ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์
ชิณณสูตร

               อรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในชิณณสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า ชิณฺโณ ได้แก่ พระเถระแก่.
               บทว่า ครุกานิ ความว่า ผ้าป่านเป็นผ้าหลายชั้น เป็นของหนักด้วยเย็บด้วยด้ายและด้วยผ้าดามในที่ที่ชำรุดๆ จำเดิมแต่เวลาที่ท่านได้ผ้านั้นจากสำนักของพระศาสดา.
               บทว่า นิพฺพสนานิ ความว่า ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งมาก่อนแล้วเลิกไป.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเธอชราและทรงผ้าบังสุกุลหนัก.
               บทว่า คหปตานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ทรงจีวรอันคฤหบดีถวายเถิด.
               บทว่า นิมนฺตนานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร บริโภคภัตรที่เขานิมนต์มีสลากภัตรเป็นต้น.
               บทว่า มม สนฺติเก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านเถิด.
               ถามว่า ก็พระราชาทรงตั้งเสนาบดีในตำแหน่งเสนาบดี เมื่อเสนาบดีนั้นให้พระราชาทรงยินดีด้วยหน้าที่ของตน มีความจงรักภักดีต่อพระราชาเป็นต้น ทรงเอาตำแหน่งนั้นไปพระราชทานแก่คนอื่น ชื่อว่าทรงกระทำไม่สมควรฉันใด พระศาสดาก็ฉันนั้น เสด็จไปสิ้นทาง ๓ คาวุตเพื่อไปต้อนรับพระมหากัสสปเถระ ประทับที่โคนต้นพหุปุตตะ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับนาลันทา ทรงให้โอวาท ๓ ข้อ ทรงเปลี่ยนจีวรของพระองค์กับพระมหากัสสปเถระนั้น ได้ทรงทำพระเถระให้อยู่ในป่าตามธรรมชาติเป็นวัตร และให้ทรงผ้าบังสุกุลตามธรรมชาติเป็นวัตร. เมื่อท่านยังพระทัยของพระศาสดาให้ทรงยินดีอยู่ด้วยกัตตุกัมยตาฉันทะ พระศาสดาพระองค์นั้นทรงให้เลิกธุดงค์มีองค์ผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเป็นต้น ทรงชักชวนในการรับคหบดีจีวรเป็นต้น ชื่อว่าทรงกระทำไม่สมควรมิใช่หรือ.
               ตอบว่า ทรงไม่กระทำ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะเป็นอัธยาศัยของตน.
               แท้จริง พระศาสดาจะทรงให้พระเถระเลิกธุดงค์ก็หามิได้. เปรียบเหมือนกลองยังไม่ได้ตีเป็นต้น ย่อมไม่ดังฉันใด ทรงประสงค์จะให้พระเถระบันลือสีหนาทด้วยทรงดำริว่า คนเห็นปานนี้ยังไม่ถูกกระทบ ย่อมไม่บันลือสีหนาทฉันนั้น จึงตรัสอย่างนี้ โดยอัธยาศัยแห่งสีหนาท.
               แม้พระเถระบันลือสีหนาทโดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าตลอดกาลนาน ดังนี้ โดยสมควรแด่พระอัธยาศัยของพระศาสดาเท่านั้น.
               บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ ความว่า ชื่อว่าทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม ย่อมได้แก่ภิกษุผู้อยู่ป่าเท่านั้น หาได้แก่ภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้านไม่. เพราะภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้าน ได้ยินเสียงเด็ก เห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย. ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงเกิดความไม่ยินดี.
               ส่วนภิกษุผู้อยู่ป่า เมื่ออยู่เลยไปคาวุตหนึ่ง หรือหรือกึ่งโยชน์ หยั่งลงสู่ป่า ได้ยินเสียงเสือดาว เสือโคร่งและราชสีห์เป็นต้น ความยินดีในเสียงมิใช่เสียงมนุษย์ ย่อมเกิดขึ้นเพราะฟังเสียงเป็นปัจจัย
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความยินดีในเสียง ตรัสว่า
                         ความยินดีอันมิใช่ของหมู่มนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุ
                         ผู้เข้าไปสู่สุญญาคาร มีจิตสงบ ผู้เห็นธรรมแจ่ม
                         แจ้งโดยชอบ เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ
                         ความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายแต่อารมณ์ใดๆ
                         เมื่อเธอรู้แจ้งอารมณ์อันเป็นอมตะ ย่อมได้ปีติ
                         ปราโมทย์ ถ้าผู้อื่นอีกไม่มีข้างหน้า หรือข้างหลัง
                         ความผาสุก ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ยินดีอยู่ในป่ารูปหนึ่ง
                         ในที่นั้นแล.
               สำหรับภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเท่านั้น ก็ย่อมได้อย่างนั้นเหมือนกัน.
               สำหรับภิกษุผู้ไม่เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร หาได้ไม่.
               ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่เที่ยวบิณฑบาตเป็นผู้เที่ยวไปในกาลมิใช่เวลา รีบไปรีบกลับ ไปอย่างผู้มีความห่วงใย มีความสงสัยมากในความห่วงใยนั้น. ก็ภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรไม่เที่ยวไปในกาลมิใช่เวลา ไม่รีบไป ไม่รีบกลับ ไปอย่างผู้ไม่มีความห่วงใยไม่มีความสงสัยมากในความห่วงใยนั้น.
               ถามว่า อย่างไร.
               ตอบว่า ภิกษุผู้ไม่บิณฑบาตเป็นวัตร อยู่ในวิหารไกลจากบ้านคิดว่า เราจะได้ข้าวยาคูหรือภัตรเพื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาส ก็หรือว่าภัตรอะไรในบรรดาอุเทสภัตรเป็นต้นในโรงฉันจักถึงแก่เรา ดังนี้ ต่อกาลเท่านั้น เมื่อตัดใยแมงมุม ให้โคที่นอนลุกขึ้นแล้ว ไปอยู่แต่เช้า ชื่อว่าเที่ยวไปในเวลามิใช่กาล. ครั้นมนุษย์ออกไปจากเรือน เพื่อทำการงานในนาเป็นต้น เธอก็ไปโดยเร็ว เหมือนติดตามเนื้อเพื่อให้ทันกัน ชื่อว่ารีบไป.
               ในระหว่างทาง ครั้นพบเห็นใครๆ เข้า ก็ถามว่า อุบาสกคนโน้นหรืออุบาสิกาคนโน้นอยู่ที่บ้านหรือไม่ หรือว่าไม่อยู่ที่บ้าน ครั้นทราบว่า อุบาสกหรืออุบาสิกาไม่อยู่ที่บ้าน ก็วิ่งพล่าน เหมือนกับถูกไฟไหม้ ด้วยคิดว่า บัดนี้ เราจะได้ภัตแต่เรือนไหน.
               เธอเองเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไปสู่ทิศปัจฉิม กลับได้สลากในทิศปาจีน จึงเข้าไปหาภิกษุอื่นผู้ได้สลากในทิศปัจฉิม แล้วกล่าวชวนแลกเปลี่ยนสลากกันว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักไปยังทิศปัจฉิม ขอท่านจงรับสลากของข้าพเจ้าไว้ โดยให้สลากของท่านแก่ข้าพเจ้า.
               ก็หรือว่า เมื่อเธอนำสลากภัตที่หนึ่งมาบริโภคอยู่. ครั้นพวกมนุษย์กล่าวว่า ขอท่านจงให้บาตรเพื่อสลากภัตแม้อื่นอีก จึงให้ภิกษุอื่นมอบบาตรให้ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอจงให้บาตรของท่าน ข้าพเจ้าจักใส่ภัตของข้าพเจ้าในบาตรแล้วคืนบาตรให้แก่ท่าน ดังนี้ ครั้นให้บาตรแก่ภิกษุอื่นแล้ว เมื่อภัตอันบุคคลนำมาแล้ว จึงใส่ในบาตรของตน เมื่อมอบบาตรคืน ชื่อว่าเปลี่ยนบาตรกัน.
               พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้นถวายมหาทานแก่พระภิกษุในวิหาร. และพระมหาทานนี้ ภิกษุได้สลากเป็นอันมากในบ้านไกลยิ่ง. เมื่อภิกษุไม่ไปที่วิหารนั้น ก็จะไม่ได้สลากอีกตลอด ๗ วัน ฉะนั้น จีงไปเพราะเกรงจะไม่ได้สลาก. เมื่อเธอไปอย่างนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้มีความห่วงใยจึงไป.
               ก็เธอไปเพื่อประโยชน์แก่สลากภัตเป็นต้นของผู้ใด แต่กลับมีความสงสัยเป็นอันมากให้ผู้นั้นอย่างนี้ว่า คนทั้งหลายจะถวายสลากภัตนั้นแก่เราหรือหนอแล หรือว่าจะไม่ถวาย. จะถวายภัตที่ประณีตหรือหนอแล หรือว่าจะถวายภัตที่เลว. จะถวายภัตเล็กน้อยหรือหนอแล หรือว่าจะถวายมาก. จะถวายภัตเย็นชืดหรือหนอแล หรือว่าจะถวายภัตที่ยังร้อนอยู่ ดังนี้.
               ส่วนภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตร ลุกขึ้นตามเวลา ทำวัตรปฏิบัติชำระสรีระเข้าไปที่อยู่ ทำในใจถึงกัมมัฏฐาน กำหนดเวลา ย่อมไปในเวลาที่มหาชนถวายภิกษากระบวยหนึ่งเป็นต้นเพียงพอ ดังนั้น จึงไม่ชื่อว่าก็เที่ยวไปในเวลามิใช่กาล. เธอแบ่งย่างเท้าแต่ละย่างเท้าแยกเป็น ๖ ส่วนเดินพิจารณาไป ดังนั้นจึงไม่ชื่อว่ารีบไป. ไม่ถามว่า คนชื่อโน้นอยู่ในเรือนหรือไม่อยู่ในเรือน เพราะความให้แน่นอนของตน. ย่อมไม่ได้รับสลากภัตเป็นต้น. เมื่อไม่ได้รับจักสับเปลี่ยนอะไร. ไม่มีความห่วงใยในอำนาจของผู้อื่น.
               เมื่อทำในใจถึงกัมมัฏฐาน ย่อมไม่ได้ตามชอบใจ ความสงสัยมากไม่มี เหมือนภิกษุนอกนี้. ไม่ติดใจในบ้านหรือในถนนหนึ่ง เที่ยวไปในที่อื่นได้. เมื่อไม่ติดใจในบ้านเป็นต้น เที่ยวไปในที่อื่นสำรวมฉัน เหมือนน้ำอฤตแล้วไป.
               สำหรับภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเท่านั้นได้ ผู้ไม่ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรหาได้ไม่.
               ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา ไม่แสวงหาเสนาสนะสัปปายะ. ส่วนภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา. แสวงหาแต่เสนาสนะสัปปายะเท่านั้น.
               ภิกษุผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรย่อมได้ นอกนี้หาได้ไม่.
               ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีสิ่งของมาก มีบริขารมาก เพราะเหตุนั้น เธอจึงไม่มีผาสุวิหารธรรม. ผาสุวิหารธรรมย่อมได้แก่พวกภิกษุผู้มักน้อยเป็นต้นเท่านั้น พวกนอกนี้หาได้ไม่. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความเป็นสุขในทิฏฐธรรมของตน ดังนี้.

               จบอรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์ ชิณณสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 16 / 1อ่านอรรถกถา 16 / 474อรรถกถา เล่มที่ 16 ข้อ 478อ่านอรรถกถา 16 / 483อ่านอรรถกถา 16 / 725
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=5319&Z=5370
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :