ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค
ภัทเทกรัตตสูตร

               วิภังควัคควัณณนา               
               ๑. อรรถกถาภัทเทกรัตตสูตร               
               ภัทเทกรัตตสูตร มีคำขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
               ในภัทเทกรัตตสูตรนั้น บทว่า ภทฺเทกรตฺตสฺส ความว่า ชื่อว่าผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ เพราะความที่เขาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการตามประกอบวิปัสสนา.
               บทว่า อุทฺเทสํ ได้แก่ มาติกา.
               บทว่า วิภงฺคํ ได้แก่ บทที่พึงแจกแจงโดยพิสดาร.
               บทว่า อตีตํ ได้แก่ ในขันธ์ห้าที่ล่วงแล้ว.
               บทว่า นานฺวาคเมยฺย ความว่า ไม่ควรนึกถึงด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย.
               บทว่า นปฺปฏิกงฺเข ความว่า ไม่พึงปรารถนาด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย.
               บทว่า ยทตีตํ นี้ในคาถานี้เป็นการกล่าวถึงเหตุ. เพราะสิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว ดับแล้ว ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วนั้นอีก.
               อนึ่ง เพราะสิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ถึง ยังไม่เกิด ยังไม่บังเกิด เพราะฉะนั้น บุคคลไม่พึงปรารถนาสิ่งที่ยังไม่มาถึงแม้นั้น.
               บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ความว่า บุคคลผู้เข้าถึงธรรมแม้ปัจจุบันในธรรมใดๆ เห็นแจ้งธรรมนั้น ด้วยอนุปัสสนา ๗ อย่างมีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นในธรรมนั้นๆ เทียว.
               อีกอย่างหนึ่ง บุคคลเห็นแจ้งในธรรมนั้นๆ ในที่ทั้งหลายมีป่าเป็นต้น.
               บทว่า อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงวิปัสสนาและปฏิวิปัสสนา.
               จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมไม่ง่อนแง่น ย่อมไม่คลอนแคลนด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะฉะนั้น วิปัสสนานั้นชื่อว่า อสํหิรํ ไม่ง่อนแง่น ชื่อว่า อสํกุปฺปํ ไม่คลอนแคลน.
               ท่านกล่าวอธิบายว่า บุคคลพึงพอกพูน พึงเจริญ พึงเห็นแจ้งเฉพาะวิปัสสนานั้น.
               อีกประการหนึ่ง นิพพานย่อมไม่ง่อนแง่น ย่อมไม่คลอนแคลนด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นจึงชื่อว่า อสํหิรํ อสํกุปฺปํ แปลว่า ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน.
               อธิบายว่า ภิกษุผู้บัณฑิตรู้แจ้งแล้ว พึงพอกพูนนิพพานนั้น คือเมื่อยังไม่บรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ ก็พึงเจริญบ่อยๆ. ก็เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุผู้พอกพูนนั้น.
               บทว่า อชฺเชว กิจฺจํ อาตปฺปํ ความว่า ความเพียรที่ได้ชื่อว่าอาตัปปะ เพราะเผากิเลสทั้งหลายหรือยังกิเลสทั้งหลายให้เร่าร้อนทั่ว พึงทำในวันนี้แหละ.
               บาทคาถาว่า โก ชญฺญา มรณํ สุเว ความว่า ใครเล่าจะรู้ความเป็นอยู่หรือความตายในวันพรุ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พึงทำความเพียรอย่างนี้ว่า ก็ความเนิ่นช้าย่อมมีในวันนี้ เท่านั้นว่า เราจักทำทาน หรือจักรักษาศีล ก็หรือจักทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งในวันนี้แหละ เราไม่ยังจิตให้เกิดขึ้นว่า เราจักรู้ในวันพรุ่งหรือในวันมะรืน จักทำในวันนี้แหละ.
               บทว่า มหาเสเนน ความว่า ก็การณ์แห่งความตายมีหลายอย่างมีไฟ ยาพิษและศัสตราเป็นต้น คือเสนาของมัจจุราชนั้น ความผัดเพี้ยนกล่าวคือการทำสันถวไมตรีอย่างนี้ว่า ท่านจงรอสอง-สามวันก่อน จนกว่าข้าพเจ้าจะทำกรรมเป็นที่พึ่งของตนมีการบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น หรือกล่าวคือการให้สินจ้างอย่างนี้ว่า ท่านจงถือเอาหนึ่งร้อย หรือหนึ่งแสนนี้แล้วรอสอง-สามวัน หรือกล่าวคือ กองพลอย่างนี้ว่า เราจักต้านทานด้วยกองพลนี้ ดังนี้กับมัจจุราชเห็นปานนี้ซึ่งมีเสนาใหญ่ด้วยอำนาจแห่งเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มี.
               ก็บทว่า สงฺคโร ความผัดเพี้ยนนั้นเป็นชื่อแห่งการทำสันถวไมตรี การให้สินจ้างและกองพล เพราะฉะนั้น เนื้อความนี้ได้กล่าวแล้ว.
               บทว่า อตนฺทิตํ ได้แก่ ผู้ไม่เกียจคร้าน คือขยัน.
               บุคคลนั้นชื่อว่าผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า ภทฺเทกรตฺโต ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ.
               พระมุนีคือพระพุทธเจ้า ชื่อว่าทรงสงบแล้ว เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสงบแล้ว ตรัสเรียกบุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้นั้นว่า บุคคลนี้ ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ด้วยประการฉะนี้.
               ในบททั้งหลาย มีอาทิว่า เอวํรูโป แม้มีรูปดำมีวรรณะดุจแก้วมณี อินทนีล. หรือบทว่า อโหสึ ความว่า เรามีรูปอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งรูปอันพึงพอใจอย่างนี้นั้นเทียว. เรามีเวทนาอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและโสมนัสเวทนาอันเป็นกุศล มีสัญญาอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งธรรมทั้งหลายมีสัญญาเป็นต้น ซึ่งประกอบพร้อมด้วยเวทนานั้นเทียว มีสังขารอย่างนี้ มีวิญญาณอย่างนี้.
               บทว่า อตีตมทฺธานํ ความว่า รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ได้แก่ รำพึง คล้อยตามตัณหาในรูปเป็นต้นเหล่านั้น. ย่อมไม่สำคัญว่า เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งรูปที่เลวเป็นต้น ฯลฯ มีวิญญาณอย่างนี้.
               บทว่า นนฺทึ น สมนฺวาเนติ ความว่า ตัณหาหรือทิฐิอันสัมปยุตด้วยตัณหา อันบุคคลย่อมไม่ให้เป็นไป. พึงทราบความรำพึงถึงความเพลิดเพลิน กล่าวคือความเป็นไปแห่งตัณหาและทิฐิ ด้วยอำนาจแห่งรูปอันประณีต และพึงพอใจเป็นต้นเทียว แม้ในบทว่า เอวํรูโป สิยํ เป็นต้น.
               บทว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ปจฺจุปนฺเนสุ ธมฺเมสุ สํหรติ นี้ ตรัสเพื่อทรงแสดงขยายอุทเทสว่า ก็บุคคลเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันในธรรมนั้นๆ อันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน.
               ก็บทว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ น วิปสฺสติ เป็นต้น พึงตรัสไว้ในพระสูตรนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังตรัสถึงวิปัสสนาว่า ไม่ง่อนแง่นและว่าไม่คลอนแคลน เพราะฉะนั้น เพื่อทรงแสดงความมีและความไม่มีแห่งวิปัสสนานั้นเทียว จึงทรงยกมาติกาว่า บุคคลง่อนแง่น ไม่ง่อนแง่น ดังนี้แล้วตรัสความพิสดาร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํหรติ ความว่า บุคคลชื่อว่าถูกตัณหาและทิฐิคร่าไป เพราะไม่มีวิปัสสนา.
               บทว่า น สํหรติ ความว่า ชื่อว่าไม่ถูกตัณหาและทิฐิคร่าไป เพราะมีวิปัสสนา.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถาภัทเทกรัตตสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค ภัทเทกรัตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 14 / 1อ่านอรรถกถา 14 / 504อรรถกถา เล่มที่ 14 ข้อ 526อ่านอรรถกถา 14 / 535อ่านอรรถกถา 14 / 853
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=7031&Z=7114
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :