ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ พุทธวรรคที่ ๑
วิปัสสีสูตร

               อรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔               
               ในวิปัสสีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า วิปสฺสิสฺส ความว่า ได้ยินว่า ดวงตาทั้งหลายของโลกิยมนุษย์ผู้มองดูอะไรๆ ย่อมกลอกไปมา เพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรมที่บังเกิดแต่กรรมเล็กน้อย มีกำลังอ่อนเช่นใด แต่ดวงตาของพระโพธิสัตว์นั้น หากลอกเช่นนั้นไม่ เพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรม บังเกิดแต่กรรมมีกำลัง มีกำลังมาก พระองค์จึงมองดูด้วยดวงตามที่ไม่กลอกไม่กะพริบนั่นแล เหมือนเทวดาในดาวดึงส์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระกุมารเพ่งดูโดยไม่กะพริบ เพราะฉะนั้น พระวิปัสสีกุมารนั้นจึงเกิดสมัญญาว่า วิปัสสี วิปัสสี นั่นแล.
               จริงอยู่ ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้
               ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นความบริสุทธิ์.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นด้วยทั้งดวงตาที่เบิก.
               ก็ในที่นี้ดวงตาของพระโพธิสัตว์ทั้งหมด ผู้เกิดในภพสุดท้ายย่อมไม่กลอก เพราะประสาทที่เกิดแต่กรรมอันมีกำลัง มีกำลังแรง. ก็พระโพธิสัตว์นั้น ย่อมได้ชื่อด้วยเหตุนั้นนั่นเอง.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะพิจารณาเห็น. อธิบายว่า เพราะเลือกเฟ้นจึงเห็น.
               ได้ยินว่า วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งหลายนำพระมหาบุรุษผู้ประดับตกแต่ง พระวรกายแล้วมาวางไว้บนพระเพลาของพระราชาผู้ประทับนั่งพิจารณาคดีอยู่ในศาล เมื่อพระราชาทรงพระทัยที่ได้มหาบุรุษนั้นอยู่บนพระเพลา อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเจ้าของทรัพย์ไม่ให้เป็นเจ้าของทรัพย์. พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งเสียงแสดงความไม่พอพระทัย. พระราชาตรัสว่า พวกท่านพิจารณาทบทวนดูทีหรือว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นเป็นอย่างไร. พวกอำมาตย์เมื่อพิจารณาทบทวน ก็ไม่เห็นกรณีเป็นอย่างอื่นจึงคิดว่า ชะรอยว่าที่ทำไปแล้วอย่างนี้ จักเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบ. จึงทำผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ให้เป็นเจ้าของทรัพย์อีก เมื่อทดลองว่ากุมารจะรู้หรือหนอ จึงทำอย่างนี้. จึงทำเจ้าของทรัพย์ให้ไม่เป็นเจ้าของทรัพย์อีก.
               ครั้งนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า พระมหาบุรุษคงจะรู้ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นผู้ไม่สะเพร่า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุมารใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญเล่า จึงรู้คดีเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พระกุมารนั้นจึงเกิดพระนามโดยประมาณยิ่งกว่า วิปัสสี นั้นแล.
               บทว่า ภควโต แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยภาคยะ.
               บทว่า อรหโต ได้แก่ ผู้มีพระนามอันเกิดขึ้นโดยคุณอย่างนี้ว่า ชื่อว่า อรหา เพราะกำจัดกิเลสเพียงดังข้าศึกมีราคะเป็นต้นเสียได้ เพราะทรงหักกำแห่งสังสารจักร หรือเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย.
               บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ได้แก่ ผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔ โดยความเพียรของบุรุษ โดยพระองค์เอง เฉพาะพระองค์ โดยชอบ โดยนัย โดยเหตุ.
               บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ความว่า ญาณในมรรค ๔ ท่านเรียกว่า สัมโพธะ ตรัสรู้พร้อม, ก่อนแต่การตรัสรู้นั้นแล.
               บทว่า โพธิ ในคำว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต นี้ได้แก่ญาณ, สัตว์ผู้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพธิสัตว์. อธิบายว่า ผู้มีญาณ คือผู้มีปัญญา ชื่อว่าบัณฑิต.
               จริงอยู่ สัตว์นั้นเป็นบัณฑิต จำเดิมแต่ทรงมีอภินิหารแทบบาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ใช่อันธพาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระโพธิสัตว์.
               อนึ่ง ชื่อว่าโพธิสัตว์ แม้เพราะเป็นสัตว์ผู้จะเบิกบาน โดยอรรถวิเคราะห์ว่า บำเพ็ญพระบารมี แล้วจักเบิกบาน โดยหาอันตรายมิได้อย่างแน่นอน เพราะได้คำพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เปรียบเหมือนดอกปทุม ที่โผล่ขึ้นจากน้ำตั้งอยู่ แก่ได้ ที่แล้วจักบานโดยสังผัสแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ดอกปทุมบาน. อนึ่ง สัตว์ปรารถนาโพธิกล่าวคือญาณในมรรค ๔ ปฏิบัติอยู่ เหตุนั้น ผู้ที่ยังติดอยู่ในโพธิจึงชื่อว่า โพธิสัตว์ ดังนี้ก็มี. เมื่อพระโพธิสัตว์มีอยู่โดยพระนามที่เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า กิจฺฉํ แปลว่า ลำบาก.
               บทว่า อาปนฺโน แปลว่า ถึงแล้วเนืองๆ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า น่าอนาถ สัตว์โลกนี้ ถึงความลำบากเนืองๆ.
               บทว่า จวติ จ อุปปชฺชติ จ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิไปๆ มาๆ.
               บทว่า นิสฺสรณํ ได้แก่ พระนิพพาน. จริงอยู่ พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า นิสสรณะ เพราะสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะ.
               บทว่า กุทาสฺสุ นาม ได้แก่ ในกาลไหน ๆ แล.
               บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่ โดยการใส่ใจโดยอุบาย คือ๑- การใส่ใจครั้งแรก.
____________________________
๑- พม่า. ปถมนสิกาเรน คือ การมนสิการตามคลองธรรม.

               บทว่า อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ความว่า ได้แก่ การตรัสรู้ คือความประกอบชอบซึ่งเหตุแห่งชราและมรณะด้วยปัญญา. อธิบายว่า พระองค์เห็นดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย ได้แก่ ได้ตรัสรู้ด้วยโยนิโสมนสิการ และด้วยปัญญา. อธิบายว่า ได้แทงตลอดเหตุแห่งชราและมรณะอย่างนี้ว่า เมื่อความเกิดมีอยู่แล ชราและมรณะก็มี. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
               บทว่า อิติ หิทํ เท่ากับ เอวมิทํ สิ่งนี้มีด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทว่า สมุทโย นี้ ท่านประมวลการเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นต้นแสดงในฐานะ ๑๑.
               บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ความว่า ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อนแต่นี้ อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ความเกิดขึ้นของสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยดังนี้ หรือในอริยสัจธรรม ๔.
               บทว่า จกฺชุ ํ เป็นต้นเป็นไวพจน์ของญาณนั่นเอง.
               จริงอยู่ ในที่นี้ ญาณนั่นแล ท่านกล่าวว่าจักขุ เพราะอรรถว่าเห็น, กล่าวว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้, กล่าวว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด, กล่าวว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด, กล่าวว่าอาโลกะ เพราะอรรถว่าสว่าง. ก็ญาณนี้นั้น พึงทราบว่า ท่านชี้แจงว่าเจือทั้งโลกิยะและโลกุตระ ในสัจจะ ๔.
               แม้ในนิโรธวาระ พึงทราบความโดยนัยนี้แล.

               จบอรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ พุทธวรรคที่ ๑ วิปัสสีสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 16 / 1อ่านอรรถกถา 16 / 19อรรถกถา เล่มที่ 16 ข้อ 22อ่านอรรถกถา 16 / 25อ่านอรรถกถา 16 / 725
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=102&Z=167
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com