ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑
พรหมเทวสูตรที่ ๓

               อรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓               
               ในพรหมเทวสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เอโก ความว่า เป็นผู้ผู้เดียว คืออยู่คนเดียวในอิริยาบถทั้งหลายมียืนเป็นต้น.
               บทว่า วูปกฏฺโฐ ได้แก่ ปลีกตัวไป คือปราศจากการคลุกคลีด้วยกาย.
               บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ อยู่ในความเป็นผู้ไม่ปราศจากสติ.
               บทว่า อาตาปี ได้แก่ ประกอบด้วยความเพียรเครื่องเผากิเลส.
               บทว่า ปหิตตฺโต ได้แก่ มีตนส่งไปแล้ว.
               บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตรผู้มีมารยาท.
               บทว่า สมฺมเทว ความว่า ไม่ใช่บวชเพราะเป็นหนี้ ไม่ใช่บวชเพราะมีภัย ไม่ใช่บวชเลี้ยงชีพ. แม้ผู้ที่บวชไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ บำเพ็ญปฏิปทาที่สมควร ก็ชื่อว่าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบทั้งนั้น.
               บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ อริยผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์.
               บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง.
               บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ รู้ด้วยตนเอง คือทำให้ประจักษ์.
               บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ ได้เฉพาะคือสำเร็จผลอยู่แล้ว. ก็ท่านพระพรหมเทวะอยู่ด้วยประการฉะนี้ ได้รู้ชัดแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงปัจจเวกขณภูมิของท่าน ด้วยบทนี้.
               ถามว่า ก็ชาติไหนของท่านพรหมเทวะนั้นสิ้นแล้ว และท่านพรหมเทวะรู้ชัด ข้อนั้นได้อย่างไร.
               ตอบว่า ชาติส่วนอดีตของท่านพรหมเทวะนั้น ชื่อว่าสิ้นแล้วไม่ได้ก่อน เพราะสิ้นไปในกาลก่อนเสียแล้ว ชาติส่วนอนาคต ชื่อว่าสิ้นแล้วก็ไม่ได้ เพราะไม่มีความพยายามในชาตินั้น ชาติส่วนปัจจุบันก็ชื่อว่าสิ้นแล้วไม่ได้ เพราะยังมีอยู่. แต่ชาติใดต่างโดยเป็นขันธ์เดียว ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ ในบรรดาเอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ พึงเกิดขึ้น เพราะยังมิได้อบรมมรรค ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นแล้ว เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะอบรมมรรคแล้ว. ท่านพรหมเทวะนั้นพิจารณากิเลสที่ละได้ด้วยมรรคภาวนา ย่อมรู้ชาตินั้นว่า กรรมแม้มีอยู่ก็ไม่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไป เพราะไม่มีกิเลส.
               บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว. อธิบายว่า กระทำแล้ว ประพฤติแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว.
               บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์.
               บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจแม้ ๑๖ อย่าง คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจและภาวนากิจ ด้วยมรรคทั้ง ๔ ในสัจจะ ๔ [๔x๔=๑๖] ทำสำเร็จแล้ว.
               บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า บัดนี้ มรรคภาวนาเพื่อความเป็นอย่างนี้ คือเพื่อความเป็นกิจ ๑๖ อย่างอย่างนี้ หรือเพื่อความสิ้นกิเลส ไม่มีอีก.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ได้แก่ จากความเป็นอย่างนี้ คือจากประการอย่างนี้ ท่านพรหมเทวะได้ทราบว่า ขันธสันดานอื่นจากขันธสันดานที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้ไม่มี แต่เบญจขันธ์เหล่านี้ ท่านกำหนดรู้แล้ว ยังตั้งอยู่ได้เหมือนต้นไม้มีรากขาดแล้ว.
               บทว่า อญฺญตโร แปลว่า องค์หนึ่ง.
               บทว่า อรหตํ ความว่า ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า สปทานํ ได้แก่ เที่ยวไปตามลำดับตรอก คือเที่ยวไปตามลำดับไม่เลยเรือนที่ถึงแล้ว.
               บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่ เข้าไปอยู่.
               ก็มารดาของเขาพอเห็นบุตรก็ออกจากเรือนพาเข้าไปภายในที่อยู่ ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้.
               บทว่า อาหุตึ นิจฺจํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า รับของบูชาคือบิณฑะก้อนข้าวในกาลเป็นนิจ. ก็ในวันนั้นมีพลีกรรมเพื่อภูตในเรือนนั้น. ทุกเรือนทาสีเขียวมีข้าวตอกเกลื่อนกลาด แวดล้อมด้วยทรัพย์และดอกไม้ ยกธงชัยธงปฏาก ขึ้นตั้งหม้อน้ำมีน้ำเต็มไว้ในที่นั้นๆ จุดประทีปสว่าง ประดับด้วยผงของหอมและดอกไม้เป็นต้น. ได้มีแว่นเวียนเทียนถือส่งต่อกันไปโดยรอบ. นางพราหมณี แม้นั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำหอม ๑๖ หม้อ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ.
               สมัยนั้น นางให้พระมหาขีณาสพนั่งแล้ว มิได้ถวายแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค บรรจุข้าวปายาสเต็มถาดทอง ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ที่หลังบ้านมีพื้นที่ที่ประดับด้วยของทาสีเขียวเป็นต้น นางถือถาดนั้นไปที่นั้น วางก้อนข้าวปายาสตรงที่ ๔ มุมและตรงกลางแห่งละก้อน ถือไปก้อนหนึ่ง มีเนยใสไหลลงถึงข้อศอก คุกเข่าบนแผ่นดิน กล่าวเชิญพรหมให้บริโภคว่า ขอท่านมหาพรหมจงบริโภค ขอท่านมหาพรหมจงนำไป ขอมหาพรหมจงอิ่มหนำ ดังนี้.
               บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดนี้ได้มีแก่ท้าวสหัมบดีพรหมผู้สูดกลิ่นศีลของพระมหาขีณาสพ ซึ่งท่วมเทวโลกฟุ้งไปถึงพรหมโลก.
               บทว่า สํเวเชยฺยํ ได้แก่ พึงตักเตือน คือพึงให้ประกอบในสัมมาปฏิบัติ. อธิบายว่า จริงอยู่ นางพราหมณีนั้นให้พระมหาขีณาสพผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลเห็นปานนี้ นั่งแล้ว มิได้ถวายอาหารแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค ดุจทิ้งตาชั่งเสียแล้วใช้มือชั่ง ดุจทิ้งกลองเสียแล้วประโคมท้อง ดุจทิ้งไฟเสียแล้วเป่าหิ่งห้อย เที่ยวทำพลีแก่ภูต เราจักไปทำลายมิจฉาทิฏฐิของนาง ยกนางขึ้นจากทางแห่งอบาย จะกระทำโดยวิธีให้นางหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิลงในพระพุทธศาสนาแล้วขึ้นสู่ทางสวรรค์.
               บทว่า ทูเร อิโต ความว่า ไกลจากที่นี้.
               จริงอยู่ ก้อนศิลาขนาดเท่าเรือนยอดตกจากพรหมโลก วันหนึ่งคืนหนึ่งสิ้นระยะทาง ๔๘,๐๐๐ โยชน์ ใช้เวลาถึง ๔ เดือน โดยทำนองนี้ จึงตกถึงแผ่นดิน พรหมโลกชั้นที่ต่ำกว่าเขาหมดอยู่ไกลอย่างนี้.
               บทว่า ยสฺสาหุตึ ความว่า โลกของพรหมที่นางพราหมณีบูชาด้วยก้อนข้าว อยู่ไกล.
               ในบทว่า พฺรหฺมปถํ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า ชื่อว่าทางของพรหม ได้แก่กุศลฌาน ๔ ส่วนวิบากฌาน ๔ ชื่อว่าเป็นทางชีวิตของพรหมเหล่านั้น เธอไม่รู้ทางของพรหมนั้น กระซิบอยู่ทำไม เพ้ออยู่ทำไม. จริงอยู่ พรหมทั้งหลายย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยฌานที่มีปีติ หาได้ใส่ข้าวสารแห่งข้าวสาลีและเคี้ยวกินน้ำนมที่เคี่ยวแล้วไม่ ท่านอย่าลำบาก เพราะสิ่งที่ไม่ใช่เหตุเลย ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงประคองอัญชลี แล้วย่อตัวเข้าไปชี้พระเถระอีกกล่าวว่า ดูก่อนนางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนี้ ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรูปธิโก ความว่า เว้นจากอุปธิ คือกิเลสอภิสังขารและกามคุณ.
               บทว่า อติเทวปตฺโต ความว่า ถึงความเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ถึงความเป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม.
               บทว่า อนญฺญโปสี ความว่า ชื่อว่าไม่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่เลี้ยงอัตภาพของผู้อื่นหรือบุตรและภรรยา นอกจากอัตภาพนี้.
               บทว่า อาหุเนยฺโย ความว่า ควรเพื่อจะรับบิณฑะที่เขาบูชา ปิณฑะที่เขาต้อนรับ.
               บทว่า เวทคู ได้แก่ ถึงที่สุดทุกข์ด้วยเวท คือมรรค ๔.
               บทว่า ภาวิตตฺโต ได้แก่ อบรมตนให้เจริญตั้งอยู่.
               บทว่า อนูปลิตฺโต ได้แก่ อันเครื่องฉาบคือตัณหาและทิฐิไม่ฉาบแล้ว.
               บทว่า ฆาเสสนํ อิริยติ ได้แก่ เที่ยวแสวงหาอาหาร.
               บทว่า น ตสฺส ปจฺฉา น ปุรตฺถมตฺถิ ความว่า ภายหลังเรียกว่าอดีต ภายหน้าเรียกว่าอนาคต. ท่านกล่าวไว้ว่า ภายหลังหรือภายหน้าย่อมไม่มีแก่ผู้เว้นจากฉันทราคะในขันธ์ส่วนอดีตและขันธ์ส่วนอนาคต ด้วยประการฉะนี้.
               ในบทว่า สนฺโต เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               ชื่อว่า สนฺโต เพราะสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า วิธูมะ เพราะปราศจากควันคือความโกรธ. ชื่อว่า อนีฆะ เพราะไม่มีทุกข์. แม้ถือไม้เท้าเป็นต้นเที่ยวไป ก็ชื่อว่าวางไม้แล้ว เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่า.
               ในคำว่า ตสถาวเรสุ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้
               ปุถุชนทั้งหลายชื่อว่าผู้สะดุ้ง พระขีณาสพทั้งหลายชื่อว่าผู้มั่นคง. พระเสขบุคคล ๗ จำพวกไม่อาจจะเรียกว่าผู้สะดุ้งได้ ท่านเหล่านั้นมิใช่ผู้มั่นคง แต่เมื่อจะแบ่งพวก ก็แบ่งเป็นพวกมั่นคงนั่นแหละ.
               บทว่า โส ตฺยาหุตึ ตัดบทเป็น โส ตว อาหุตึ.
               บทว่า วิเสนิภูโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากกองทัพโดยกองทัพคือกิเลส. บทว่า อเนโช ได้แก่ ปราศจากตัณหา. บทว่า สุสีโล ได้แก่ เป็นผู้มีศีลดี โดยศีลของพระขีณาสพ. บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ความว่า มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี โดยผลวิมุตติ.
               บทว่า โอฆติณฺณํ ได้แก่ข้ามโอฆะ ๔ เสียได้. ด้วยกถามรรคเพียงเท่านี้ พรหมสรรเสริญคุณของพระเถระ ประกอบนางพราหมณีไว้ในสัมมาทิฏฐิ. ก็อวสานคาถา [คาถาสุดท้าย] พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายตั้งไว้แล้ว.
               บทว่า ปติฏฺฐเปสิ ทกฺขิณํ ความว่า ตั้งทักษิณาคือปัจจัย ๔.
               บทว่า สุขมายติกํ ความว่า มีสุขในอนาคต คือมีสุขเป็นผลในอนาคต. อธิบายว่า นำสุขมาให้.

               จบอรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พรหมเทวสูตรที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 559อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 563อ่านอรรถกถา 15 / 566อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=4535&Z=4589
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com