ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒
ชฏิลสูตรที่ ๑

               ทุติยวรรคที่ ๒               
               อรรถกถาชฏิลสูตรที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในชฏิลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ต่อไป :-
               บทว่า ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ได้แก่ บนปราสาทของนางวิสาขา มารดาของมิคารเศรษฐี ในวิหารที่ชื่อว่าปุพพาราม.
               ในเรื่องปุพพารามนั้น ลำดับความดังนี้

               เรื่องปุพพาราม               
               ครั้งอดีตกาล เมื่อสุดแสนกัป อุบาสิกาผู้หนึ่งนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถวายทานแก่ภิกษุแสนรูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน หมอบอยู่แทบเบื้องบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำความปรารถนาว่า ข้าพระองค์ขอเป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศของพระพุทธเจ้า เช่นกับพระองค์ในอนาคตกาลด้วยเถิด.
               ต่อมา นางท่องเที่ยว [เวียนว่ายตายเกิด] ในเหล่าเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ถือปฏิสนธิในครรภ์นางสุมนเทวี ในเรือนของธนัญชัยเศรษฐี บุตรเมณฑกเศรษฐีในภัททิยนคร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา. เวลาเกิดบิดามารดาขนานนามว่า วิสาขา.
               คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จภัททิยนคร คราวนั้น นางพร้อมด้วยเด็กหญิงห้าร้อยคน ก็จะรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เป็นโสดาบันในการพบครั้งแรกเลยทีเดียว. ต่อมานางไปสู่เรือน [มีเรือน] ของปุณณวัฒนกุมาร บุตรมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น มิคารเศรษฐีสถาปนานางไว้ในตำแหน่งมารดา เพราะฉะนั้น นางจึงถูกเรียกว่า มิคารมารดา. ในปราสาทที่มิคารมารดาสร้างแล้ว.
               บทว่า พหิทฺวารโกฏฺฐเก แปลว่า ภายนอกซุ้มประตูปราสาท ไม่ใช่ภายนอกซุ้มประตูพระวิหาร. ได้ยินว่า ปราสาทนั้นล้อมด้วยกำแพง ซึ่งประกอบซุ้มประตูไว้ ๔ ประตู โดยรอบเหมือนโลหประสาท. บรรดาซุ้มประตูทั้ง ๔ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันประเสริฐตรวจดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออก ที่ร่มเงาของปราสาทภายนอกซุ้มประตูด้านตะวันออก.
               บทว่า ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ได้แก่ มีขนรักแร้งอกแล้ว มีเล็บงอกแล้ว มีขนงอกแล้ว. อธิบายว่า มีขนยาวที่รักแร้เป็นต้น และมีเล็บยาว.
               บทว่า ขาริวิวิธํ แปลว่า บริขารต่างๆ ได้แก่สิ่งของที่เป็นบริขารของนักบวชต่างๆ ชนิด.
               บทว่า อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ได้แก่ เข้าไปยังพระนครโดยทางนี้ไม่ไกล.
               บทว่า ราชาหํ ภนฺเต ความว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้า คือพระเจ้าปเสนทิโกศล ขอท่านทั้งหลายจงทราบนามของข้าพเจ้าเถิด.
               ถามว่า เพราะเหตุไร พระราชาประทับนั่งในสำนักของบุคคลผู้เลิศแล้ว จึงยังทรงประคองอัญชลีแก่นักบวชเปลือยผู้ไร้สิริเห็นปานนั้นเล่า.
               ตอบว่า เพราะเพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์.
               แท้จริง พระราชานั้นทรงพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าเราจักไม่ทำอัญชลีแม้เพียงเท่านี้แก่นักบวชเหล่านั้นไซร้ นักบวชเหล่านั้นก็จักคิดว่า เสียแรงเราละลูกเมียไปเสวยทุกข์มีกินลำบากนอนลำเค็ญเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ พระราชาพระองค์นี้ก็ยังไม่ทำเพียงอัญชลีแก่เราดังนี้แล้ว ก็จักปกปิดสิ่งที่เห็นที่ฟังมาด้วยตนเองแล้วไม่ยอมบอก แต่เมื่อเราทำอัญชลีอย่างนี้แล้ว พวกเขาก็จักไม่ปกปิดยอมบอก เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทูลอย่างนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ทรงทำอย่างนี้ ก็เพื่อที่จะทรงทราบอัธยาศัยของพระศาสดา.
               บทว่า กาสิกจนฺทนํ ได้แก่ พร้อมทั้งจันทน์อันละเอียด.
               บทว่า มาลาคนฺธวิเลปนํ ได้แก่ ทัดทรงดอกไม้เพื่อประโยชน์แก่สีและกลิ่น ของหอม เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นของหอมและเครื่องลูบไล้ ก็เพื่อประโยชน์แก่สีและกลิ่น.
               บทว่า สํวาเสน แปลว่า โดยการอยู่ร่วมกัน.
               บทว่า สีลํ เวทิตพฺพํ ได้แก่ เมื่ออยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกัน ก็พึงทราบได้ว่าผู้นี้มีศีล คือปกติดีหรือปกติชั่ว.
               บทว่า ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตรํ ความว่า ก็ศีลนั้น บุคคลพึงรู้โดยกาลนานๆ ไม่ใช่นิดหน่อย. เป็นความจริง อาการสำรวมและอาการของผู้สำรวมอินทรีย์อาจแสดงออกมา ๒-๓ วัน.
               บทว่า มนสิกโรตา ความว่า ศีลแม้นั้น ผู้ใส่ใจพิจารณาดูว่า เราจักกำหนดถือศีลของผู้นั้น ก็อาจรู้ได้ นอกนี้ก็รู้ไม่ได้.
               บทว่า ปญฺฐวตา ความว่า ศีลนั้นอันบัณฑิตผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้ได้ เพราะว่า คนเขลาถึงใส่ใจก็ไม่สามารถจะรู้ได้.
               บทว่า สํโวหาเรน แปลว่า ด้วยการสนทนากัน.
               โวหารในคำนี้ว่า
                         โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ    โวหารํ อุปชีวติ
                         เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ    วาณิโช โส น พฺราหฺมโณ
                         ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยการซื้อขายเลี้ยงชีวิต
                         ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นพานิช
                         ไม่ใช่พราหมณ์ ดังนี้
               ชื่อว่าสังโวหาร.
               โวหารในคำนี้ว่า อริยโวหาร ๔. อนริยโวหาร ๔ ชื่อว่าเจตนาโวหาร.
               โวหารในคำนี้ว่า สังขา การนับ สมัญญา การตั้งชื่อ ปัญญัติโวหาร โวหารคือการบัญญัติ ชื่อว่าปัญญัติโวหาร.
               โวหารในคำนี้ว่า ผู้นั้นพึงพูด โดยสักว่าโวหาร ชื่อว่ากถาโวหาร.
               แม้ในที่นี้ ก็ประสงค์เอากถาโวหารนี้เท่านั้น.
               จริงอยู่ คำพูดต่อหน้าของคนบางคนไม่สมกับคำพูดลับหลัง และคำพูดลับหลังไม่สมกับคำพูดต่อหน้า คำพูดคำก่อนกับคำพูดคำหลัง และคำพูดคำหลังกับคำพูดคำก่อน ก็เหมือนกัน ผู้นั้นอันผู้พูดด้วยเท่านั้น อาจรู้ได้ว่าบุคคลนี้ไม่สะอาด.
               ส่วนคำก่อนกับคำหลังของผู้มีความสะอาดเป็นปกติ และคำหลังกับคำก่อนที่เขาพูดต่อหน้าย่อมสมกับคำที่เขาพูดลับหลัง และคำพูดลับหลังก็สมกับคำพูดที่เขาพูดต่อหน้า เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศว่า ผู้พูดอาจรู้ความเป็นผู้สะอาดได้ จึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า ถาโม ได้แก่ กำลังแห่งญาณ.
               จริงอยู่ กำลังญาณของผู้ใดไม่มี เมื่อเกิดอุปัทวันตรายขึ้น ผู้นั้นก็มองไม่เห็นการถือสิ่งที่ควรถือ กิจที่ควรทำ ย่อมประพฤติเหมือนดังเข้าไปยังเรือนที่มืดตื้อ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร บุคคลพึงรู้กำลัง [ญาณ] ได้ก็ในคราวมีอันตราย.
               บทว่า สากจฺฉาย ได้แก่ การสนทนากัน.
               จริงอยู่ ถ้อยคำของคนทรามปัญญาย่อมเลื่อนลอย เหมือนลูกยางลอยน้ำ ปฏิภาณของผู้มีปัญญาพูดไม่มีที่สิ้นสุด.
               เป็นความจริง โดยอาการที่น้ำไหว เขาก็รู้ได้ว่า ปลาตัวเล็กหรือตัวโต.
               บทว่า โอจรกา ได้แก่ ประพฤติเบื้องต่ำ [ใต้ดิน].
               จริงอยู่ พวกจารบุรุษ แม้จะประพฤติอยู่ตามยอดเขา ก็ชื่อว่าประพฤติต่ำทั้งนั้น.
               บทว่า โอจริตฺวา ได้แก่ ประพฤติต่ำ สอดแนม สอดรู้เรื่องนั้นๆ.
               บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ ธุลีและน้ำ.
               บทว่า วณฺณรูเปน ได้แก่ โดยวรรณะและทรวดทรง.
               บทว่า อิตรทสฺสเนน ได้แก่ การเห็นกันนิดหน่อย.
               บทว่า วิยญฺชเนน ได้แก่ เครื่องบริขาร.
               บทว่า ปฏิรูปโก มตฺติกกุณฺฑโล จ ได้แก่ ตุ้มหูทองเทียม ตุ้มหูดิน.
               บทว่า โลหฑฺฒมาโส ได้แก่ มาสกทำด้วยโลหะ.

               จบอรรถกถาชฏิลสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ชฏิลสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 352อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 354อ่านอรรถกถา 15 / 359อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=2515&Z=2574
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com