ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔
สกลิกสูตรที่ ๘

               อรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๘               
               พึงทราบวินิจฉัยในสกลิกสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
               บทว่า มัททกุจฉิ ได้แก่ สวนอันมีชื่ออย่างนี้.
               จริงอยู่ สวนนั้นเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูบังเกิดในครรภ์แล้ว พระมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีความประสงค์จะให้ครรภ์ตกไป ด้วยทรงดำริว่า ครรภ์อันอยู่ในท้องของเรานี้จักเป็นศัตรูของพระราชา จะมีประโยชน์อะไรด้วยครรภ์นี้ ดังนี้จึงให้ทำลายครรภ์ในสวนนั้น เพราะเหตุนั้น สวนนั้นจึงชื่อว่า มัททกุจฉิ ดังนี้.
               ก็ป่าที่ท่านเรียกว่า มิคทาย เพราะความที่ป่านั้นอันพระราชาพระราชทานเพื่อความปลอดภัยแห่งเนื้อทั้งหลาย.
               ในบทว่า ก็โดยสมัยนั้นแล นี้เป็นอนุปุพพิกถา คือวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ.
               ก็พระเทวทัตอาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว แม้ส่งนายขมังธนูทั้งหลายและช้างธนปาลกะไปแล้ว ก็ไม่อาจเพื่อทำอันตรายชีวิตของพระตถาคตได้ จึงคิดว่า เราจักยังพระตถาคตให้ตายด้วยมือของเราทีเดียว ดังนี้ ขึ้นสู่ภูเขาคิชฌกูฏแล้วยกศิลาใหญ่ประมาณเรือนยอดขว้างไปด้วยคิดว่า พระสมณโคดมจงแหลกละเอียด ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระเทวทัตนั้นมีกำลังมาก ย่อมทรงกำลังถึงช้างพลายห้าเชือก. ก็แล อันตรายแห่งชีวิตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะพึงมีได้ด้วยความพยายามของบุคคลอื่น ข้อนั้นแลเป็นอฐานะ คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ศิลาอื่นจึงตั้งขึ้นในอากาศแล้วรับศิลาก้อนนั้นซึ่งมาอยู่ตรงพระสรีระของพระตถาคต. สะเก็ดแผ่นหินอันใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว เพราะศิลาทั้งสองกระทบกัน จึงกระเด็นไปถูกที่สุดแห่งหลังพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระบาทมีพระโลหิตห้อขึ้นราวกะถูกประหารด้วยขวานใหญ่ ราวกะย้อมด้วยน้ำเหลวของครั่ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูเบื้องบนแล้วได้ตรัสกะพระเทวทัตว่า ท่านใดมีจิตประทุษร้ายแล้ว มีจิตฆ่าทำโลหิตของตถาคตให้ตั้งขึ้น (ให้ห้อ) ดูก่อนโมฆบุรุษ ท่านนั้นประกอบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมากดังนี้ ตั้งแต่นั้นมา ความไม่ผาสุกได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พวกภิกษุคิดว่า วิหารนี้เป็นที่ดอน ไม่เรียบ ไม่เหมาะแก่ชนจำนวนมากมีกษัตริย์เป็นต้น และแก่บรรพชิตทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นจึงช่วยกันหามพระตถาคตด้วยเสลี่ยงแห่งเตียงน้อยนำไปสู่สวนชื่อว่า มัททกุจฉิ.
               ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านพระอานนทเถระจึงกล่าวว่า ก็โดยสมัยนั้นแหละ พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกสะเก็ดหินกระทบแล้ว.
               บทว่า ภูสา แปลว่า มาก คือมีกำลังยิ่ง.
               บทว่า สุทํ สักว่าเป็นนิบาต.
               บทว่า ทุกฺขา แปลว่า ลำบาก ได้แก่ไม่มีความสุข.
               บทว่า ติปฺปา แปลว่า กล้า ได้แก่มีมาก.
               บทว่า ขรา แปลว่า แข็ง ได้แก่หยาบ.
               บทว่า กฏุกา แปลว่า เผ็ดร้อน ได้แก่กล้าแข็ง.
               บทว่า อาสาตา แปลว่า ไม่สำราญ ได้แก่ไม่ชุ่มชื่น. ชื่อว่าไม่ทรงสบาย เพราะอรรถว่าใจย่อมไม่แนบสนิทในอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์เหล่านั้นไม่ยังใจให้เอิบอาบ คือไม่ให้เจริญ.
               บทว่า สโต สมฺปชาโน แปลว่า มีพระสติสัมปชัญญะ ได้แก่เป็นผู้ประกอบด้วยพระสติและสัมปชัญญะอดกลั้นในเวทนา.
               บทว่า อวิหญฺญมาโนปิ แปลว่า ไม่ทรงเดือดร้อน คือไม่ถูกบีบคั้นอยู่ ไม่ไปสู่อำนาจแห่งเวทนาทั้งหลายอันให้เป็นไป.
               ในบทว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ การนอน ๔ อย่าง คือ
                         กามโภคีเสยฺยา คือการนอนของผู้มีปกติเสพกาม
                         เปตเสยฺยา คือการนอนของเปรต (ผู้ตายแล้ว)
                         สีหเสยฺยา คือการนอนของสีหะ
                         ตถาคตเสยฺยา คือการนอนของพระตถาคต.
               ในการนอน ๔ เหล่านั้น การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้บริโภคกามโดยมากย่อมนอนโดยข้างเบื้องซ้าย (ตะแคงซ้าย) นี้ชื่อว่ากามโภคีไสยา. จริงอยู่ในบรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่านั้น ชื่อว่าการนอนโดยข้างเบื้องขวา (ตะแคงขวา) มีไม่มาก.
               การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรตทั้งหลายโดยมากย่อมนอนหงาย นี้ชื่อว่าเปตเสยยา. จริงอยู่ เปรตทั้งหลายย่อมไม่อาจเพื่อนอนโดยข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือดน้อย เพราะความที่โครงกระดูกยุ่งเหยิง จึงนอนหงายเท่านั้น.
               การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สีหมิคราชโดยมากให้หางของตนเข้าไปในระหว่างขาอ่อน แล้วนอนตะแคงขวา นี้ชื่อว่าสีหไสยา.
               จริงอยู่ สีหมิคราชมีอำนาจมาก เมื่อจะนอนก็วางเท้าหน้า ๒ เท้าไว้ที่หนึ่ง วาง ๒ เท้าหลังไว้ที่หนึ่ง แล้วเอาหางใส่ไว้ระหว่างขาอ่อน กำหนดโอกาสที่วางเท้าหน้า เท้าหลังและหางไว้ แล้ววางศีรษะไว้บนเท้าหน้าทั้งสองแล้วนอน ครั้นนอนแม้ทั้งวัน เมื่อตื่นก็ไม่ตกใจตื่น คือว่ายกศีรษะขึ้นกำหนดโอกาสที่วางเท้าหน้าเป็นต้น ถ้าอะไรๆ ตั้งผิดไป ก็จะไม่มีใจเป็นของๆ ตนจะเสียใจว่า เหตุนี้ ไม่สมควรแก่ชาติของท่าน (ของตน) ทั้งไม่สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ ดังนี้ ย่อมนอนเหมือนอย่างนั้น ไม่ยอมไปหาอาหาร ก็แต่เมื่ออวัยวะมีเท้าหน้าเป็นต้นตั้งไว้เรียบร้อย ก็จะมีใจร่าเริงว่า เหตุนั้น สมควรแก่ชาติของท่าน และสมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ ลุกขึ้นบิดกายแบบราชสีห์ สะบัดขนสร้อยคอบันลือสีหนาทแล้วก็ออกไปโคจร (หาอาหาร).
               การนอนในฌานที่ ๔ ตรัสเรียกว่าตถาคตไสยา.
               ในการนอนทั้ง ๔ นั้น การนอนดังสีหะมาในสูตรนี้. จริงอยู่ การนอนนี้ ชื่อว่าการนอนอันอุดม เพราะความที่การนอนนั้นเป็นอิริยาบถอันมีอำนาจมาก.
               บทว่า ปาเท ปทํ ได้แก่ วางเท้าซ้ายบนเท้าขวา.
               บทว่า อจฺจาธาย แปลว่า ซ้อนเท้า ได้แก่เหลื่อมเท้ากันหน่อยหนึ่ง เพราะว่าข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า เข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดบ่อยๆ จิตก็จะไม่ตั้งมั่น การนอนก็ไม่ผาสุก คือว่าการนอนย่อมไม่ติดต่อกัน การเหลื่อมเท้าแล้ววางอย่างนี้ เวทนาย่อมไม่เกิด จิตย่อมตั้งมั่น เพราะฉะนั้นจึงนอนอย่างนี้.
               บทว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ มีสติสัมปชัญญะกำหนดในการนอน.
               ก็บทว่า อุฏฺฐานสญฺญํ แปลว่า มีความสำคัญในการที่จะลุกขึ้นนี้ ท่านไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้. ก็การสำเร็จสีหไสยาของพระตถาคตนั้น เป็นการนอนเพราะประชวร.
               ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกาเจ็ดร้อยมีวรรณะงามยังสวนมัทกุจฉิทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
               บทว่า สตฺตสตา แปลว่า เจ็ดร้อย คือเทวดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมดในพระสูตรนี้มาสู่ที่เป็นที่บรรทมประชวร.
               บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปลว่า ได้เปล่งอุทาน ได้แก่ พวกเทวดาผู้มาสู่ที่บรรทมประชวรแล้ว จะพึงมีโทมนัสนั่นแหละได้เปล่งแล้ว.
               อธิบายว่า ก็พวกเทวดาเหล่านั้นเห็นความอดกลั้นต่อเวทนาของพระตถาคตแล้วจึงเปล่งอุทานว่า โอ ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก เมื่อเวทนาชื่อเห็นปานนี้เป็นไปอยู่ แม้สักว่าการครางก็มิได้มี ทรงบรรทมด้วยพระวรกายอันไม่หวั่นไหว ราวกะรูปอันสำเร็จด้วยทองที่บุคคลประดับแล้วตั้งไว้บนที่นอนอันเป็นสิริ บัดนี้ พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ยิ่ง ดุจพระจันทร์เพ็ญสมบูรณ์ด้วยรัศมี พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็งดงาม ดุจดอกปทุมกำลังแย้มบาน ในขณะนี้ แม้วรรณะแห่งพระวรกายก็ผ่องใส ดุจทองคำที่หลอมดีแล้ว ดังนี้.
               ก็ในบทว่า นาโค วต โภ แปลว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นนาคหนอ นี้เป็นคำร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยธรรม. อธิบายว่า ชื่อว่านาคะ เพราะอรรถว่ามีกำลัง.
               บทว่า นาควตา แก้เป็น นาคภาเวน แปลว่า เพราะความเป็นนาคะ.
               ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
                         พระสมณโคดมทรงเป็นสีหะหนอ...
                         พระสมณโคดมทรงเป็นอาชาไนยหนอ...
                         พระสมณโคดมทรงเป็นผู้อาจหนอ...
                         พระสมณโคดมทรงเป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ...
                         พระสมณโคดมทรงเป็นผู้ฝึกแล้วหนอ...
               พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สีโห วต เป็นต้น
               ชื่อว่าสีหะ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ไม่สะดุ้งตกใจ. ชื่อว่าอาชาไนย เพราะอรรถว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเฉลียวฉลาด หรือเพราะรู้ถึงเหตุ. ชื่อว่านิสภะ คือผู้องอาจ เพราะอรรถว่าหาผู้เปรียบเสมอมิได้.
               จริงอยู่ โคอุสภะเป็นสัตว์ประเสริฐเป็นหัวหน้าในฝูงแห่งโคร้อยตัว โคอาสภะเป็นสัตว์ประเสริฐสุดเป็นหัวหน้าในฝูงแห่งโคพันตัว โคนิสภะ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐสุดกว่าฝูงแห่งโคร้อยตัวและพันตัว.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิญญา คือรับรองอาสภฐาน (ฐานะอันประเสริฐ) เพราะอรรถว่าหาผู้เปรียบเสมอมิได้. ในที่นี้ เทวดากล่าวคำว่า นิสภศัพท์ ด้วยอรรถนั้นนั่นแหละ. ชื่อว่าเป็นผู้ใฝ่ธุระ เพราะอรรถว่านำธุระไป. ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะอรรถว่ามีการเสพผิดออกแล้ว.
               บทว่า ปสฺส แปลว่า จงดู ได้แก่เป็นคำสั่งที่ไม่มีกำหนด.
               บทว่า สมาธึ ได้แก่ สมาธิในอรหัตผล.
               บทว่า สุวิมุตฺติ แปลว่า ให้พ้นดีแล้วได้แก่ ให้พ้นดีแล้วด้วยความพ้นของผลจิต. อนึ่ง จิตเป็นไปตามราคะพระสมณโคดมไม่ให้น้อมไปแล้ว และจิตเป็นไปตามโทสะ พระสมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้วนี้ เทวดากล่าวว่า ไม่ให้น้อมไปเฉพาะแล้วและไม่ให้กลับมาแล้ว เพราะความไม่มีจิตทั้งสองนั้น.
               บทว่า น จ สสงฺขารนิคฺคยฺห วาริตวตํ ได้แก่ ไม่ต้องข่ม ไม่ต้องห้ามกิเลสทั้งหลายอันเป็นไปกับสัมปโยคะ อันเป็นไปกับด้วยสังขาร คือจิตตั้งมั่นเป็นไปกับด้วยผลสมาธิ เพราะท่านตัดกิเลสทั้งหลายแล้ว.
               บทว่า อติกฺกมิตพฺพํ แปลว่า เป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน คือว่าพึงเป็นผู้อันตนข่มได้อันตนพึงเบียดเบียนได้.
               บทว่า อทสฺสนา ได้แก่ ไม่มีญาณ. จริงอยู่ บุคคลผู้ไม่มีญาณ ก็ต้องเป็นอันธพาลเท่านั้น.
               คำว่า เอวรูเป สตฺถริ อปรชฺเฌยฺย ความว่า เทวดาทั้งหลายย่อมกล่าวติเตียนพระเทวทัตว่า เมื่อพระศาสดามีคุณเห็นปานนี้ ท่านยังทำอันตรายได้ ดังนี้.
               บทว่า ปญฺจเวทา แปลว่า มีเวท ๕ ได้แก่เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเวททั้งหลายมีอิติหาสเวทเป็นที่ ๕ (คือความรู้ทางประเพณีเป็นที่ ๕).
               บทว่า สตํ สมํ แก้เป็น วสฺสสตํ แปลว่า ร้อยปี.
               บทว่า ตปสฺสี แปลว่า มีตบะ ได้แก่ อาศัยตบะ.
               บทว่า จรํ แก้เป็น จรนฺตา แปลว่า ประพฤติอยู่.
               บทว่า น สมฺมา วิมุตฺตํ แปลว่า ไม่พ้นแล้วโดยชอบ. อธิบายว่า แม้พราหมณ์ทั้งหลายเห็นปานนี้ประพฤติพรตอยู่ตั้งร้อยปี ถึงอย่างนั้น จิตของพราหมณ์นั้นก็ไม่พ้นแล้วโดยชอบ.
               บทว่า หีนตฺตรูปา น ปารํ คมา เต แปลว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีรูปอันเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง.
               อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีสภาวะอันเลว ย่อมไม่ลุถึงพระนิพพาน. พระบาลีว่า หีนตฺถรูปา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีชาติอันเลว มีประโยชน์อันเสื่อมรอบแล้ว.
               บทว่า คณฺหาธิปนฺนา แก้เป็น ตณฺหาย อชฺโฌตฺถตา แปลว่า พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว.
               บทว่า วตฺตสีลพทฺธา แปลว่า เกี่ยวข้องแล้วด้วยพรตและศีล.
               อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อันพรตทั้งหลายมีความประพฤติดังแพะและประพฤติดังสุนัขเป็นต้น และศีลทั้งหลายเช่นนั้นแหละผูกพันไว้แล้ว.
               บทว่า ลูขํ ตปํ แปลว่า ตบะอันเศร้าหมอง ได้แก่ตบะซึ่งมีความพอใจในการย่างตน ๕ อย่างมีการนอนบนหนาม เป็นต้น.
               บัดนี้ เทวดานั้น เมื่อจะกล่าวถึงความที่ศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม จึงกล่าวคำว่า น มานกามสฺส เป็นอาทิ คำนั้นมีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้วแล.

               จบอรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สกลิกสูตรที่ ๘ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 115อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 122อ่านอรรถกถา 15 / 131อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=789&Z=854
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :