ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค
อาเนญชสัปปายสูตร

               ๖. อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตร               
               อาเนญชสัปปายสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.
               บทว่า อนิจฺจา คือ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. บทว่า กามา หมายถึงวัตถุกามบ้าง กิเลสกามบ้าง. บทว่า ตุจฺฉา คือ ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากแก่นสาร คือความเที่ยง ความยั่งยืนและความเป็นตัวตน แต่ไม่ควรถือว่า “ไม่มี” ท่านอธิบายว่า เพราะเมื่อพูดว่า กำมือเปล่า ชื่อว่ากำมือไม่มี หามิได้. ก็สภาวะอันใด ไม่มีอะไรๆ ในภายใน สภาวะอันนั้นเรียกว่า ว่างเปล่า.
               บทว่า มุสา แปลว่า หายไป.
               บทว่า โมสธมฺมา ความว่า มีการหายไปเป็นสภาวะ คือไม่ปรากฏ เหมือนนา เหมือนสวน และเหมือนเงินทองที่หายไป ไม่ปรากฏเหมือนเห็นในฝัน ๒-๓ วันก็หายไป ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า มีการหายไปเป็นธรรมดา.
               บทว่า มายากตเมตํ ความว่า ย่อมปรากฏ เหมือนทำน้ำให้เห็นเป็นแก้วมณี ทำใบพุทราให้เห็นเป็นกหาปณะ ก็หรือสิ่งอื่นๆ เมื่อคนยืนใกล้ๆ มองดูสิ่งเห็นปานนั้น ของก็จะปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่เมื่อเลยที่ใกล้ไป สิ่งนั้นๆ ก็ปรากฏเป็นปกติอย่างเดิม. แม้กามทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน ท่านกล่าวว่าทำความลวง เพราะอรรถว่าปรากฏเป็นอีกอย่างหนึ่ง.
               อีกอย่างหนึ่ง นักเล่นกล เอาน้ำเป็นต้น มาแสดงลวงโดยทำให้เห็นเป็นแก้วมณีเป็นต้นฉันใด แม้กามทั้งหลายก็ฉันนั้น แสดงลวงสภาวะที่ไม่เที่ยงเป็นต้น โดยให้เห็นว่าเที่ยงเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าทำการลวง เพราะอรรถว่าเป็นตัวลวง.
               บทว่า พาลลาปนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นที่บ่นถึงของคนพาลเพราะทำให้คนพาลบ่นถึงอย่างนี้ว่า บุตรของเรา ธิดาของเรา เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้. บทว่า ทิฏฺฐฺธมฺมิกา กามา ได้แก่ กามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์. บทว่า สมฺปรายิกา ได้แก่ กามที่เหลือเว้นกามคุณ ๕. บทว่า ทิฏฺฐฺธมฺมิกา กามสญฺญา ได้แก่ สัญญาอันปรารภกามของมนุษย์เกิดขึ้น.
               บทว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ ความว่า กามด้วย กามสัญญาด้วย เหล่านั้นแม้ทั้งสองนั้นก็เป็นบ่วงแห่งมาร. เพราะว่ามารย่อมใช้อำนาจอยู่เหนือชนทั้งหลายผู้ยึดถือกามและสัญญาทั้งสองนั้น.
               คำว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ ดังนี้ ตรัสหมายเอาอำนาจของมารนั้น.
               ชนเหล่าใด ยึดถือกามเหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น ทรงหมายเอาอำนาจของมารนั้นจึงตรัสว่า นั่นเป็นวิสัยของมาร. แม้ในบาลีว่า มารสฺเสส วิสโย เป็นต้น เหมือนอย่างวิสัยของโจฬะก็เรียกว่าโจฬวิสัย วิสัยของปัณฑะก็เรียกว่าปัณฑวิสัย วิสัยของสังวรทั้งหลายก็เรียกว่าสังวรวิสัย ฉะนั้น มารก็ย่อมโปรยกามคุณ ๕ ประดุจพืชผักไว้ ก็ชนเหล่าใดยึดถือเอากามคุณ ๕ นั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่านั่นเป็นเหยื่อของมาร ดังนี้.
               เหมือนอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้นย่อมใช้อำนาจเหนือภูมิประเทศใด ภูมิประเทศนั้นเรียกว่าถิ่นช้าง ถิ่นม้า ถิ่นแพะฉันใด ชนเหล่าใดยึดถือกามคุณ ๕ เหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่านั่นเป็นโคจร (ถิ่น) ของมารดังนี้ฉันนั้น.
               บทว่า เอตฺถ ได้แก่ในกามเหล่านั้น.
               บทว่า มานสา คือ เกิดในจิต.
               ในข้อนั้น พึงมีคำถามว่า อภิชฌามีลักษณะเพ่ง ปรารภกามทั้งสองอย่าง และสารัมภะมีลักษณะแข่งดีเกินกว่าเหตุ จะเกิดขึ้นก็ช่างเถิด ส่วนพยาบาทเกิดขึ้นอย่างไร?
               พึงตอบว่า ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างนี้ คือ เมื่อของเราแม้ถูกชิงไปก็เศร้าโศก แม้ขาดไปก็เศร้าโศก. แม้มีความสำคัญว่าถูกชิงไปก็เศร้าโศก ความขุ่นเคือง ความขัดแค้นของจิตเห็นปานนี้.
               บทว่า เตว อริยสาวกสฺส ได้แก่ เตว อริยสาวกสฺส.
                อักษร เป็นเพียงอาคมสนธิ (การต่อโดยลงตัวอักษร).
               บทว่า อิธ มนุสิกฺขโต ความว่า กิเลสทั้ง ๓ เหล่านั้น ย่อมทำอันตรายแก่พระอริยสาวกผู้ศึกษาอยู่ในพระศาสนานี้.
               บทว่า อภิภุยฺย โลกํ ได้แก่ ครอบงำโลกคือกามคุณ.
               บทว่า อธิฏฺฐาย มนสา ได้แก่ อธิษฐานอารมณ์ของฌานด้วยจิต.
               บทว่า อปริตฺตํ ได้แก่ กามาวจรจิตชื่อปริตตะ. มหัคคตจิตชื่อว่าอปริตตะ เพราะปฏิเสธกามาวจรจิตนั้น.
               แม้คำว่า ปมาณํ ได้แก่ กามาวจรจิตนั่นเอง. รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต ชื่อว่าอัปปมาณ.
               ก็คำว่า สุภาวิตํ นี้ ไม่ใช่ชื่อของกามาวจรจิตเป็นต้น แต่เป็นชื่อของโลกุตรจิตเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ด้วยอำนาจของคำว่า สุภาวิตํ นั้น
               คำว่า อปริตฺตํ อปฺปมาณํ สุภาวิตํ ดังนี้ ทั้งหมด ควรเป็นชื่อของโลกุตระเท่านั้น.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากอยู่ด้วยการห้ามกามเสียได้.
               บทว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ ได้แก่ จิตย่อมผ่องใสในเหตุ.
               ก็เหตุในคำว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ นี้ คืออะไร? คือพระอรหัตหรือวิปัสสนาของพระอรหัต จตุตถฌาน หรืออุปจารของจตุตถฌาน.
               ในคำว่า สมฺปสาเท สติ นี้ ความผ่องใสมี ๒ อย่าง คือความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ และความผ่องใสด้วยการได้มา. ก็เมื่อมหาภูตรูปเป็นต้นปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เริ่มตั้งวิปัสสนา เพื่อพระอรหัตอยู่ มหาภูตรูปเหล่านี้ย่อมปรากฏ อุปาทายรูปย่อมปรากฏ นามรูปย่อมปรากฏโดยทำนองใด. ปัจจัยทั้งหลายย่อมปรากฏโดยประการทั้งปวง วิปัสสนาอันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์ย่อมปรากฏโดยทำนองนั้น. ความหวังในพระอรหัตที่ยังไม่ได้นั่นแลว่า เราจักยึดเอาพระอรหัตให้ได้ในวันนี้ ดังนั้น ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าย่อมได้ความน้อมใจเชื่อ.
               อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อต้องการจตุตถฌาน พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ย่อมข่มนิวรณ์เหล่านี้ได้ โดยทำนองใดกิเลสทั้งหลายย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น สังขารปรากฏชัดแจ่มแจ้ง เหมือนโลกอื่นปรากฏแก่ท่านผู้ได้ทิพยจักษุ. จิตตุปบาทย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ เหมือนติดอยู่ที่ก้อนปูนฉาบ ความหวังในฌานที่ยังไม่ได้ว่าเราจักทำจตุตถฌานให้เกิดในวันนี้แหละดังนี้ ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าได้เฉพาะการน้อมใจเชื่อโดยทำนองนั้น นี้ชื่อว่าความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ. เมื่อความผ่องใสนี้มีอยู่. ก็ท่านผู้ใดได้พระอรหัตหรือจตุตถฌาน จิตของท่านผู้นั้น ย่อมผ่องใสแท้. ก็ในที่นี้ เพราะพระบาลีว่า “จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ” การได้วิปัสสนาเพื่อพระอรหัต และอุปจารแห่งจตุตถฌาน พึงทราบว่า ความผ่องใสด้วยการได้.
               จริงอยู่ วิปัสสนาเป็นเหตุแห่งการน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา อุปจารเป็นเหตุแห่งการถึงอาเนญชสมาบัติ. ในคำนี้ที่ว่า เข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน ดังนี้ พึงเปลี่ยนบทนี้ เสีย (บ้าง) ว่า น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา หรือเข้าถึงอาเนญชสมาบัติในปัจจุบัน ดังนี้ แล้วพึงทราบเนื้อความ (ตามนั้น) ท่านอธิบายว่า เมื่อความผ่องใสนั้นมีอยู่ ย่อมน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน. อธิบายว่า ทำให้แจ้งพระอรหัต หรือว่า เมื่อยังไม่รู้แจ้งพระอรหัตนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญสมาบัติ.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺญาย อธิมุจฺจติ ได้แก่ ทำอรหัตมรรคให้เกิดขึ้น. หรือว่าเมื่อยังไม่รู้แจ้งอรหัตมรรคนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ. เมื่อไม่อาจทำแม้อรหัตมรรคให้เกิด ย่อมทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ในปัจจุบัน หรือว่าเมื่อยังไม่รู้แจ้งสัจจะ ๔ นั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญสมาบัติ.
               ในข้อนั้น มีนัยดังต่อไปนี้.
               ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อ (จะได้) จตุตถฌาน นิวรณ์ทั้งหลายของภิกษุนั้นย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น จิตย่อมตั้งมั่น โดยอุปจารสมาธิ. ภิกษุนั้นกำหนดรูปและอรูปเป็นอารมณ์ กำหนดปัจจัยเป็นอารมณ์ กำหนดวิปัสสนาอันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์. ภิกษุนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ฌานของเราพึงเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษด้วยอุปจารสมาธิ ความที่ฌานเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษก็ช่างเถอะ เราจักทำความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด (ตรัสรู้) ดังนี้ เจริญวิปัสสนา ย่อมทำให้แจ้งพระอรหัต. กิจของภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. แต่เมื่อไม่สามารถทำให้แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็จะมีใจท้อถอย ตั้งอยู่ในระหว่างไม่ได้ ก็เข้าจตุตถฌาน.
               ถามว่า เหมือนอะไร?
               ตอบว่า เหมือนบุรุษคิดว่าจักฆ่าควายป่า จึงถือหอกออกตามไป ถ้าฆ่ามันได้ก็จะป่าวร้องแก่ชาวบ้านทั้งสิ้น แต่เมื่อไม่อาจฆ่ามันได้ ก็ฆ่าเนื้อตัวเล็กๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทางเต็มหาบแล้วก็กลับมาเท่านั้นฉันใด พึงทราบการที่ภิกษุนี้ทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำบริกรรมเพื่อจตุตถฌาน เหมือนบุรุษถือหอกออกติดตามควายป่า พึงทราบการที่ภิกษุคิดว่า ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษจะพึงมีแก่ผู้พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษก็ช่างเถอะ เราจักกระทำฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด (ให้ได้) ดังนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาทำให้แจ้งพระอรหัต เหมือนการจะฆ่าควายป่า พึงทราบการที่ภิกษุเมื่อไม่สามารถทำให้แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็ถอยมาเข้าจตุตถฌาน เหมือนบุรุษไม่สามารถฆ่าควาย ก็ฆ่าเนื้อเล็กๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทางเต็มหาบแล้วจึงไปฉันนั้น. แม้ในการประกอบความแห่งการเจริญมรรคและการทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสถานที่เกิดของภิกษุผู้ไม่อาจทำให้แจ้งพระอรหัต จึงตรัสคำว่า กายสฺส เภทา ดังนี้ เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แปลว่า เหตุใด. อธิบายว่า วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงมีคือเหตุเครื่องเข้าถึงความไม่หวั่นไหว มีอยู่.
               ก็บทว่า ตํสํวตฺตนิกํ ในคำนี้ได้แก่ เป็นไปพร้อมเพื่อภิกษุนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นไป คือบังเกิดด้วยวิญญาณอันเป็นวิบากใด วิญญาณนั้นพึงเป็น (วิญญาณอันเข้าถึงความไม่หวั่นไหว).
               บทว่า อาเนญฺชูปคตํ ความว่า พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาวะอันไม่หวั่นไหวอันเป็นกุศล. อธิบายว่า พึงเป็นเช่นนั้นทีเดียว. อาจารย์บางพวกกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นกุศล.
               บทว่า ยํ ความว่า กุศลวิญญาณใดอันเป็นไปพร้อม คือเป็นเหตุแห่งอุปบัติเพื่อภิกษุนั้น พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงความไม่หวั่นไหว วิญญาณนั้นแม้ในเวลาเป็นวิบากก็พึงมีชื่อนั้นนั่นแหละ. ก็เนื้อความนี้นั้นพึงทราบโดยนัยนี้ว่า “หากว่าบุญปรุงแต่งสังขารนั้น วิญญาณย่อมเข้าถึงบุญ หากอกุศลปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอกุศล หากอาเนญชะปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอาเนญชะ” ดังนี้.
               บทว่า อาเนญฺชสปฺปายา ความว่า เป็นสัปปายะแก่อาเนญชะคือจตุตถฌาน ก็ปฏิปทานั้นเป็นสัปปายะแก่อาเนญชะอย่างเดียวก็หาไม่ พึงทราบว่าเป็นสัปปายะและเป็นอุปการะแม้แก่พระอรหัตอันมีในเบื้องบน.
               ในอาเนญชะที่หนึ่งนี้ตรัสโอสักกนา การถดถอย ด้วยอำนาจสมาบัติ.
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงจตุตถฌานแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้.
               จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุรูปก่อน จึงพิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุแม้ ๒ รูป คือสำหรับภิกษุนั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหารโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากขึ้นด้วยการห้ามรูปอยู่.
               บทว่า อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ได้แก่ ย่อมเข้าอาเนญชสมาบัติ คืออากาสานัญจายตนะ.
               คำที่เหลือเป็นเหมือนคำก่อนๆ นั่นแหละ. ก็ในที่นี้ฉันใด ในที่ทุกแห่งก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวแต่ที่แปลกกันเท่านั้น ดังนี้ ในอาเนญชะที่ ๒ นี้ ท่านกล่าวโอสักกนา การถดถอยด้วยอำนาจวิปัสสนา.
               บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ ความว่า เมื่อจะทรงแสดงวิปัสสนาและมรรคจึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากาสานัญจายตนะแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้.
               จริงอยู่ ภิกษุรูปนี้ มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๒ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๓ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               ก็ในคำว่า อุภยเมตํ อนิจฺจํ นี้ ตรัสว่า “ทั้งสองอย่าง” เพราะย่นส่วนหนึ่งๆ ที่ดีเข้าด้วยอำนาจภพนี้และภพกายหน้า.
               บทว่า นาลํ อภินนฺทิตํ ความว่า ไม่ควรเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากด้วยการห้ามกามและห้ามรูปอยู่.
               บทว่า อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ได้แก่ เข้าอาเนญชสมาบัติ คือวิญญานัญจายตนะ. ในอาเนญชะที่ ๓ นี้ ตรัสโอสักกนาการถดถอยด้วยอำนาจวิปัสสนาเท่านั้น.
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญานัญจายตนฌานแล้วพิจารณาอยู่อย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๓ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๔ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า สัญญาที่กล่าวไว้ข้างต้นเหล่านี้ ถึงอากิญจัญจายตนฌานอันใดแล้ว ย่อมดับไป.
               บทว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ความว่า อากิญจัญญายตนฌานนั้น ชื่อว่าสงบ เพราะสงบโดยองค์และสงบโดยอารมณ์ ชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มาก ด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่. ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๑ นี้ ตรัสโอสักกนา ด้วยอำนาจสมาธิ.
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญาณัญจายตนฌานนั่นแล พิจารณาอยู่อย่างนั้น. ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๔ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุทั้ง ๕ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               บทว่า อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ความว่า สูญ คือว่างเปล่าจากสิ่งที่จะพึงถือเอาว่า เรา ของเรา. ในที่นี้ทรงแสดงสุญญตาไว้ ๒ เงื่อนอย่างนี้.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทาที่กล่าวไว้ข้างต้น และปฏิปทาคือสุญญตานี้ให้มากอยู่. ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๒ นี้ ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจวิปัสสนา.
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกขติ ความว่า ถึงวิญญานัญจายตนะแล้วพิจารณาอย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๕ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุทั้ง ๖ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย. ก็ในคำนี้ที่ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีใน (เรานั้น) ไม่ และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย ดังนี้ ตรัสสุญญตาอันมี ๔ เงื่อน.
               ตรัสไว้อย่างไร?
               (ตรัสไว้ว่า) อันภิกษุนี้ย่อมไม่เห็นตน ในที่ไหนๆ ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ. ย่อมไม่เห็นตนของตนที่จะพึงน้อมเข้าไป ในภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่นไรๆ ว่า สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในอะไรๆ (เรานั้น) ไม่.
               อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นพี่น้องชายว่า ควรสำคัญน้อมเข้ามาในฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหาย หรือบริขารในฐานะบริขารของตน.
               ในคำว่า และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ นี้งด มม ศัพท์ไว้ก่อนจะมีใจความว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นในที่ไหนๆ ในที่นี้นำเอา มม ศัพท์มาใส่เป็นรูป มม กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนํ นตฺถิ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เห็นว่า ตนของคนอื่นมีอยู่ในภาวะน้อยหนึ่งไรๆ ของเรา.
               อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นที่จะพึงน้อมเข้ามาด้วยภาวะน้อยหนึ่งนี้ในฐานะไรๆ ว่า พี่น้องชายในฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหายหรือบริขารในฐานะบริขาร. ด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุนี้ เหตุที่ไม่เห็นตนในอะไรๆ ไม่เห็นตนนั้นว่า จะพึงนำเข้าไปในภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่น ไม่เห็นตนของคนอื่น และไม่เห็นตนของคนอื่นที่จะพึงนำเข้ามาโดยภาวะน้อยหนึ่งของตน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สุญญตานี้มี ๔ เงื่อน.
               บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทาที่กล่าวแล้วในหนหลัง และสุญญตา ๔ เงื่อนนี้ให้มากอยู่. แม้ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๓ นี้ ก็ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจวิปัสสนานั้นเอง
               บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากิญจัญญายตนฌานแล้วพิจารณาอยู่อย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๖ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๗ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า สัญญาทั้งปวงซึ่งกล่าวแล้วในหนหลังเหล่านี้ ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานใดแล้ว ย่อมดับไปในที่นี้. บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจสมาธิ.
               บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า ถ้ากรรมวัฏ ๕ อย่างในกาลก่อนจะไม่พึงประมวลเข้ามาแก่เราไซร้ วิปากวัฏ ๕ อย่างในปัจจุบันนี้ของเรานั้น ก็จะไม่พึงมี คือไม่พึงเป็นไปแก่เรา.
               บทว่า น เม ภวิสฺสติ ความว่า ถ้ากรรมฐาน ๕ อย่างในปัจจุบัน จักไม่ประมวลกันมาไซร้ เมื่อกรรมฐานนั้นไม่มี วิปากวัฏ ๕ อย่างจักไม่มีแก่เราในอนาคต.
               บทว่า ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามิ ความว่า ขันธปัญจกอันใดที่กำลังมีอยู่ มีมาแล้ว เราละขันธปัญจกนั้นที่มีในบัดนี้เสีย. บทว่า เอวํ อุเปกขํ ปฏิลภติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมได้อุเบกขาในวิปัสสนาอย่างนี้.
               บทว่า ปรินิพฺพาเยยฺย นุ โข โส ภนฺเต ภิกฺขุ น วา ปรินิพฺพาเยยฺย ความว่า ย่อมถามว่า ข้าพระองค์ย่อมถามอย่างไร คือย่อมถามว่า ตรัสพระอรหัตบ้าง โอสักกนาบ้าง ปฏิปทาบ้าง ปฏิสนธิบ้าง สำหรับผู้กระทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ก็เหมือนกัน (แต่) ไม่ตรัสอะไรๆ สำหรับผู้กระทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ข้าพระองค์ขอถามข้อนั้น.
               บทว่า อเปตฺถ ตัดบทเป็น อปิ เอตฺถ.
               บทว่า โส ตํ อุเปกฺขํ อภินนฺทติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินซึ่งอุเบกขา คือวิปัสสนานั้นด้วยความเพลิดเพลินด้วยตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ.
               บทว่า ตนฺนิสฺสิตํ โหติ วิญฺญาณํ ความว่า ย่อมอาศัยวิปัสสนานั้น. บทว่า ตทุปาทานํ ความว่า วิญญาณนั้น ชื่อว่าถือเอาด้วยการยึดมั่นวิปัสสนานั้น. บทว่า สอุปาทาโน ได้แก่ มีการยึดถือ. บทว่า น ปรินิพฺพายติ ความว่า ภิกษุผู้มีอาลัยในวิปัสสนา ย่อมไม่ปรินิพพานในศาสนาของเรา. ท่านแสดงว่า ก็ภิกษุใดมีอาลัยในวิหาร บริเวณและอุปัฏฐาก เป็นต้น ข้อที่จะพึงกล่าวในภิกษุนั้นย่อมไม่มี. บทว่า กหํ ปน คือ ในที่ไหนเล่า. บทว่า อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ ได้แก่ ย่อมถือเอาปฏิสนธิ. บทว่า อุปาทานเสฏฺฐํ กิร โส ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่าภิกษุนั้นย่อมยึดถือเอาที่ที่จะพึงถือเอา อันประเสริฐสุด คือเป็นภพอันสูงสุด. อธิบายว่า ย่อมยึดถือปฏิสนธิในภพอันประเสริฐที่สุด. ตรัสปฏิสนธิของภิกษุนั้นด้วยคำนี้.
               บัดนี้ เพื่อจะตรัสพระอรหัตของภิกษุนี้ จึงตรัสว่า อิธานนฺท ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยสมาบัตินั้น.
               บทว่า โอฆสฺส นิตฺถรณา อกฺขาตา ท่านกล่าวว่า ตรัสการข้ามโอฆะคือตรัสการข้ามโอฆะสำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ตรัสการข้ามโอฆะสำหรับภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่.
               บทว่า กตโม ปน ภนฺเต อริโย วิโมกฺโข ความว่า พระอานนท์ทูลถามอะไรในอธิการนี้. พระอานนท์ทูลถามว่า ภิกษุทำสมาบัติให้เป็นปทัฏฐานก่อน แล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตย่อมไม่ลำบาก เหมือนบุคคลอาศัยเรือหรือแพเป็นต้น ข้ามห้วงน้ำใหญ่ก็ไปถึงฝั่งได้ฉะนั้น ส่วนพระสุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ พิจารณาปกิณณกสังขาร แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมลำบาก เหมือนบุคคลฟันฝ่ากระแสน้ำด้วยกำลังแขนไปถึงฝั่งฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูล พระอรหัตของพระสุกขวิปัสสกนี้ด้วยประการดังกล่าว.
               บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ พระอริยสาวกผู้เป็นสุกขวิปัสสก.
               จริงอยู่ พระสุกขวิปัสสกนี้ มีปัญญามากกว่าภิกษุทั้ง ๘ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๙ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.
               บทว่า เอส สกฺกาโย ยาวตา สกฺกาโย ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นว่า ชื่อว่าสักกายะ กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ มีอยู่ประมาณเท่าใด สักกายะแม้ทั้งหมดก็มีเท่านี้เท่านั้น สักกายะที่ยิ่งไปกว่านั้นย่อมไม่มี.
               บทว่า เอตํ อมตํ ยทิทํ อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ชื่อว่าความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะความไม่ถือมั่น เป็นอมตะ ไม่ตาย เป็นสันตะ สงบ เป็นปณีตะ ประณีต. ก็ในที่อื่น ท่านเรียกพระนิพพานว่า ความหลุดพ้นแห่งจิต เพราะไม่ถือมั่น. แต่ในพระสูตรนี้ ตรัสพระอรหัตของพระสุกขวิปัสสก.
               คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้น.
               ก็ในพระสูตรนี้ ทั้งหมดพึงทราบว่า ตรัสโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง.
               ตรัสอย่างไร?
               ตรัสโอสักกนา สำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก่อน (ต่อไป) ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต สำหรับภิกษุผู้ทำจตุตถฌาน (และ) อากาสานัญจายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน (คือตรัสโอสักกนา ตรัสปฏิสนธิและตรัสพระอรหัต). ส่วนสำหรับพระภิกษุ ๓ รูป ผู้ทำวิญญาณัญจายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ตรัสโอสักกนา ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต. สำหรับภิกษุผู้ทำอากิญจัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน. ส่วนสำหรับภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ไม่มีโอสักกนา แต่ตรัสปฏิสนธิและพระอรหัต. สำหรับพระสุกขวิปัสสก ตรัสเฉพาะพระอรหัตเท่านั้นด้วยประการดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า ตรัสโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง. ก็อาเนญชสัปปายสูตรนี้ ตรัสรวมเอาโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง พระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง ย่อมชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้วแล.

               จบอรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค อาเนญชสัปปายสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 14 / 1อ่านอรรถกถา 14 / 67อรรถกถา เล่มที่ 14 ข้อ 80อ่านอรรถกถา 14 / 93อ่านอรรถกถา 14 / 853
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=1440&Z=1570
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com