ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒
โทณปากสูตรที่ ๓

               อรรถกถาโทณปากสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในโทณปากสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
               บทว่า โทณปากสุทํ ได้แก่ พระกระยาหารคือข้าวสุกแห่งข้าวสารทะนานหนึ่ง.
               อธิบายว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสารทะนานหนึ่ง และแกงกับที่เหมาะแก่ข้าวสุกนั้น.
               บทว่า ภุตฺตาวี ความว่า ทรงบรรเทาความเมาในพระกระยาหารก่อนแล้วพักผ่อนครู่หนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ แต่วันนั้น ท้าวเธอกำลังเสวย ระลึกถึงพระทศพล ก็ล้างพระหัตถ์แล้วเสด็จไป.
               บทว่า มหสฺสาสี ความว่า ท้าวเธอกำลังเสด็จไป ก็เกิดความกระวนกระวาย เพราะพระกระยาหารอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น จึงทรงหายใจด้วยพระอัสสาสะอย่างแรง หยาดพระเสโทก็ไหลออกจากพระวรกายของพระองค์ พวกราชบุรุษต้องยืนประคองทั้งสองข้าง พัดวีพระองค์ด้วยขั้วใบตาลคู่ แต่ท้าวเธอก็ไม่อาจบรรทม เพราะทรงคารวะในพระพุทธองค์.
               ท่านหมายเอาข้อนี้จึงกล่าวว่า มหสฺสาสี.
               บทว่า อิมํ คาถํ อภาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า พระราชาทรงลำบาก เพราะไม่ทรงรู้จักประมาณในโภชนะ เราจักทำพระองค์ให้อยู่ผาสุก ณ บัดนี้ แล้วจึงได้ตรัส [พระคาถานี้].
               บทว่า มนุชสฺส แปลว่า สัตว์.
               บทว่า กหาปณสตํ ได้แก่ ๑๐๐ กหาปณะอย่างนี้ คือเวลาพระกระยาหารเช้า ๕๐ เวลาพระกระยาหารเย็น ๕๐.
               บทว่า ปาปุณิตฺวา ความว่า ไปกับพระราชาได้หน่อยหนึ่ง ก็ทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระบาทจะให้พระแสงดาบมงคลเล่มนี้แก่ใคร พระเจ้าข้า. เมื่อท้าวเธอรับสั่งว่า ให้แก่คนโน้น. สุทัศนมาณพนั้นก็ให้ดาบนั้น กลับมาสำนักพระทศพล ยืนถวายบังคมแล้วทูลว่า ท่านพระโคดมเจ้าข้า โปรดตรัสพระคาถา. แล้วก็เรียนพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว.
               ถามว่า ได้ยินว่า สุทัศนมาณพกล่าวพระคาถาทุกเวลาที่เทียบพระเครื่อง กล่าวอย่างไร.
               ตอบว่า กล่าวโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน.
               ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนมาณพนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนมาณพ เจ้าอย่ากล่าวคาถานี้พร่ำเพรื่อ ในที่ไปถึงๆ (เหมือนนักร้องนักรำ) จงยืนใกล้ที่เสวยของพระราชา อย่ากล่าวเมื่อเสวยพระกระยาหารก้อนแรก พึงกล่าวเมื่อทรงถือก้อนสุดท้าย พระราชาทรงได้ยินแล้ว จักทรงทิ้งก้อนข้าว เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว ก็พึงชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้เท่าใด] รู้จักกับแกล้มที่ผสมกับข้าวนั้น [แยกกับข้าวออก] วันรุ่งขึ้นก็พึงลดข้าวสารเสียเพียงเท่านั้น พึงกล่าวเฉพาะในเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า อย่ากล่าวในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น.
               มาณพนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว ได้กล่าวคาถาโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน ในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น เพราะในวันนั้น พระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จเสด็จไปเสียแล้ว. พระราชาทรงระลึกถึงพระดำรัสของพระทศพล ก็ทิ้งก้อนข้าวลงในถาดนั่นแหละ เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว มาณพก็ชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้เท่าใด] วันรุ่งขึ้น ก็ลดข้าวสารเสียเท่านั้น.
               บทว่า นาฬิโกทนปรมตาย สณฺฐาสิ ความว่า
               ได้ยินว่า มาณพนั้นไปสำนักพระตถาคตทุกวันเป็นผู้คุ้นกับพระทศพล.
               ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามมาณพนั้นว่า พระราชาเสวยเท่าไร. มาณพนั้นทูลตอบว่า ข้าวสุกทะนานหนึ่ง พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ด้วยปริมาณเพียงเท่านี้ ส่วนของบุรุษนี้นับว่าเหมาะ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ากล่าวคาถาเลย. ดังนั้น พระราชาจึงดำรงอยู่ในปริมาณนั้นนั่นแล.
               ในคำว่า ทิฏฺฐธมฺมิเกน เจว อตฺเถน สมฺปรายิเกน จ นี้ความที่พระราชามีพระสรีระสละสลวย ชื่อว่าเป็นประโยชน์ปัจจุบัน.
               ศีลชื่อว่าประโยชน์ภายหน้า ด้วยว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ย่อมชื่อว่าเป็นองค์ [ส่วน] ของศีลแล.

               จบอรรถกถาโทณปากสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ โทณปากสูตรที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 359อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 364อ่านอรรถกถา 15 / 368อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=2631&Z=2656
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com