็ดี กล่าวว่าสมุททะก็ดี พวกเราก็ย่อมรู้ว่า (หมายถึง) ทะเล น้ำเค็มนั่นแหละ. ก็พวกเธอไม่ค้นหาเนื้อความ ค้นหาแต่พยัญชนะ พวกเธอจงไปพิสูจน์พยัญชนะ ในสำนักของภิกษุผู้ชำนาญเรื่องพยัญชนะในมหาวิหารเถิด ดังนี้แล้ว ไม่บอกกรรมฐานเลย ลุกไปเสีย. ครั้นต่อมา ท่านพระเถระขีณาสพองค์นั้นให้ตีกลองในมหาวิหาร (เป็นสัญญาณให้มาประชุมกัน) แล้วกล่าวปัญหาในมรรค ๔ แก่หมู่ภิกษุแล้วก็นิพพาน. พอถึงพระสูตร พยัญชนะชื่อว่าไม่เป็นประมาณอย่างนี้.
               แต่พอถึงพระวินัย จะชื่อว่าไม่เป็นประมาณไม่ได้. เพราะแม้การบวชเป็นสามเณร ต้องบริสุทธิ์ ๒ อย่าง (คืออรรถและพยัญชนะ) จึงจะควร. แม้กรรมมีการอุปสมบทเป็นต้น ก็ย่อมกำเริบได้ ด้วยเหตุเพียงทำเสียงเบา ให้เป็นเสียงหนักเป็นต้น. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวคำนี้โดยหมายถึงพยัญชนะในพระสูตร.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ในจตุตถวาร กล่าวแย้งกันเพราะเหตุไร?
               ตอบว่า กล่าวแย้งกันเพราะสัญญาว่า เราย่อมกล่าวสตินั่นแหละว่าสติปัฏฐาน ท่านผู้นี้กล่าวว่า กายสติปัฏฐาน. แม้ในพยัญชนะก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า น โจทนาย โจทิตพฺพํ ได้แก่ อย่าเพ่งโจทด้วยความต้องการโจท เพราะบุคคลบางคนถูกเขาพูดทักว่า มีต่อมเท่าเมล็ดผักกาดที่หน้าผาก (ของท่าน) ก็กล่าวว่า ท่านเห็นต่อมเท่าเมล็ดผักกาดที่หน้าผากของเรา (แต่) ไม่เห็นหัวฝีใหญ่เท่าลูกตาลสุกที่หน้าผากของตัว ดังนี้. เพราะฉะนั้น ตัวบุคคลควร (จะต้อง) สอบสวน.
               บทว่า ไม่มีทิฏฐิมั่น คือไม่มีทิฏฐิในการยึดถือ คือไม่ถือมั่น เหมือนใส่จระเข้ไว้ในหัวใจ.
               บทว่า อุปฆาโต ความว่า ก่อความทุกข์ เพราะความเป็นคนดุ เหมือนถูกเสียดสีที่แผล.
               บทว่า สุปฏินิสฺสคฺคี สละคืนได้ง่าย ความว่า แม้กล่าวหนึ่งวาระสองวาระว่า ผมต้องอาบัติชื่อไร ต้องเมื่อไร ดังนี้ หรือว่า ท่านต้องอาบัติแล้ว อุปัชฌาย์ของท่านต้องอาบัติแล้ว ดังนี้ แล้วเตือนให้ระลึกว่า ท่านขอรับ ท่านต้องอาบัติชื่อโน้น ในวันชื่อโน้น ท่านจงค่อยๆ นึกเถิด ดังนี้ จักสละได้เพียงนั้นทีเดียว.
               บทว่า วิเหสา ความลำบาก ได้แก่ความลำบากกายและใจ ของบุคคลผู้ชักเอาความและเหตุเป็นอันมากมา.
               บทว่า สกฺโกมิ ความว่า ก็บุคคลเห็นปานนี้ได้โอกาสแล้ว เมื่อใครกล่าวว่า ท่านต้องอาบัติแล้วขอรับ จะกล่าวว่าต้องเมื่อไร ในเรื่องอะไร เมื่อเขากล่าวว่า ในวันโน้น ในเรื่องโน้น จะกล่าวว่า ผมนึกไม่ได้ดอกคุณ. แต่นั้นอันคนอื่นกล่าวมากมายให้ระลึกว่า ท่านจงค่อยๆ นึกเถิดขอรับ ดังนี้ พอระลึกได้ก็ย่อมสละเสีย (คือปลงอาบัติ). เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สกฺโกมิ ดังนี้ พึงทราบเนื้อความในทุกๆ บทโดยนัยนี้.
               บทว่า อุเปกฺขา นาติมญฺญิตพฺพา ไม่พึงละเลยอุเบกขา ความว่า ไม่พึงล่วงเลยอุเบกขา. อธิบายว่า พึงทำ พึงให้อุเบกขาเกิดขึ้น. ก็บุคคลใดแม้เห็นบุคคลปานนี้ ยืนถ่ายปัสสาวะก็พูดว่า ควรนั่งมิใช่หรือคุณดังนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่าล่วงเลยอุเบกขา.
               บทว่า วจีสงฺขาโร แปลว่า พูดยุแหย่. อธิบายว่า ชักนำคำที่คนพวกนี้กล่าวในระหว่างคนพวกโน้น ชักนำคำที่คนพวกโน้นกล่าวในระหว่างคนพวกนี้ว่า ท่านทั้งหลายถูกคนพวกนี้กล่าวอย่างนี้ๆ. ตรัสภาวะที่จิตไม่ยินดีด้วยบททั้งหลาย มีอาทิว่า ทิฏฺฐิปลาโส ดังนี้.
               บทว่า ตํ ชานมาโน สมาโน ครเหยฺย ความว่า พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบเรื่องนั้นพึงทรงตำหนิพวกเรา.
               บทว่า เอตํ ปนาวุโส ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คือความทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น.
               บทว่า ตญฺเจ ได้แก่ ภิกษุผู้กระทำสัญญัติ (การประกาศให้รู้) รูปนั้น.
               บทว่า เอวํ พฺยากเรยฺย ความว่า เมื่อจะแสดงเหตุที่ภิกษุกระทำสัญญัติ ไม่พูดว่าภิกษุเหล่านั้น เราให้ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์แล้วดังนี้ นั้นแหละ พึงพยากรณ์อย่างนี้.
               สาราณียธรรมท่านหมายว่า ธรรมในคำนี้ที่ว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตุวา ดังนี้.
               ก็ในบทมีอาทิว่า น เจ อตฺตานํ ดังนี้ ภิกษุผู้กล่าวว่า ไฟประมาณเท่าพรหมโลกนี้ ตั้งขึ้นแล้ว เว้นเราเสีย ใครจะสามารถให้ไฟนั้นดับได้ดังนี้ ชื่อว่ายกตน. ภิกษุผู้พูดว่า คนประมาณเท่านี้เทียวพูดกันไปก็ไม่ได้โอกาส ชื่อว่าผู้สามารถจะยังเรื่องราวประมาณเท่านี้ให้ดับลง ย่อมไม่มีแม้สักคนเดียว ดังนี้ ชื่อว่าข่มคนอื่น ภิกษุนี้ย่อมไม่ทำแม้ทั้งสองอย่าง. ก็การพยากรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าธรรม ในที่นี้. การกระทำสัญญัติของภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าธรรมอันสมควร. ภิกษุนี้ชื่อว่า พยากรณ์ธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น.
               คำว่า น จ โกจิ สหธมฺมิโก ความว่า การกล่าวของอาจารย์หรือการกล่าวตามของศิษย์ไรๆ อื่นอันสมแก่เหตุที่ภิกษุนั้นกล่าวด้วยบททั้งหลาย ไม่น่าจะต้องตำหนิ.
               บทที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถากินติสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค กินติสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 14 / 1อ่านอรรถกถา 14 / 28อรรถกถา เล่มที่ 14 ข้อ 42อ่านอรรถกถา 14 / 51อ่านอรรถกถา 14 / 853
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=793&Z=939
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com