ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค
ฉฉักกสูตร

               ๖. อรรถกถาฉฉักกสูตร               
               ฉฉักกสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อาทิกลฺยาณํ ความว่า เราจะทำให้ไพเราะ คือให้ปราศจากโทษ ให้ดีในเบื้องต้น แล้วแสดง. แม้ที่ไพเราะในท่ามกลางและที่สุดก็ทำนองเดียวกันนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชมเชยอริยวงศสูตรด้วย ๙ บท มหาสติปัฏฐานสูตรด้วย ๗ บท มหาอัสสปุรสูตรด้วย ๗ บทเหมือนกันด้วยประการฉะนี้. สำหรับพระสูตรนี้ ทรงชมเชยด้วย ๙ บท.
               คำว่า พึงทราบ คือ พึงทราบด้วยมรรคพร้อมกับวิปัสสนา.
               จิตที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นทรงแสดงด้วยมนายตนะ. และธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ข้างนอกทรงแสดงด้วยธรรมายตนะ. ยกเว้นทวิปัญจวิญญาณ (วิญญาณ ๕ คู่ รวม ๑๐ ดวง) โลกิยวิบากจิต ๒๐ ดวงที่เหลือ ทรงแสดงด้วยมโนวิญญาณ. ผัสสะและเวทนาเป็นธรรมที่สัมปยุตด้วยวิบากวิญญาณตามที่กล่าวไว้แล้ว.
               คำว่า ตัณหา ได้แก่ ตัณหาที่เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะ อันมีวิบากเวทนาเป็นปัจจัย.
               คำว่า จักษุเป็นตัวตน มีคำเชื่อมต่อเป็นแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ.
               ก็แลเพื่อแสดงความที่สัจจะ ๒ ข้อที่ตรัสไว้ในหนหลังไม่เป็นตัวตน จึงทรงเริ่มเทศนานี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ไม่ควร หมายถึง ไม่เหมาะ.
               คำว่า เสื่อมไป คือ ปราศไป ดับไป.
               คำว่า อยํ โข ปน ภิกฺขเว คือ แม้นี้ก็เป็นคำเชื่อมต่อที่เป็นแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ.
               จริงอยู่ เพื่อทรงแสดงวัฏฏะด้วยอำนาจความถือมั่น ๓ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเทศนานี้. บางท่านว่า เพื่อทรงแสดงวัฏฏะด้วยสัจจะ ๒ ข้อ คือ ทุกข์ สมุทัย ดังนี้ก็มีเหมือนกัน.
               ในคำว่า นั่นของเรา เป็นต้น พึงทราบความถือมั่นด้วยตัณหามานะและทิฐินั่นแล.
               คำว่า ย่อมเล็งเห็น คือ ย่อมเห็นด้วยอำนาจความถือมั่นทั้ง ๓ อย่าง.
               ครั้นทรงแสดงวัฏฏะอย่างนี้แล้ว คราวนี้เพื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะด้วยอำนาจปฏิปักษ์ต่อความถือมั่นทั้ง ๓ อย่าง หรือเพื่อทรงแสดงวิวัฏฏะด้วยอำนาจสัจจะ ๒ ข้อ คือ นิโรธ มรรคเหล่านี้ จึงตรัสว่า อยํ โข ปน ดังนี้ เป็นต้น.
               คำว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เป็นต้น เป็นคำปฏิเสธตัณหาเป็นต้น.
               คำว่า ย่อมเล็งเห็น คือ ย่อมเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน.
               ครั้นทรงแสดงวิวัฏฏะอย่างนี้แล้ว คราวนี้เพื่อจะทรงแสดงวัฏฏะด้วยอำนาจอนุสัยทั้งสามอย่างอีก จึงตรัสคำเป็นต้นว่า จกฺขุญฺจ ภิกฺขเว.
               ในคำเหล่านั้น คำเป็นต้นว่า ย่อมเพลิดเพลิน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจตัณหาและทิฐิเท่านั้น. คำว่า นอนเนื่อง คือ ยังละไม่ได้. คำว่า แห่งทุกข์ ได้แก่ แห่งวัฏฏทุกข์และกิเลสทุกข์.
               ครั้นทรงแสดงวัฏฏะด้วยอำนาจอนุสัยสามอย่างอย่างนี้แล้ว คราวนี้เมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะด้วยอำนาจเป็นนัยที่ตรงกันข้ามแห่งอนุสัยทั้งสามอย่างนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า จกฺขุญฺจ อีกครั้งหนึ่ง.
               คำว่า ละอวิชชา คือ ละความไม่รู้อันเป็นรากเง่าของวัฏฏะได้แล้ว.
               คำว่า ยังวิชชา คือยังความรู้ คืออรหัตตมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว.
               คำว่า นั่นย่อมเป็นฐานะที่มีได้ คือ ด้วยกถามรรคเพียงเท่านี้แหละ พระองค์ก็ทรงเทศนาด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะให้ถึงยอดได้แล้ว เมื่อจะทรงรวบรวมพระธรรมเทศนานั้นเอง ก็ได้ตรัสคำเป็นต้นว่า เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว อีกครั้งหนึ่ง.
               ในคำว่า ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป นี้นั้นไม่น่าอัศจรรย์เลยที่เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงเองแท้ๆ ภิกษุ ๖๐ รูปได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์. เพราะว่า แม้เมื่อท่านธรรมเสนาบดีแสดงสูตรนี้ ก็มีภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุเป็นพระอรหันต์ ถึงแม้พระมหาโมคคัลลานะแสดงก็ดี พระมหาเถระ ๘๐ รูปแสดงก็ดี ก็มีภิกษุ ๖๐ รูป สำเร็จเหมือนกันนั่นแหละ แม้ข้อนี้ก็ไม่น่าอัศจรรย์. เพราะพระสาวกเหล่านั้น ท่านบรรลุอภิญญาใหญ่ (กันทั้งนั้น).
               ก็แลในเวลาภายหลัง พระมาไลยเทพเถระในเกาะลังกา ก็ได้แสดงพระสูตรนี้ภายใต้โลหปราสาท. ถึงครั้งนั้นก็มีภิกษุ ๖๐ รูปสำเร็จเป็นพระอรหันต์. และพระเถระก็แสดงพระสูตรนี้ในปะรำใหญ่เหมือนพระมาไลยเทพเถระแสดงในโลหปราสาทเหมือนกัน. พระเถระเมื่อออกจากมหาวิหารแล้วก็ไปเจดียบรรพต ในที่นั้น ท่านก็แสดงเหมือนกัน.
               ต่อจากนั้น ท่านก็ไปแสดงที่วัดสากิยวงก์ ที่วัดกูฏาสี ที่ระหว่างหนอง ที่ลานมุกดา ที่เขาปาตกา ที่ปาจีนฆรกะ (เรือนตะวันออก) ทีฆวาปี (หนองแวง) ที่ซอกเขาหมู่บ้านและพื้นที่เลี้ยงแพะ. แม้ในที่เหล่านั้น ก็มีภิกษุ ๖๐ รูปๆ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน.
               และเมื่อออกจากที่นั้นแล้วพระเถระก็ไปสู่จิตตลบรรพต. และคราวนั้นที่วัดจิตตลบรรพต มีพระมหาเถระมีพรรษากว่า ๖๐. ใกล้สระบัวใหญ่มีท่าลึกชื่อว่า ท่ากุรุวัก. ที่ท่านั้นพระเถระคิดว่าเราจะอาบน้ำจึงลงไป. พระเทวเถระไปหาท่านแล้วเรียนว่า กระผมจะตักน้ำสรงถวายท่านขอรับ. ด้วยการปฏิสันถารนั่นเอง พระเถระก็ทราบได้ว่า พวกคนเขาว่า มีพระมหาเถระชื่อมาไลยเทพ ท่านคงเป็นท่านรูปนี้ จึงถามว่า ท่านเป็นท่านเทพหรือ. ครับท่าน. คุณไม่มีใครที่ใช้มือถูร่างของเราตั้ง ๖๐ ปีแล้ว แต่คุณกลับจะอาบน้ำให้เรา แล้วก็ขึ้นไปนั่งที่ตลิ่ง.
               พระเถระก็ทำบริกรรมมือและเท้าจนทั่วแล้วก็สรงน้ำถวายพระมหาเถระ. และวันนั้นเป็นวันฟังธรรม. ที่นั้น พระมหาเถระจึงว่า คุณเทพ คุณควรให้ธรรมทานแก่เราทั้งหลาย. พระเถระรับว่า ตกลง ครับท่าน.
               ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว พวกคนก็ไปป่าวร้องฟังธรรมกัน. พวกท่านพระมหาเถระ ๖๐ รูปล้วนแต่เลย ๖๐ พรรษาทั้งนั้นได้พากันมาฟังธรรม. พระเทพเถระก็เริ่มสูตรนี้ เมื่อจบสวดทำนองแล้ว. และเมื่อจบพระสูตร พระมหาเถระ ๖๐ รูปก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์.
               ต่อจากนั้น ท่านก็ไปแสดงที่ติสสมหาวิหาร. แม้ในวัดนั้นก็มีพระเถระ ๖๐ รูป (ได้เป็นพระอรหันต์). ต่อจากนั้นก็แสดงที่นาคมหาวิหาร ใกล้หมู่บ้านกลกัจฉะ. แม้ในที่นั้นก็มีพระเถระ ๖๐ รูป (ได้เป็นพระอรหันต์). ต่อจากนั้นก็ไปวัดกัลยาณี ในวัดนั้นท่านก็แสดงภายใต้ปราสาท ในวันที่ ๑๔ ค่ำ. แม้ในที่นั้นก็มีพระเถระ ๖๐ รูป (ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์). ในวันอุโบสถก็แสดงบนปราสาท. ที่บนปราสาทนั้นก็มีพระเถระ ๖๐ รูป (สำเร็จเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน) เมื่อพระเทพเถระนั่นแล แสดงพระสูตรนี้อย่างนี้ในที่ ๖๐ แห่ง ก็มีผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แห่งละ ๖๐ รูป ด้วยประการฉะนี้.
               แต่เมื่อท่านจุลลนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก แสดงพระสูตรนี้ในวัดอัมพิลวิหาร มีบริษัทคนสามคาวุต บริษัทเทวดาหนึ่งโยชน์. เมื่อจบพระสูตร มีภิกษุหนึ่งพันรูปได้เป็นพระอรหันต์. ส่วนในหมู่เทวดาจากจำนวนนั้นๆ แต่ละจำนวน มีปุถุชนเพียงจำนวน ๑ องค์เท่านั้นแล.

               จบอรรถกถาฉฉักกสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ฉฉักกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 14 / 1อ่านอรรถกถา 14 / 795อรรถกถา เล่มที่ 14 ข้อ 810อ่านอรรถกถา 14 / 825อ่านอรรถกถา 14 / 853
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=10324&Z=10554
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :