ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑
อุปเนยยสูตรที่ ๓

               อรรถกถาอุปเนยยสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในอุปเนยยสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
               บทว่า อุปนียติ ได้แก่ ย่อมสิ้นไปโดยรอบ ย่อมดับ หรือว่าย่อมมาถึง คือย่อมเข้าถึงมรณะโดยลำดับ. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ฝูงโคอันนายโคบาลย่อมต้อนไปฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น อันชราย่อมต้อนไปสู่สำนักแห่งความตาย.
               บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. บทว่า อปฺปํ แปลว่า เล็กน้อย คือนิดหน่อย.
               บัณฑิตพึงทราบความที่ชีวิตคือ อายุนั้นเป็นของน้อยโดยอาการ ๒ อย่าง คือชื่อว่าน้อย เพราะความที่มีชีวิตนั้นเป็นไปกับด้วยรส คือความเสื่อมสิ้นไป และเพราะความที่ชีวิตนั้นประกอบด้วยขณะ คือครู่เดียว.
               จริงอยู่ เพราะพระบาลีว่า โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยฺโย แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นอยู่นาน บุคคลนั้นก็พึงเป็นอยู่ร้อยปี ต่ำกว่าบ้าง เกินกว่าบ้าง ดังนี้ จึงชื่อว่าน้อย เพราะความที่ชีวิตนี้เป็นไปกับด้วยรส คือความเสื่อมสิ้นไป.
               ก็เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยมาก (เกินเปรียบ) คือสักว่าเป็นไปเพียงจิตดวงเดียวเท่านั้น (ว่าโดยปรมัตถ์ ขณะมี ๓ คืออุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ) จึงชื่อว่าน้อย เพราะความที่ชีวิตนามนั้นเป็นของเป็นไปกับด้วยขณะ.
               อุปมาด้วยล้อแห่งรถ แม้เมื่อหมุนไป ย่อมหมุนไปโดยส่วนแห่งกงรถหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดอยู่ก็ย่อมหยุดโดยส่วนแห่งกงรถหนึ่งนั่นแหละฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปในขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นเมื่อจิตดวงนั้นสักว่าแตกดับแล้ว ท่านก็เรียกว่า สัตว์ตายแล้ว.
               เหมือนคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                         อตีเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิตฺถ
                         น ชีวติ น ชีวิสฺสติ
                         อนาคเต จิตฺตกฺขเณ
                         น ชีวิตฺถ น ชีวติ ชีวิสฺสติ.
                         ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ
                         น ชีวิตฺถ ชีวติ น ชีวิสฺสติ.

               ในขณะแห่งจิตอันเป็นอดีต บุคคลชื่อว่าเป็นอยู่แล้ว
               มิใช่กำลังเป็นอยู่ มิใช่จักเป็นอยู่ ในขณะแห่งจิตอัน
               เป็นอนาคต บุคคลชื่อว่าจักเป็นอยู่ มิใช่เป็นอยู่แล้ว
               มิใช่เป็นอยู่ ในขณะแห่งจิตอันเป็นปัจจุบัน บุคคล
               ชื่อว่ากำลังเป็นอยู่ มิใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่.
                     ชีวิตํ อตฺตภาโว จ    สุขทุกฺขา จ เกวลา
                     เอกจิตฺตสมายุตฺตา   ลหุโส วตฺตเต ขโณ.
               ชีวิต อัตตภาพ สุขและทุกข์ทั้งหมด ประกอบด้วย
               จิตดวงเดียว ขณะของจิตนั้นย่อมเป็นไปเร็วพลัน.
                     เย นิรุทฺธา มรนฺตสฺส    ติฏฺฐมานสฺส วา อิธ
                     สพฺเพปิ สทิสา ขนฺธา   คตา อปฺปฏิสนฺธิยา.
               จิตเหล่าใดของสัตว์ที่กำลังดำรงอยู่ หรือกำลังตาย
               แตกดับไปแล้วในปวัตติกาลนี้ จิตเหล่านั้นทั้งหมด
               หาได้กลับมาเกิดอีกไม่ แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน.
                     อนิพฺพตฺเตน น ชาโต    ปจฺจุปฺปนฺเนน ชีวติ
                     จิตฺตภงฺคมโต โลโก   ปญฺญตฺติ ปรมตฺถิยา.
                         เพราะจิตไม่เกิด สัตว์โลกก็ชื่อว่าไม่เกิด
                         เพราะจิตเกิดขึ้นเฉพาะหน้า สัตว์โลกก็
                         ชื่อว่าเป็นอยู่ เพราะความแตกดับแห่งจิต
                         สัตว์โลกจึงชื่อว่าตายแล้ว นี้เป็นบัญญัติ
                         เนื่องด้วยปรมัตถ์.

               บทว่า ชรูปนตสฺส อธิบายว่า เมื่อบุคคลเข้าถึงชราแล้ว หรือว่าเมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปสู่สำนักแห่งความตาย.
               บทว่า น สนฺติ ตาณา อธิบายว่า ใครๆ ชื่อว่าสามารถเพื่อจะให้ความป้องกัน คือให้ความปลอดภัย ให้เป็นที่พึ่งอาศัยได้ ย่อมไม่มี.
               บทว่า เอตํ ภยํ ความว่า ภัยนี้มี ๓ อย่าง คือการเข้าถึงความตายแห่งชีวิตินทรีย์ ความที่ชีวิตินทรีย์มีอายุเล็กน้อย และความที่ไม่มีเครื่องต้านทานของบุคคลผู้อันชราต้อนไปแล้ว.
               อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งภัย (ภยวตฺถุ) คือเป็นเหตุแห่งภัย (ภยการณํ).
               บทว่า ปุญฺญานิกยิราถ สุขาวหานิ ได้แก่ วิญญูชนพึงทำบุญทั้งหลายอันนำความสุขมาให้ คืออันให้ซึ่งความสุข. ด้วยเหตุนี้นั้น เทวดาหมายเอารูปาวจรฌานจึงถือเอาบุพเจตนา มุญจนเจตนาและอปรเจตนาแล้วกล่าวถึงบุญทั้งหลายด้วยสามารถแห่งคำพหูพจน์ และถือเอาความชอบใจในฌาน ความใคร่ในฌานและความสุขในฌานแล้ว จึงกล่าวว่า บุญทั้งหลายนำความสุขมาให้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า เทวดานั้นได้มีความคิดว่า โอหนอ สัตว์ทั้งหลายเจริญฌานแล้ว มีฌานยังไม่เสื่อม กระทำกาละแล้ว พึงดำรงอยู่ในพรหมโลกตลอดเวลาอันยาวนาน คือประมาณ ๑ กัปบ้าง ๔ กัปบ้าง ๘ กัปบ้าง ๑๖ กัปบ้าง ๓๒ กัปบ้าง ๖๔ กัปบ้างดังนี้ เพราะตนเองเกิดในพรหมโลกที่มีอายุยาวนานจึงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้กำลังตาย กำลังเกิดที่มีอายุน้อยในเทวดาชั้นกามาวจรเบื้องต่ำ เช่นกับการตกลงแห่งเม็ดฝนพอถูกกระทบก็แตกไป เพราะฉะนั้น จึงกล่าวแล้วอย่างนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ก็เทวดานี้ย่อมกล่าววัฏฏกถา (ถ้อยคำอันเป็นไปในวัฏฏะ) อันไม่เหมาะสม เมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏกถาแก่เทวดานั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๒.
               บรรดาบทแห่งคาถาที่ ๒ เหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ โลกามิส ๒ อย่าง คือปริยายโลกามิส (โลกามิสที่เป็นเหตุ) นิปปริยายโลกามิส (โลกามิสที่ไม่เป็นเหตุ). วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เรียกว่าปริยายโลกามิส. ปัจจัยคือเครื่องอาศัย ๔ อย่าง เรียกว่านิปปริยายโลกามิส.
               ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาปริยายโลกามิส อันที่แท้ แม้นิปปริยายโลกามิสก็ควรในที่นี้เหมือนกัน.
               บทว่า สนฺติเปกฺโข อธิบายว่า มุ่งอยู่ ต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ซึ่งสันติอันยั่งยืน กล่าวคือพระนิพพาน.

               จบอรรถกถาอุปเนยยสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อุปเนยยสูตรที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 4อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 7อ่านอรรถกถา 15 / 9อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=51&Z=59
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :