ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ กฬารขัตติยวรรคที่ ๔
อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑

               อรรถกถาปฐมอวิชชาปัจจยสูตรที่ ๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในอวิชชาปัจจยสูตรที่ ๕ ต่อไป.
               พระศาสดาทรงให้เทศนาจบลงในคำว่า สมุทโย โหติ นี้เอง.
               เพราะเหตุไร. เพราะเพื่อให้โอกาสแก่ผู้มีทิฏฐิ. เพราะว่า ในบริษัทนั้นผู้มีทิฏฐิมีจิตครุ่นคิดกังวลมีอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า "ผู้นั้นจักถามปัญหา ครั้นแล้วเราจักแก้แก่เขา" ดังนั้น จึงทรงพักเทศนาไว้ เพื่อให้ผู้นั้นเห็นโอกาส.
               ข้อว่า โน กลฺโล ปญฺโห ตั้งปัญหายังไม่ถูกต้อง. อธิบายว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่ควร คือเป็นปัญหาที่เลว.
               ก็ข้อที่ถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน" นี้ เป็นการถามดีแล้วมิใช่หรือ.
               ตอบว่า เป็นการถามที่ดีแล้วก็จริง แต่ก็เหมือนอย่างว่า เมื่อคนเอาก้อนคูถประมาณเท่ามะขามป้อมวางไว้ข้างบนสุดของโภชนะดีที่เขาตักใส่ถาดทองราคาตั้งแสน โภชนะทั้งหมดก็ต้องกลายเป็นโภชนะเลวควรทิ้งฉันใด แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาเลว เพราะกล่าวด้วยการเข้าไปยึดถือสัตว์นี้ว่า "ก็แลชรามรณะนี้เป็นของใคร." เหมือนโภชนะนั้นที่กลายเป็นโภชนะเลวเพราะก้อนคูถฉันนั้นแล.
               บทว่า พฺรหฺมจริยวาโส การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ คืออยู่ด้วยอริยมรรค.
               ข้อว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น. อธิบายว่า ก็ผู้ใดมีความเห็นเช่นนี้ ผู้นั้นย่อมถือเอาว่า เมื่อชีพขาดสูญ สรีระก็ขาดสูญ เมื่อสรีระขาดสูญ ชีวิตก็ขาดสูญ.
               เมื่อถืออย่างนี้ ความเห็นนั้นจึงชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะได้ถือเอาว่า "สัตว์ย่อมขาดสูญ." แต่ถ้าจะพึงถือเอาว่า "สังขารทั้งหลายแล ย่อมเกิดขึ้นและดับไปทั้งนั้น." ความเห็นที่หยั่งลงในพระศาสนาพึงเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ชื่อว่าอริยมรรคนี้ย่อมดับวัฏฏะ ตัดขาดวัฏฏะเกิดขึ้น. เมื่อสภาวะแห่งอาการที่ถือเอาด้วยอุจเฉททิฏฐิยังมีอยู่ (ถ้า) เว้นมรรคภาวนาเสีย วัฏฏะนั้นแลย่อมดับได้ไซร้ เพราะเหตุนั้น มรรคภาวนา (การเจริญมรรค) ย่อมไม่มีประโยชน์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี.
               พึงทราบวินิจฉัยในนัยที่สอง. ผู้ใดมีความเห็นอย่างนี้ว่า ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ผู้นั้นย่อมเป็นอันถือเอาว่า สรีระย่อมขาดสูญในโลกนี้เอง แต่ชีวิตย่อมไปตามสบาย เหมือนนกที่ออกจากกรงได้ก็ไปตามสบายของตนฉะนั้น. เมื่อถืออย่างนี้ ความเห็นนั้น จึงชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ เพราะได้ถือเอาว่า "ชีวิตจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น" ก็อริยมรรคนี้เมื่อเว้นเสียซึ่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ ย่อมเกิดขึ้น. เมื่อความเที่ยง ความแท้ ความคงที่แม้ในสังขารอย่างเดียวยังมีอยู่ อริยมรรคนั้น แม้เกิดขึ้นแล้วก็ไม่อาจทำให้วัฏฏะหยุดหมุนเวียนได้ เพราะฉะนั้น มรรคภาวนาจึงไม่มีประโยชน์.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุ เมื่อมีความเห็นว่า ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี.
               คำว่า เป็นข้าศึก เป็นต้น ล้วนเป็นไวพจน์ของมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น.
               ก็มิจฉาทิฏฐินั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นข้าศึกเพราะรองรับตนเองเหมือนข้าศึก เพราะอรรถว่าชำแรกสัมมาทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า อันบุคคลเสพผิด เพราะไม่เป็นไปตามสัมมาทิฏฐิ แต่เป็นไปโดยเกลียดชังต่อสัมมาทิฏฐินั้น ตรัสเรียกว่า ดิ้นรนแกว่งส่ายไปผิดรูป เพราะบางคราวก็เป็นอุจเฉททิฏฐิถือความขาดสูญ บางคราวก็เป็นสัสตทิฏฐิ ถือความเที่ยงแท้.
               บทว่า ตาลาวตฺถุกตานิ คือ ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน. อธิบายว่า เหมือนตาลยอดด้วน เพราะอรรถว่าไม่งอกขึ้นอีก และทำให้เหมือนที่ที่ถอนตาลขึ้นทั้งรากตั้งไว้.
               ข้อว่า อนภาวํ คตานิ ได้แก่ ถึงความไม่มีในภายหลัง.

               จบอรรถกถาปฐมอวิชชาปัจจยสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 16 / 1อ่านอรรถกถา 16 / 126อรรถกถา เล่มที่ 16 ข้อ 128อ่านอรรถกถา 16 / 137อ่านอรรถกถา 16 / 725
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=1595&Z=1667
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :