ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต
อาฬวกสูตรที่ ๑๒

               อรรถกถาอาฬวกสูตรที่ ๑๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในอาฬวกสูตรที่ ๑๒ ต่อไปนี้ :-
               บทว่า อาฬวิยํ ได้แก่ ที่อยู่นั้น เขาเรียกแว่นแคว้นบ้าง เมืองบ้าง ชื่อว่าเมืองอาฬวี. สถานที่อยู่นั้นแล ตั้งอยู่ในที่ประมาณหนึ่งคาวุตไม่ไกลเมือง. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในสถานที่นั้น เข้าไปอาศัยเมืองนั้น ท่านกล่าวว่า ประทับอยู่ในแว่นแคว้นอาฬวี.
               ก็ในบทว่า อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน นี้มีอนุบุพพีกถาต่อไปนี้
               ได้ยินว่า อาฬวกราชาทรงทิ้งเครื่องใช้สำหรับนักฟ้อนรำไว้หลายอย่าง เสด็จไปล่าเนื้อ ในวันที่ ๗ เพื่อปราบโจร เพื่อป้องกัน พระราชาผู้เป็นศัตรูกัน และเพื่อกระทำความพยายาม ทำกติกากับกองพลในวันหนึ่งว่า เนื้อหนีไปข้างผู้ใด เนื้อนั้นเป็นภาระของผู้นั้นเท่านั้น.
               ครั้งนั้น เนื้อหนีไปข้างพระราชานั้นแล. พระราชาทรงถึงพร้อมด้วยเชาว์ ทรงธนูดำเนินตามเนื้อนั้นไปสิ้นสามโยชน์. ส่วนเนื้อทรายมีกำลังวิ่งได้เพียงสามโยชน์เท่านั้น. ครั้งนั้น ท้าวเธอทรงฆ่าเนื้อนั้นที่หมดฝีเท้า เข้าไปสู่แหล่งน้ำยืนอยู่ ตัดออกเป็นสองท่อน แม้ไม่ต้องการด้วยเนื้อแต่หาบมาเพื่อได้พ้นความผิดว่า พระราชาไม่สามารถจับเนื้อได้ ดังนี้ ทรงเห็นต้นไทรใหญ่มีใบหนาไม่ไกลเมืองแล้ว จึงเสด็จไปถึงโคนต้นไทรนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย.
               ณ ต้นไทรนั้น อาฬวกยักษ์ได้ที่อยู่จากสำนักมหาราช กินสัตว์ที่เข้าไปยังโอกาสอันร่มเงาของต้นไม้นั้นถูกต้องแล้ว ในเวลาเที่ยง. ท้าวเธอทรงเห็นยักษ์นั้น เข้ามาเพื่อจะกิน. พระราชาได้ทรงทำกติกากับยักษ์นั้นว่า ท่านปล่อยเราเถิด เราจักส่งมนุษย์และถาดสำรับมาแก่ท่านทุกๆ วัน.
               ยักษ์ทูลว่า พระองค์มัวเมาด้วยเครื่องราชูปโภค จักทรงระลึกไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ไม่ได้เพื่อจะกินสัตว์ที่ไม่เข้าไปถึงที่อยู่ และที่ไม่ได้รับอนุญาต ข้าพระองค์นั้น พึงเสื่อมจากความเจริญดังนี้ จึงไม่ปล่อย. พระราชาตรัสว่า วันใด เราไม่ส่งไป วันนั้น ท่านไปเรือนของเรา จับเรากินเถิด. ยักษ์จึงอนุญาตปล่อยพระองค์. แล้วพระองค์ได้เสด็จมุ่งตรงพระนคร.
               กองพลตั้งค่ายอยู่ริมทาง เห็นพระราชาแล้วทูลอยู่ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์มีภัยมาถึงหรือ ดังนี้ ลุกขึ้นต้อนรับ. พระราชาทรงเล่าความเป็นไปนั้น เสด็จไปยังพระนคร เสวยพระกระยาหารเช้า แล้วเรียกผู้รักษาพระนครมา ทรงบอกเรื่องนั้น.
               ผู้รักษาพระนครทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์กำหนดเวลาหรือเปล่า.
               พระราชาตรัสว่า พนาย เราไม่กำหนดไว้.
               ผู้รักษาพระนคร. ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงทำไม่ถูก เพราะพวกอมนุษย์ย่อมได้เพียงการกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อไม่กำหนดไว้ ชนบทจักถูกเบียดเบียน ข้าแต่พระองค์ จงยกไว้เถิด พระองค์ได้ทรงกระทำอย่างนี้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระองค์จงทรงมีความขวนขวายน้อยเสวยรัชสุขสมบัติเถิด ข้าพระองค์จักทำสิ่งที่ควร ทำในข้อนี้.
               เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนจำกล่าวว่า ผู้ใดต้องการมีชีวิต ผู้นั้นจงออกไปเถิด หมายเอาเหล่าชนที่ถูกประหาร ผู้ใดออกไปก่อนเขาก็นำผู้นั้นไปเรือนให้อาบน้ำให้บริโภค ส่งไปด้วยคำว่า ท่านจงให้ถาดสำรับนี้แก่ยักษ์เถิด.
               ยักษ์นิรมิตอัตภาพอันกลัวแล้วเคี้ยวกินผู้พอเข้าไปโคนไม้นั้นนั่นแหละ เหมือนเหง้ามันฉะนั้น.
               ได้ยินว่า ด้วยอานุภาพของยักษ์สรีระทั้งสิ้นมีผมเป็นต้นของพวกมนุษย์ เป็นเหมือนก้อนเนยใส. พวกคนที่เขาใช้ให้ถือภัตไปให้แก่ยักษ์ เห็นยักษ์นั้นแล้วกลัวแล้ว จึงบอกแก่มิตรว่า พระราชาจับพวกโจรให้ยักษ์จำเดิมแต่นั้น ดังนี้. พวกมนุษย์เลิกทำโจรกรรม.
               สมัยต่อมา เรือนจำว่าง เพราะโจรใหม่ไม่มี และเพราะโจรเก่าหมด.
               ครั้งนั้น ผู้รักษาพระนครทูลพระราชาแล้ว. พระราชาจึงให้คนเอาทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทิ้งไว้ที่ถนนในเมืองด้วยดำริว่า ถ้ากระไร ใครๆ พึงถือเอาด้วยความโลภ ใครๆ ไม่แตะต้องทรัพย์นั้นแม้ด้วยเท้า. ท้าวเธอ เมื่อไม่ได้โจรจึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลาย.
               พวกอำมาตย์ทูลว่า พวกข้าพระองค์จะส่งคนแก่ไปทีละคนตามลำดับตระกูล แม้ตามปกติ คนแก่นั้นใกล้จะตายอยู่แล้ว.
               พระราชาตรัสห้ามว่า คนทั้งหลายจักทำการก่อกวนว่า พระราชาส่งพ่อของเรา ส่งปู่ของเราไป ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจข้อนั้นเลย.
               พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์จะส่งเด็กที่ยังนอนแบเบาะไป ก็เด็กที่เป็นอย่างนั้น ยังไม่มีความรักว่า แม่ของเรา พ่อของเราดังนี้.
               พระราชาทรงอนุญาตแล้ว. พวกอำมาตย์ก็ได้ทำอย่างนั้นแล.
               มารดาของเด็กในเมืองอุ้มเอาพวกเด็กไปและหญิงมีครรภ์หนีไป เลี้ยงเด็กให้เจริญเติบโตในชนบทอื่นแล้วนำมา. ด้วยอาการอย่างนี้แล ล่วงไปแล้วได้ ๑๒ ปี.
               ต่อมาวันหนึ่ง พวกอำมาตย์ค้นหาทั่วพระนครแล้ว ก็ไม่ได้เด็กแม้แต่คนเดียว จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ เด็กในพระนครไม่มีเลย นอกจากอาฬวกกุมารโอรสของพระองค์ภายในบุรี.
               พระราชาตรัสว่า เรารักบุตรฉันใด คนอยู่ในโลกทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่น่ารักยิ่งกว่าตนไม่มีเลย ท่านจงไป จงให้บุตรแม้นั้น แล้วรักษาชีวิตของเราเถิด.
               สมัยนั้น มารดาของอาฬวกกุมารให้บุตรอาบน้ำแล้วตบแต่งทำเป็นเทริดสองชั้น นั่งให้บุตรนอนบนตักอยู่.
               ราชบุรุษไปแล้วในที่นั้นตามรับสั่งของพระราชา จับเอาบุตรนั้นกับแม่นมของมารดาผู้ร่ำไห้ และของพระเทวีหนึ่งหมื่นหกพัน หลีกไปว่า พรุ่งนี้จักเป็นภิกษาของยักษ์. วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติในมหาคันธกุฏีเชตวันวิหาร เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นอุปนิสัยของอาฬวกกุมารบรรลุอนาคามิผล ของยักษ์บรรลุโสดาปัตติผล และสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดวงตาเห็นธรรมในที่สุดแห่งเทศนา ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว เสวยพระกระยาหารก่อน ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอุโบสถแห่งกาฬปักข์เป็นไปอยู่ เมื่อดวงอาทิตย์ตก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อนสอง ทรงบาตรและจีวร เสด็จจากกรุงสาวัตถีไป ๓๐ โยชน์ด้วยพระบาททีเดียว เสด็จเข้าไปที่อยู่ของยักษ์นั้น.
               เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์.
               ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่โคนต้นไทร หรือในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์.
               ตอบว่า ในที่อยู่. เปรียบเหมือนพวกยักษ์ย่อมเห็นที่อยู่ของตนฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับยืนอยู่ใกล้ประตูที่อยู่.
               ในกาลนั้น อาฬวกยักษ์ได้ไปสู่ยักขสมาคมในป่าหิมวันต์. ต่อมา ยักษ์มีนามว่า คัทรภะ ผู้รักษาประตูของอาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาในเวลาวิกาลหรือ.
               ภ. ใช่ คัทรภะ เรามาเวลาวิกาล ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงอยู่ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์คืนหนึ่ง.
               ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่ง ยักษ์นั้นหยาบคายร้ายกาจ ไม่ทำการอภิวาทเป็นต้นแม้แก่มารดาบิดา เขาก็ไม่ชอบใจการอยู่ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               ภ. คัทรภะ เรารู้ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์นั้น และอันตรายบางอย่างจักไม่มีแก่เรา ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว.
               คัทรภะยักษ์ได้กราบทูลคำนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ครั้งที่สองว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาฬวกยักษ์เช่นกระเบื้องร้อนจัด ไม่รู้จักว่ามารดาบิดา ว่าสมณพราหมณ์ หรือว่าธรรม ย่อมทำจิตของบุคคลผู้มาแล้วในที่นี้ ให้ฟุ้งซ่านบ้าง ฉีกหัวใจบ้าง จับที่เท้าบ้าง เหวี่ยงไปสมุทรฝั่งโน้น หรือจักรวาลข้างโน้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้ครั้งที่สองว่า คัทรภะ เรารู้ ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว.
               ค. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า. อนึ่ง ยักษ์นั้นจักพึงฆ่าข้าพระองค์ผู้ไม่บอกขออนุญาตเสียจากชีวิตก็ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะบอกแก่ยักษ์นั้น.
               ภ. คัทรภะ ขอท่านบอกได้ตามสบาย.
               ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงรู้เถิด ดังนี้ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า มุ่งหน้าต่อหิมวันต์หลีกไป. แม้ประตูที่อยู่ได้เปิดช่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเองทีเดียว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปภายในที่อยู่ อาฬวกยักษ์นั่งแล้ว ในวันมงคลเป็นต้น ที่กำหนดไว้แล้ว ณ บัลลังก์ใด เสวยสิริอยู่ ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์นั้น ซึ่งสำเร็จด้วยทิพยรัตนะเปล่งรัศมีทอง.
               หญิงทั้งหลายของยักษ์เห็นรัศมีทอง มาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งแวดล้อม.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปกิณณกธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้น โดยนัยเป็นต้นว่า ในกาลก่อน พวกท่านถวายทาน สมาทานศีล บูชาผู้ควรบูชา จึงได้สมบัตินี้ แม้ในบัดนี้ ขอพวกท่านจงทำอย่างนั้นแล อย่าเป็นผู้มีอิสสาและมัจฉริยะกันและกันเลย.
               หญิงเหล่านั้นฟังเสียงกึกก้องอันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ให้สาธุการพันหนึ่ง จึงนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               แม้คัทรภะยักษ์ไปป่าหิมวันต์ บอกแก่อาฬวกยักษ์นั้นว่า ขอเดชะ ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านพึงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้วในวิมานของท่าน. อาฬวกยักษ์นั้นทำสัญญาแก่คัทรภะยักษ์ว่า ท่านนิ่งเสียเถิด เราไปแล้วจักทำสิ่งที่ควรทำ.
               นัยว่า ยักษ์นั้นเกิดความอายในบริษัท เพราะฉะนั้น จึงได้ทำอย่างนั้น ด้วยคิดว่า ใครๆ อย่าได้ยินในท่ามกลางบริษัท.
               ในกาลนั้น สาตาคิริยักษ์และเหมวตายักษ์คิดว่า เราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระเชตวันแล้วจักไปสมาคมยักษ์ พร้อมกับบริวารไปทางอากาศด้วยยานต่างๆ กัน. ก็ในอากาศทุกแห่งไม่มีทางสำหรับพวกยักษ์เลย. ทางกับทางจดกันถึงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ. ส่วนวิมานของอาฬวกยักษ์ตั้งอยู่บนพื้นดินมีผู้รักษา ล้อมด้วยกำแพงมีซุ้มประตูจัดไว้ดีแล้วสูงสามโยชน์ เช่นหีบดินคาดด้วยข่ายโลหะข้างบน เบื้องบนวิมานนั้นมีทางเดิน.
               ยักษ์เหล่านั้นมาถึงประเทศนั้นแล้วไม่สามารถจะไปได้. ก็ในส่วนเบื้องบนโอกาสที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว จนถึงภวัคคพรหม ใครๆ ไม่สามารถจะไปได้. ยักษ์เหล่านั้นรำพึงว่า นี้อะไร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงลงมาถวายบังคม เหมือนก้อนดินที่เขาซัดไปในอากาศแล้วตกลง ฟังธรรม ทำประทักษิณกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จะไปยักขสมาคม เมื่อสรรเสริญวัตถุสามคือพระรัตนตรัยแล้ว ได้ไปยังยักขสมาคม.
               อาฬวกยักษ์เห็นยักษ์เหล่านั้นถอยไป ได้ทำโอกาสว่า ขอท่านทั้งหลายจงนั่งที่นี้. ยักษ์เหล่านั้นประกาศแก่อาฬวกยักษ์ว่า อาฬวกะ ลาภของท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่ของท่าน ขอท่านผู้มีอายุจงเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่อย่างนี้ มิใช่ประทับอยู่ที่โคนต้นไทร ซึ่งเป็นสถานที่อยู่ของอาฬวกยักษ์. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ณ เมืองอาฬวี.
               ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์ ฯลฯ ได้กล่าวคำนั้นว่า ท่านจงออกไปสมณะ.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อาฬวกยักษ์นี้ จึงได้กล่าวคำนั้น.
               ตอบว่า เพราะประสงค์จะให้สมณะโกรธ.
               ในข้อนั้น พึงทราบความสัมพันธ์ จำเดิมแต่ต้นไปอย่างนี้ ก็เพราะคนไม่มีศรัทธาจะพูดเรื่องศรัทธา พูดยาก. เหมือนคนทุศีลเป็นต้นจะพูดเรื่องศีลเป็นต้น พูดยาก ฉะนั้น อาฬวกยักษ์นี้ฟังการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าจากสำนักของยักษ์เหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีใจดังตะฏะตะฏะอยู่เพราะโกรธภายใน เหมือนก้อนเกลือที่ใส่ในไฟ จึงพูดว่า ใครเล่าเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ซึ่งเข้าไปยังที่อยู่ของเรา.
               ยักษ์เหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุไม่รู้จักพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพวกเรา เมื่อกล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า ผู้อยู่ในภพดุสิตตรวจดูมหาวิโลก ๕ ครั้ง จนถึงยังธรรมจักรให้เป็นไป กล่าวถึงบุรพนิมิต ๓๒ ประการในปฏิสนธิเป็นต้นแล้ว จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่ได้เห็นอัศจรรย์ แม้เหล่านี้.
               อาฬวกยักษ์นั้นแม้เห็นแล้ว ก็พูดว่าไม่เห็น ด้วยอำนาจความโกรธ.
               ยักษ์ทั้งหลายกล่าวว่า อาฬวกะผู้มีอายุ ท่านพึงเห็นหรือไม่เห็นก็ตาม ประโยชน์อะไรด้วยท่านจะเห็นหรือไม่เห็น ท่านจักทำอะไรพระศาสดาของพวกเราได้ ท่านเปรียบพระศาสดานั้น ปรากฏเหมือนลูกโคเกิดในวันนั้น ในที่ใกล้โคใหญ่ที่ทรงกำลัง เหมือนลูกช้างรุ่น ในที่ใกล้ช้างซับมัน โดยส่วนสาม เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ ในที่ใกล้พญาเนื้อ มีคองามด้วยขนห้อยมีแสงพราวแพรว เหมือนลูกกาปีกขาด ในที่ใกล้พญาครุฑมีร่างใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ ท่านจงไป จงทำกิจซึ่งท่านควรทำเถิด.
               เมื่อพวกยักษ์กล่าวอย่างนี้ อาฬวกยักษ์โกรธ ลุกขึ้นกระทืบเท้าซ้ายบนแผ่นมโนศิลา กล่าวว่า วันนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นกัน พระศาสดาของพวกเจ้ามีอานุภาพมาก หรือว่าเรามีอานุภาพมากดังนี้ แล้วยกเท้าขวาเหยียบยอดภูเขาไกรลาสประมาณ ๖๐ โยชน์. เพราะฉะนั้น ก้อนเหล็กกระจายออกสะเก็ดกระเด็น เหมือนทุบด้วยค้อนเหล็ก เขายืนบนภูเขานั้น ประกาศว่า เราเป็นอาฬวกยักษ์. เสียงกระจายไปทั่วชมพูทวีป.
               ได้ยินว่า คนในชมพูทวีปได้ยิน เสียง ๔ อย่างทั่วกันคือ
               เสนาบดียักษ์ชื่อปุณณกะ ชนะการพนันของพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ปรบมือประกาศว่า เราชนะแล้ว.
               ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เสื่อมลง จึงให้วิศวกรรมเทพบุตรเป็นสุนัขประกาศว่า เราจะกัดภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสก อุบาสิกา และอธรรมวาทีบุคคลทั้งปวง.
               เมื่อพระนครถูกพระราชา ๗ พระองค์เข้าไปปิดแล้ว เพราะมีนางปภาวดีเป็นเหตุ ในกุสชาดก พระมหาบุรุษยกนางปภาวดีขึ้นคอช้างกับตน ออกไปจากพระนครประกาศว่า เราเป็นสีหัสสรกุสมหาราช.
               อาฬวกยักษ์ยืนบนยอดเขาไกรลาส. ความจริง ในคราวนั้นอาฬวกยักษ์ได้เป็นเช่นกันบุคคลยืนประกาศที่ประตูในสกลชมพูทวีป. อนึ่ง ป่าหิมพานต์กว้างสามพันโยชน์ หวั่นไหวแล้วด้วยอานุภาพของยักษ์.
               ยักษ์นั้นบันดาลให้ลมบ้าหมู เกิดขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะหนีไปด้วยลมบ้าหมูนั้นแล. ลมเหล่านั้นต่างด้วยลมตะวันออกเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว ทำลายยอดภูเขาได้ประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ ถอนก่อต้นไม้ในป่าเป็นต้น ทั้งรากพัดไปยังอาฬวีนคร ทำลายโรงช้างเก่าให้เป็นผุยผง. กระเบื้องมุงหมุนลอยไปในอากาศ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่า อันตรายจงอย่ามีแก่ใครๆ เลย.
               ลมเหล่านั้นถึงพระทศพล ไม่อาจแล้วเพื่อจะให้แม้แต่เพียงชายจีวรไหวได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนใหญ่ตกด้วยคิดว่า เราจะให้น้ำท่วมสมณะตาย. เมฆตั้งขึ้นเบื้องบนยังฝนให้ตก ฝนร้อยห่า พันห่าเป็นต้นด้วยอานุภาพของยักษ์นั้น. แผ่นดินเป็นช่องด้วยกำลังสายฝน. ห้วงน้ำใหญ่หลากมาบนต้นไม้ในป่าเป็นต้น ไม่อาจเพื่อจะให้แม้เพียงหยาดน้ำเปียกที่จีวรพระทศพลได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนแผ่นหินตก ยอดภูเขาใหญ่ๆ มีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น บันดาลให้ฝนเครื่องประหารตก. ศัสตรามีดาบ หอก ลูกธนูเป็นต้น ที่มีคมข้างเดียว มีคมสองข้างมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็นดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น บันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตก. ถ่านเพลิงมีสีคล้ายดอกทองกวาว ลอยมาทางอากาศกระจายเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนเถ้ารึงตก. เถ้ารึงร้อนจัดลอยมาทางอากาศตกลงเป็นผงจันทน์ ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนทรายตก. ทรายละเอียดมาก มีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศ ตกลงเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนเปือกตมตก, ฝนเปือกตมนั้น มีควันลุกโพลงลอยมาทาง อากาศตกลงเป็นของหอมทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ ความมืดตั้งขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะ กลัวแล้วหนีไป. ความมืดนั้น เช่นกับความมืดประกอบด้วยองค์สีถึงพระทศพลก็หายไป เหมือนถูกแสงสว่าง ดวงอาทิตย์กำจัดฉะนั้น.
               ยักษ์ เมื่อไม่สามารถให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหนีได้ด้วยลมบ้าหมู ฝนใหญ่ ฝนแผ่นหิน ฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ฝนเปือกตมและด้วยความมืดรวม ๙ อย่างเหล่านี้ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยตนเอง ด้วยเสนามีองค์สี่ เกลื่อนกล่นด้วยพวกผีมีรูปหลายอย่าง เพื่อประหารมีอย่างต่างๆ กัน.
               พวกผีเหล่านั้นทำอาการแปลกประหลาดหลายประการแล้ว กล่าวว่า พวกเจ้าจงรับ จงฆ่าเสียเถิด ประหนึ่งว่า ต่างพากันมาอยู่เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปติดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เหมือนแมลงวันเกาะแท่งโลหะที่กำลังเป่าฉะนั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ มารกลับแล้วในเวลามาที่โพธิมัณฑ์เท่านั้นฉันใด พวกผีไม่กล้าฉันนั้น ได้กระทำความยุ่งเหยิงอยู่ประมาณครึ่งคืน.
               อาฬวกยักษ์ เมื่อไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหวั่นไหวได้ แม้ด้วยการแสดงสิ่งที่น่ากลัวหลายประการประมาณครึ่งคืน ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วจึงคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงปล่อยทุสสาวุธ อันใครๆ ทำให้แพ้ไม่ได้ดังนี้.
               นัยว่า อาวุธ ๔ อย่าง คือ
                         วชิราวุธของท้าวสักกะ ๑
                         คทาวุธของท้าวเวสวัณ ๑
                         นัยนาวุธของพญายม ๑
                         ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์ ๑
               เป็นอาวุธประเสริฐในโลก.
               ก็ถ้าท้าวสักกะโกรธ พึงประหารวชิราวุธบนยอดภูเขาสิเนรุ พึงแทงทะลุลงไปภายใต้ได้ตลอด ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์. คทาวุธอันท้าวเวสวัณปล่อยไปในเวลาโกรธ ตีศีรษะของยักษ์หลายพันให้ตกลงแล้ว กลับมาตั้งอยู่ยังเงื้อมมืออีก ด้วยเหตุเพียงพญายมโกรธ มองดูด้วยนัยนาวุธ พวกกุมภัณฑ์หลายพัน ล้มพินาศไป เหมือนหญ้าบนกระเบื้องร้อน.
               ถ้าอาฬวกยักษ์โกรธ พึงปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ฝนไม่ตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยไปในแผ่นดิน รุกขชาติมีต้นไม้และหญ้าทั้งหมดเป็นต้น เหี่ยวแห้งแล้ว จะไม่งอกขึ้นอีกในระหว่าง ๑๒ ปี. ถ้าปล่อยไปในสมุทร น้ำจะแห้งหมด เหมือนหยาดน้ำบนกระเบื้องร้อน. ถ้าปล่อยไปที่ภูเขาแม้เช่นสิเนรุ ภูเขาพึงกระจายออกเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นน้อย. อาฬวกยักษ์นั้นปล่อยทุสสาวุธมีอานุภาพมากอย่างนี้ทำให้เป็นผ้าคลุมจับไว้แล้ว.
               โดยมากเทวดาในหมื่นโลกธาตุ รีบประชุมกันว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรมานอาฬวกยักษ์ พวกเราจักฟังธรรมในที่นั้น. เทวดาแม้ประสงค์จะชมยุทธวิธี ประชุมกันแล้ว อากาศแม้ทั้งสิ้น ได้เต็มแล้วด้วยเทวดาอย่างนี้.
               ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์เที่ยวไปแล้ว จึงปล่อยวัตถาวุธไปเบื้องบนใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. วัตถาวุธนั้น ส่งเสียงน่ากลัวมีควันลุกโพลงในอากาศ เหมือนฟ้าแลบ ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตกลงใกล้พระบาทกลายเป็นท่อนผ้าเช็ดเท้า เพื่อทำลายมานะของยักษ์. อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้น เป็นผู้หมดอำนาจ หมดความจองหอง ลดมานะอันแข็งกระด้าง เปรียบเหมือนโคเขาขาด เหมือนงูถูกถอนเขี้ยว จึงคิดว่า ทุสสาวุธของเราไม่ครอบงำสมณะ เหตุอะไรหนอ เหตุนี้ สมณะประกอบด้วยเมตตาวิหารธรรม เอาเถิด เราแค้นสมณะนั้น จะพรากเสียจากเมตตา.
               ข้อนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสัมพันธ์ดังนี้ว่า
               ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ท่านจงออกไปเถิด สมณะ
               ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า
               เพราะท่านไม่ได้รับอนุญาตเรา เข้าไปยังที่อยู่ของเราแล้ว ยังนั่งในท่ามกลางเรือนสนมเหมือนเจ้าของเรือน ข้อนี้คือการบริโภคสิ่งที่เขาไม่ได้ให้และการคลุกคลีกับหญิง ไม่ควรแก่สมณะ ฉะนั้น ถ้าท่านตั้งอยู่ในสมณธรรม ขอท่านจงออกไปเถิดสมณะ. ส่วนอาจารย์บางคนกล่าวว่า อนึ่ง อาฬวกยักษ์นี้แลกล่าวคำหยาบอื่นเหล่านั้นแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้อย่างนี้.
               ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า เพราะอาฬวกยักษ์เป็นผู้กระด้าง ใครไม่อาจแนะนำด้วยความกระด้างตอบได้ เพราะว่า เขาเมื่อใครทำความกระด้างตอบ ก็กลับเป็นผู้กระด้างขึ้นกว่า เหมือนคนราดน้ำดีที่จมูกของสุนัขดุร้าย สุนัขนั้นพึงดุร้ายขึ้นโดยประมาณยิ่งฉะนั้น. ส่วนอาฬวกยักษ์อาจแนะนำได้ด้วยความอ่อนโยนดังนี้ ทรงรับคำเป็นที่รักของอาฬวกยักษ์นั้น ด้วยพระดำรัสเป็นที่รักว่า ดีละ ผู้มีอายุ แล้วจึงเสด็จออกไป. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จออกไป ด้วยพระดำรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ.
               แต่นั้น อาฬวกยักษ์เป็นผู้มีจิตอ่อนด้วยคิดว่า สมณะนี้หนอว่าง่าย พูดคำเดียวก็ออกไป. เราพึงครอบงำสมณะผู้อยู่สบาย ให้ออกไปชื่ออย่างนี้โดยไม่ใช่เหตุด้วยการรบ ตลอดคืนดังนี้ จึงคิดอีกว่า เราไม่อาจรู้ได้แม้บัดนี้ สมณะออกไปเพราะเป็นผู้ว่าง่ายหรือ หรือว่าโกรธออกไป เอาเถิด เราจักทดลองดู.
               ลำดับนั้น จึงกล่าวว่า ท่านจงเข้าไปหาเถิด สมณะ.
               ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสคำเป็นที่รักแก่อาฬกยักษ์ ผู้มีจิตอ่อนด้วยเข้าใจว่าเป็นผู้ว่าง่ายอีก เพื่อทำการกำหนดจิต จึงตรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ ก็เสด็จเข้าไป.
               อาฬวกยักษ์ทดลองความเป็นผู้ว่าง่ายนั้นแลบ่อยๆ จึงกล่าวครั้งที่สอง ครั้งที่สามว่า ท่านจงออกมา ท่านจงเข้าไปดังนี้.
               แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตามนั้น.
               ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่พึงทำตามปกติ จิตของยักษ์กระด้างจะกลับกระด้างขึ้นกว่า ไม่พึงเป็นภาชนะแห่งธรรมกถา. เพราะฉะนั้น บุตรน้อยย่อมปรารถนาสิ่งใด มารดาให้หรือกระทำสิ่งนั้นแล้ว จึงปลอบบุตรน้อยผู้ร้องไห้อยู่ ให้ยินยอมได้ชื่อฉันใด ยักษ์นั้นกล่าวสิ่งใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำสิ่งนั้น เพื่อปลอบให้ยักษ์ผู้ร้องไห้อยู่ด้วยการร้องไห้คือกิเลส ยินยอมฉันนั้น.
               อนึ่ง แม่นมให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งกอดจูบทารก ผู้ไม่ดื่มน้ำนมแล้วให้ดื่มฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น โอบรัดไว้ด้วยสรรหาถ้อยคำที่กล่าวแล้วแก่ยักษ์นั้น เพื่อให้ยักษ์ได้ดื่มน้ำนมคือโลกุตรธรรม จึงได้ทรงกระทำแล้ว. อนึ่ง บุรุษประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔ อย่างให้เต็มในน้ำเต้า ย่อมชำระภายในน้ำเต้านั้นให้สะอาดฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔ อย่าง คือโลกุตรธรรมให้เต็มในจิตของยักษ์ฉันนั้น ได้ทรงกระทำการออกและการเข้าจนถึงสามครั้ง ก็เพื่อให้มละคือความโกรธภายในของยักษ์นั้นหมดจด.
               ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ให้เกิดจิตลามกขึ้นว่า สมณะนี้ว่าง่าย เราสั่งว่าท่านจงออก ก็ออก. สั่งว่าท่านจงเข้าก็เข้า ถ้ากระไร เราให้สมณะนี้ลำบากตลอดคืนยังรุ่งอย่างนี้แล้ว พึงจับที่เท้าเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคาดังนี้ จึงกล่าวครั้งที่ ๔ ว่า ท่านจงออก สมณะ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบข้อนั้นแล้ว จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ. เมื่อยักษ์นั้นกล่าวอย่างนี้
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ยักษ์แสวงหากรณียกิจที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จักสำคัญปัญหาที่ควรถาม ข้อนั้นจักเป็นมุขธรรมกถา จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ.
               ศัพท์ว่า ในบทนั้น ลงในอรรถว่า ปฏิเสธ.
               ศัพท์ว่า โข ลงในอรรถว่า อวธารณะ.
               บทว่า อหํ คือ แสดงตน.
               บทว่า ตํ คือ คำที่เป็นเหตุ เพราะเหตุนั้นแล พึงเห็นความในข้อนี้ อย่างนี้ว่า เพราะท่านคิดอย่างนี้ ฉะนั้น ผู้มีอายุ เราจักไม่ออกเด็ดขาด สิ่งใดท่านควรทำ ท่านจงทำสิ่งนั้นเถิด.
               แต่นั้น เพราะอาฬวกยักษ์ได้ถามปัญหาพวกดาบสและปริพาชกผู้มีฤทธิ์มาสู่วิมานของตน ในเวลาไปโดยทางอากาศ แม้ในกาลก่อนด้วยการคิดอย่างนี้ว่า วิมานทอง หรือวิมานเงิน หรือวิมานแก้วมณีอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ อย่างไรหนอ เอาเถิด พวกเราจะดูวิมานนั้นดังนี้ เมื่อตอบไม่ได้ จึงเบียดเบียนด้วยทำจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นต้น ฉะนั้น จึงสำคัญอยู่ว่า เราจักเบียดเบียนแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปญฺหํ ตํ ดังนี้.
               ถามว่า ก็ปัญหา ยักษ์นั้นเรียนมาแต่ไหน.
               ตอบว่า ได้ยินว่า มารดาบิดาของเขาเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เรียนได้ปัญหา ๘ ข้อพร้อมด้วยคำเฉลย. ท่านเหล่านั้นให้อาฬวกยักษ์เรียนไว้แล้วในเวลาหนุ่ม. เขาลืมคำเฉลยหมดโดยกาลล่วงไป. ต่อแต่นั้นคิดว่า แม้ปัญหาเหล่านี้จงอย่าพินาศเสียดังนี้ จึงให้เขียนลงบนแผ่นทองด้วยชาด เสร็จแล้วก็เก็บไว้ในวิมาน.
               ปัญหาเหล่านั้นล้วนเป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฟังปัญหานั้น เพราะอันตรายแห่งลาภที่สละเพื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี อันตรายชีวิตก็ดี การกำจัดพระสัพพัญญุตญาณและรัศมีวาหนึ่งก็ดี ใครๆ ไม่อาจทำได้ ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงพุทธานุภาพอันไม่ทั่วไปนั้นในโลก จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เราไม่เห็นใครเลยในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามความคิดเบียดเบียนของอาฬวกยักษ์นั้นอย่างนี้แล้ว เมื่อให้เขาเกิดความอุตสาหะในการถามปัญหา จึงตรัสว่าเอาเถิด ท่านผู้มีอายุ เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด.
               เนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า
               ถ้าท่านจำนง เชิญท่านถามเถิด ในการตอบปัญหาไม่เป็นเรื่องหนักสำหรับเรา.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาพระสัพพัญญูปวารณาไม่ทั่วไปกับพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกว่า เชิญถามตามที่ท่านจำนงเถิด เราจักตอบปัญหานั้นทั้งหมดแก่ท่าน เมื่อพระสัพพัญญูปวารณาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาแล้วอย่างนี้.
               ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา.
               บทว่า กึสูธ วิตฺตํ ความว่า อะไร เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจในโลกนี้.
               บทว่า วิตฺตํ แปลว่า ทรัพย์. ก็ทรัพย์นั้น ย่อมกระทำความปลื้มใจกล่าวคือปีติ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ.
               บทว่า สุจิณฺณํ แปลว่า ทำไว้ดีแล้ว.
               บทว่า สุขํ ได้แก่ ความยินดีทางกายและทางจิต.
               บทว่า อาวหาติ ได้แก่ ย่อมนำมา คือย่อมมา คือย่อมให้ ได้แก่เอิบอิ่ม.
               บทว่า หเว เป็นนิบาตลงในอรรถว่า มั่นคง.
               บทว่า สาทุตรํ ได้แก่ ดียิ่ง.
               พระบาลีว่า สาธุตรํ ดังนี้ก็มี.
               บทว่า รสานํ ได้แก่ ธรรม.
               ด้วยประการไร คืออย่างไร. ชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างไร ชื่อว่า กถํชีวึชีวิตํ. ก็เรียกสานุนาสิก เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา.
               อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า กถํชีวีชีวิตํ ความว่า ความเป็นอยู่อย่างไรแห่งความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น.

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อาฬวกสูตรที่ ๑๒
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 836อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 838อ่านอรรถกถา 15 / 847อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=6878&Z=6943
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com