ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรคที่ ๒
อเจลกัสสปสูตร

               อรรถกถาอเจลกัสสปสูตรที่ ๗               
               ในอเจลกัสสปสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า อเจโล กสฺสโป ได้แก่ นักบวชอเจละ คือไม่มีผ้าโดยเพศ ชื่อกัสสปะโดยชื่อ.
               บทว่า ทูรโตว ความว่า ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ห้อมล้อมเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว.
               บทว่า กิญฺจิเทว เทสํ ได้แก่ เหตุการณ์บางอย่าง.
               บทว่า โอกาสํ ได้แก่ ขณะคือกาลแห่งการพยากรณ์ปัญหา.
               บทว่า อนฺตรฆรํ ได้แก่ ภายในบ้านชื่อว่า ละแวกบ้าน.
               ในคำว่า น ปลฺลตฺถิกาย อนฺตรฆเร นิสีทิสฺสามิ (จักไม่นั่งคู้เข่าในละแวกบ้าน). ชื่อว่า ภายในบ้านตั้งแต่เสา เขตเป็นต้นไป ในคำว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ อนฺตรฆเร คมิสฺสามิ (เราจักทอดจักษุไปในละแวกบ้าน). ภายในบ้านนี้แล ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
               บทว่า ยทากงฺขสิ ได้แก่ มุ่งหวังสิ่งใด.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะตรัสจึงทรงห้ามเสียถึงครั้งที่ ๓.
               ตอบว่า เพื่อให้เกิดความเคารพ. เพราะผู้ถือทิฏฐิ เมื่อเขากล่าวเร็วก็ไม่ทำคารวะ ไม่เชื่อแม้ถ้อยคำ ด้วยเข้าใจว่าการเข้าเฝ้าพระสมณโคดมก็ดี การทูลถามก็ดี ง่ายเพียงแต่ถามเท่านั้น ก็ตรัสตอบทันที. แต่เมื่อห้ามถึง ๒-๓ ครั้ง เขาก็ทำความเคารพ ก็เชื่อด้วยเข้าใจว่า การเฝ้าพระสมณโคดมก็ดี การทูลถามปัญหาก็ดี ยาก เมื่อทูลขอถึงครั้งที่ ๓ เขาก็จะตั้งใจฟัง เชื่อคำที่ตรัส. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้เขาทูลขอถึงครั้งที่ ๓ จึงตรัส ด้วยประสงค์ว่า ผู้นี้จักตั้งใจฟัง เชื่อถือ เหมือนอย่างว่า หมอบาดแผลผู้หุงน้ำมันหรือเคี่ยวน้ำอ้อย เมื่อจะหุงน้ำมันหรือเคี่ยวน้ำอ้อย ก็รอเวลาให้น้ำมันอ่อนตัวและน้ำอ้อยแข็งตัวได้ที่ ไม่ปล่อยให้ไหม้ แล้วยกลงเสียฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงรอให้ญาณของสัตว์แก่กล้าเสียก่อน แม้จะทราบว่าญาณของผู้นี้จักแก่กล้าด้วยเวลาเพียงเท่านี้ ก็ทรงให้ขอจนถึงครั้งที่ ๓.
               บทว่า มา เหวํ กสฺสป ได้แก่ กัสสปเธออย่าพูดอย่างนั้น. ทรงแสดงว่า การพูดว่าสิ่งที่ตนเองทำแล้ว จัดเป็นทุกข์ ดังนี้ ไม่ควร ใครๆ ที่ชื่อว่าตน ก่อทุกข์ ไม่มี. แม้ข้างหน้าก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
               บทว่า อธิจฺจสมุปฺปนฺนํ ได้แก่ เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ตามที่ต้องการ.
               บทว่า อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน ได้แก่ เพราะเหตุไร จึงพูดอย่างนั้น.
               นัยว่า อเจลกัสสปนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงถูกถามโดยนัยมีอาทิว่า สิ่งอันตนเองทำ เป็นทุกข์หรือ ก็ตรัสว่า อย่าพูดอย่างนั้น ทรงถูกถามว่า ไม่มีหรือ ก็ตรัสว่ามี ทรงถูกถามว่า ท่านพระโคดมไม่ทรงทราบ ไม่ทรงเห็นทุกข์หรือ ก็ตรัสว่า เรารู้, คำอะไรหนอแลที่เราถามผิดพลาดไปดังนี้ เมื่อจะชำระคำถามของตนตั้งแต่ต้น จึงกล่าวอย่างนี้.
               ในบทว่า อาจิกฺขตุ จ เม ภนฺเต ภควา นี้ พึงทราบเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
               ผู้ที่มีความเคารพในพระศาสดาจะไม่พูดว่า ภวํ แต่จะพูดว่า ภควา.
               คำว่า โส กโรติ เป็นอาทิ พระองค์ตรัสเพื่อจะทรงปฏิเสธลัทธิที่ว่า สิ่งอันตนเองทำเป็นทุกข์.
               ก็บทว่า สโต ในคำว่า อาทิโต สโต นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า
               กสฺสป ในคำว่า โส กโรติ โส ปฏิสํเวทยติ เป็นอาทิ ไขความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะมีความเห็นในภายหลังว่า สิ่งอันตนเองทำเป็นทุกข์. ก็ทุกข์ในคำว่า สยํกตํ ทุกฺขํ นี้ ท่านประสงค์เอาวัฏทุกข์.
               บทว่า อิติ วทํ นี้ ย่อมสัมพันธ์กันด้วย อาทิ ศัพท์แรกและสัสสตศัพท์ ลำดับต่อมา.
               ก็ศัพท์ว่า ทีเปติ คณฺหาติ นี้ เป็นพระบาลีที่เหลือในที่นี้.
               จริงอยู่ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า เมื่อกล่าวดังนี้ คืออย่างนี้ ย่อมแสดงถึงสัสสตะ คือถือสัสสตะแต่ต้นทีเดียว.
               เพราะเหตุไร. เพราะข้อนั้นเป็นความเห็นของท่าน.
               บทว่า เอตํ ปเร ได้แก่ถือการกะผู้ทำ และเวทกะ ผู้เสวยว่าเป็นอย่างเดียวกัน. อธิบายว่า เข้าถึงการกะและเวทกะนี้นั้นว่า เป็นสภาพเที่ยง.
               ก็พระองค์ตรัสคำว่า อญฺโญ กโรติ เป็นอาทิไว้ก็เพื่อปฏิเสธลัทธิที่ว่า ทุกข์อันบุคคลอื่นทำ. ส่วนคำว่า อาทิโต สโต นี้ พึงประมวลมาไว้แม้ในที่นี้.
               พึงทราบเนื้อความในข้อนี้ ดังต่อไปนี้ :-
               กสฺสป ในคำว่า อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวทยติ เป็นอาทิ ไขความได้ว่า เมื่อถูกเวทนาที่สัมปยุตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ที่เกิดขึ้นในภายหลังอย่างนี้ว่า การกะขาดสูญในที่นี้แล คนอื่นย่อมเสวยสิ่งที่การกะนั้นทำแล้ว ดังนี้ ครอบงำคือเสียดแทง ก็จะมีลัทธิอย่างนี้ว่า สิ่งที่คนอื่นทำเป็นทุกข์. คำว่า อิติ วทํ เป็นอาทิ พึงประกอบเข้าตามนัยที่กล่าวมา.
               ในข้อนี้ มีโยชนา (การประกอบความ) ดังต่อไปนี้ :-
               ก็เมื่อกล่าวอย่างนี้ ย่อมแสดงถึงความขาดสูญ คือถือเอาความขาดสูญแต่แรก. เพราะเหตุไร. เพราะข้อนั้นเป็นความเห็นของท่าน.
               บทว่า เอตํ ปเร ความว่า เข้าถึงความขาดสูญนั้น.
               บทว่า เอเต เต ได้แก่ กัสสป เราตถาคตไม่อาศัยที่สุดโต่ง ๒ อย่างเหล่าใด คือสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ แสดงธรรม เราตถาคตไม่อาศัย คือละ ได้แก่ไม่ติดที่สุดโต่ง ๒ อย่างนั้น แสดงธรรมโดยสายกลาง.
               อธิบายว่า ตั้งอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา แสดงธรรม.
               หากจะมีคำถามว่า ธรรมข้อไหน. ก็ตอบว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ก็ในข้อนี้แสดงผลว่า มาจากเหตุ และแสดงความดับของผลนั้นไว้ เพราะเหตุดับ หาแสดงผู้กระทำหรือผู้เสวยไรๆ ไว้ไม่. ด้วยคำเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันปฏิเสธปัญหาที่เหลือ. ก็ท่านห้ามปัญหาข้อที่ ๓ ด้วยคำว่า อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม นี้. ด้วยคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ พึงทราบว่าทรงปฏิเสธการเกิดขึ้นลอยๆ และความไม่รู้.
               ท่านปรารถนาภิกขุภาวะในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึงกล่าวคำว่า ลเภยฺยํ นี้ ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาติตถิยปริวาสที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในขันธกะ คือปริวาสที่ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ตั้งอยู่ในสามเณรภูมิแล้วอยู่สมาทาน โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อนี้ เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังได้อุปสมบทในพระศาสนานี้ ข้าพระองค์นั้นจะขอปริวาสกับพระสงฆ์ตลอด ๔ เดือนดังนี้ จึงตรัสว่า โย โข กสฺสป อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ.
               คำว่า ปพฺพชฺชํ ในบทว่า ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ นั้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจความเป็นคำที่สละสลวย. เพราะไม่ต้องอยู่ปริวาสก็ได้บรรพชา. ส่วนผู้ที่ต้องการจะอุปสมบท พึงบำเพ็ญวัตรปฏิปทา ๘ ประการมีการเข้าบ้านเป็นต้น ให้บริบูรณ์ อยู่ปริวาสโดยไม่ให้ล่วงเวลา.
               บทว่า อารทฺธจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีใจยินดี เพราะบำเพ็ญวัตร ๘ ประการ.
               ในข้อนี้ มีเนื้อความสังเขปเท่านี้. ส่วนติตถิยปริวาสนี้ พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งปัพพัชชาขันธกะ อรรถกถาวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา.
               พระบาลีในที่นี้ว่า อปิจ มยา ส่วนในที่อื่น ปรากฏว่า อปิจ เมตฺถ.
               บทว่า ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตา ได้แก่รู้ความต่างบุคคล. ท่านแสดงว่า คำนี้ว่า บุคคลนี้ควรแก่ปริวาส บุคคลนี้ไม่ควรแก่ปริวาส ดังนี้ ปรากฏแก่เรา. แต่นั้น ท่านพระกัสสปคิดว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธศาสนาที่บุคคลเลือกสรร ถือเอาสิ่งที่ควรเท่านั้น ทิ้งสิ่งที่ไม่สมควร. แต่นั้น ท่านก็เกิดความอุตสาหะขึ้นในการบรรพชาอย่างมากจึงกราบทูลว่า สเจ ภนฺเต.
               ลำดับต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า เธอมีความพอใจอย่างแรงกล้า จึงทรงดำริว่า กัสสปควรแก่ปริวาส ดังนี้ จึงตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสสั่งว่า ไปเถิด ภิกษุให้กัสสปอาบน้ำ ให้บรรพชาแล้วนำมา. ภิกษุนั้นทำตามพระดำรัสแล้ว ให้กัสสปบวชแล้วไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางหมู่พระสงฆ์แล้วให้กัสสปอุปสมบท.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า อลตฺถ โข อเจโล กสฺสโป ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ (อเจลกัสสปได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว).
               คำที่เหลือมีอาทิว่า อจิรุปสมฺปนฺโน ท่านกล่าวไว้แล้วในพราหมณสังยุตแล้วแล.

               จบอรรถกถาอเจลกัสสปสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรคที่ ๒ อเจลกัสสปสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 16 / 1อ่านอรรถกถา 16 / 45อรรถกถา เล่มที่ 16 ข้อ 47อ่านอรรถกถา 16 / 53อ่านอรรถกถา 16 / 725
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=431&Z=505
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com