ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒
มหาศาลสูตรที่ ๔

               อรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔               
               ในมหาศาลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ลูโข ลูขปาปุรโณ ได้แก่ เป็นคนแก่ มีผ้าห่มเก่า.
               บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงเข้าไปหา.
               เล่ากันมาว่า ในเรือนของพราหมณ์นั้นได้มีทรัพย์ถึง ๘ แสน. พราหมณ์นั้นได้ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน จ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน.
               ลำดับนั้น เมื่อนางพราหมณีของพราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่า ถ้าบิดาจักนำนางพราหมณีอื่นมา ตระกูลจักแตกด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนาง เอาเถอะ เราจักสงเคราะห์ท่าน.
               บุตรทั้ง ๔ คนนั้นบำรุงด้วยของกินและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้น สงเคราะห์ วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นั้นนอนกลางวันแล้วลุกขึ้น จึงพากันนวดมือและเท้า กล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง จึงอ้อนวอนว่า พวกฉันจักบำรุงท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉัน. พราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละหนึ่งแสนอีก แล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดออกเป็น ๔ ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตน มอบให้ไป. บุตรคนโตบำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน.
               ครั้นวันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำแล้วมาอยู่อย่างนี้ว่า เหตุไร ท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจนเหลือเฟือ บุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ ท่านไม่รู้ทางไปเรือนของบุตรคนอื่นๆ หรือ. พราหมณ์โกรธว่า อีหญิงถ่อย จงฉิบหาย แล้วได้ไปเรือนบุตรอื่น. แต่นั้น ๒-๓ วัน ก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้
               เหตุนั้น เมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาว เที่ยวภิกขาจารโดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลง มีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไป ลุกขึ้นนั่งตรวจดูตนเมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตร จึงคิดว่า ได้ยินว่า พระสมณโคดมมีพระพักตร์ไม่สะยิ้ว มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถาร เราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ปฏิสันถาร. พราหมณ์จัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อย ถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
               บทว่า ทาเรหิ สํปุจฺฉ ฆรา นิกฺขาเมนฺติ ความว่า บุตรทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มีทรัพย์ จึงปรึกษากับภรรยาของตน แล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน.
               บทว่า นนฺทิสฺสํ ความว่า เราเกิดความเพลิดเพลิน ยินดี ปราโมทย์.
               บทว่า ภาวมิจฺฉิสํ ความว่า เราปรารถนาความเจริญ.
               บทว่า สาว วาเทนฺติ สูกรํ ความว่า พวกสุนัขเป็นฝูงๆ เห่าไล่สุกร เห่าร้องขึ้นดังๆ บ่อยๆ ฉันใด บุตรทั้งหลายก็ฉันนั้น พร้อมกับภรรยาขับไล่เราผู้ร้องเสียงดังๆ ให้หนีไป.
               บทว่า อสนฺตา ได้แก่ อสัตบุรุษทั้งหลาย.
               บทว่า ชมฺมา แปลว่า ผู้ลามก. บทว่า ภาสเร แปลว่า ย่อมกล่าว.
               บทว่า ปุตฺตรูเปน ได้แก่ ด้วยเพศของบุตร.
               บทว่า วโยคตํ ได้แก่ ย่อมละ คือทอดทิ้งเราผู้ล่วงวัยทั้ง ๓ ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย.
               บทว่า นิพฺโภโค แปลว่า ไม่มีเครื่องบริโภค.
               บทว่า ขาทนา อปนียติ ความว่า คนทั้งหลายย่อมให้ของกินมีรสต่างๆ แก่ม้าชั่วเวลาที่มันยังหนุ่มมีกำลังวิ่งไว ต่อแต่นั้น พอมันแก่หมดกำลังก็ทอดทิ้ง มันไม่ได้รับการดูแล ต้องเที่ยวไปหาหญ้าแห้งในดงกับแม่โคทั้งหลาย บิดาชื่อว่าไม่มีโภคะ เพราะทรัพย์ทั้งปวงถูกปล้นไปหมด เวลาแก่เหมือนม้านั้น พระเถระผู้เป็นบิดาของคนพาล ก็เสมือนเราต้องขออาหารในเรือนคนอื่น.
               ศัพท์ว่า ยญฺเจ เป็นนิบาต.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เขาว่าไม้เท้ายังประเสริฐกว่า ดีกว่าบุตรของเราที่ไม่เชื่อฟัง ไม่ยำเกรง ไม่อยู่ในปกครอง. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่าไม้เท้านั้นเป็นของประเสริฐ จึงตรัสว่า จณฺฑํปิ โคณํ ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า ปุเร โหติ ได้แก่ใช้นำหน้า อธิบายว่า เอาไม้เท้านั้นไว้ข้างหน้าไป ย่อมสะดวก. บทว่า คาธเมติ ความว่า เวลาลงน้ำ ใช้ไม้เท้าเป็นที่พึ่งในน้ำลึก.
               บทว่า ปริยาปุณิตฺวา ได้แก่ เรียนจนคล่องปาก.
               บทว่า สนฺนิสินฺเนสุ ความว่า ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้น เมื่อพวกบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้น นั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่างใหญ่ ท่ามกลางพวกพราหมณ์.
               บทว่า อภาสิ ความว่า พราหมณ์แก่คิดว่า นี้เป็นเวลาของเราแล้ว จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหม เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่า กล่าวเถิด กล่าวเถิด ท่านพราหมณ์ พวกเราจักฟัง ดังนี้ จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว.
               ก็โดยสมัยนั้นแล พวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา ผู้นั้นควรให้ตายเสีย ดังนี้ เพราะฉะนั้น บุตรพราหมณ์เหล่านั้นจึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า พ่อจ๋า ขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวกฉันเถิด.
               เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูกๆ พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ๆ ของฉันพินาศเสียเลย พวกเขาจักเลี้ยงดูเรา ดังนี้.
               ลำดับนั้น คนทั้งหลายกล่าวกะลูกๆ ของพราหมณ์นั้นว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่าพวกเธอเสีย. ลูกๆ เหล่านั้นมีความกลัว จึงนำบิดาไปยังเรือนปรนนิบัติ. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข ตํ พฺราหฺมณมหา สาลํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺวา ความว่า ให้บิดานั่งบนตั่งแล้วยกขึ้น นำไปด้วยตนเอง.
               บทว่า นฺหาเปตฺวา ความว่า เอาน้ำมันทาตัวแล้วนวดฟั้น ให้อาบด้วยผงของหอมเป็นต้น. ให้เรียกนางพรหมณีทั้งหลายมากล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเธอจงปรนนิบัติบิดาของเราให้ดี ถ้าพวกเธอประมาท พวกเราจักขับไล่พวกเธอออกจากเรือน ดังนี้แล้วให้บริโภคโภชนะอย่างประณีต.
               พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบายสองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง มีร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่า เราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระสมณโคดม จึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข โส ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทโวจ ความว่า พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูล แล้วได้กล่าวคำนี้ คือกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเอง อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกลูกๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔ ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น ข้าพระองค์จักบริโภคเอง ๒ ส่วน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ท่านอย่ามอบให้เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้น.
               พราหมณ์กราบทูลว่า ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือน เรียกพวกลูกมาบอกว่า ลูกๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒ ส่วนแก่พระสมณโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึงบ้าน พวกเจ้าอย่าลืมเสียล่ะ พวกลูกพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ.
               เช้าวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ ของลูกคนโต. พอเขาเห็นพระศาสดาเท่านั้น รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือน ให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต.
               วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง พระองค์เสด็จไปเรือนของลูกพราหมณ์ทุกคนตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้. พวกลูกพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือนๆ กัน.
               อยู่มาวันหนึ่ง ที่เรือนของลูกคนโตมีงานมงคล. ลูกคนโตนั้นกล่าวกะบิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร. พราหมณ์กล่าวว่า พวกเราไม่รู้จักใครอื่นเลย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ ลูกคนโตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของลูกชายคนโตนั้น ในวันรุ่งขึ้น. ลูกชายคนโตนั้น เชิญเสด็จพระศาสดาให้เข้าไปสู่เรือน ซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง นิมนต์ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อย และของเคี้ยวต่างชนิด.
               ลำดับนั้น ลูกทั้งสี่คนของพราหมณ์นั่งเฝ้าพระศาสดา กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาท ขอพระองค์จงดูอัตภาพ.
               พระศาสดาตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำแล้วเป็นความดี พวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียว แล้วตรัสนาคราชชาดก ยกอริยสัจ ๔ แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนาพราหมณ์พร้อมด้วยลูก ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               จำเดิมแต่นั้น พระศาสดามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้นในกาลทั้งปวง ดังนี้แล.

               จบอรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มหาศาลสูตรที่ ๔ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 682อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 689อ่านอรรถกถา 15 / 694อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=5687&Z=5739
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :