ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑
อุทานสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ

               อรรถกถาอุทานสูตรที่ ๓               
               ในอุทานสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทานซึ่งมีโสมนัสมีกำลังแรงเป็นสมุฏฐาน.
               ถามว่า ก็โสมนัสนั้นเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอาศัยอะไร?
               แก้ว่า เพราะอาศัยภาวะที่ศาสนาเป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์.
               อย่างไร?
               ได้ยินว่า พระองค์ทรงดำริว่า อุปนิสสัยของเรามีอยู่ ๓ อย่าง คือทานูปนิสสัย สีลูปนิสสัย ภาวนูปนิสสัย. ในอุปนิสสัย ๓ อย่างนั้น ทานูปนิสสัยและสีลูปนิสสัยมีกำลังเพลา ภาวนูปนิสสัยมีกำลังกล้า.
               จริงอยู่ ทานูปนิสสัยและสีลูปนิสสัยย่อมยังสัตว์ให้บรรลุมรรค ๓ และผล ๓. ภาวนูปนิสสัยให้บรรลุพระอรหัต. ภิกษุดำรงอยู่ในอุปนิสสัยที่มีกำลังเพลา เพียรพยายามตัดเครื่องผูก คือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ย่อมทำมรรค ๓ และผล ๓ ให้เกิดด้วยประการฉะนี้.
               เมื่อพระองค์ทรงรำพึงอยู่ว่า น่าอัศจรรย์จริง พระศาสนาเป็นนิยานิกะ นำสัตว์ออกจากทุกข์ โสมนัสนี้ย่อมเกิดขึ้น.
               ใน ๒ อย่างนั้น ภิกษุตั้งอยู่ในอุปนิสสัยที่มีกำลังเพลา เพียรพยายาม ย่อมบรรลุมรรค ๓ ผล ๓ ดังนั้น เมื่อจะเผยเนื้อความนี้ พึงทราบเรื่องพระมิลกเถระ ดังต่อไปนี้.
               เล่ากันมาว่า ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ พระเถระนั้นเลี้ยงชีพด้วยการกระทำปาณาติบาต ประกอบบ่วงไว้ร้อยหนึ่ง ฟ้าทับเหวร้อยหนึ่งในป่า. ภายหลังวันหนึ่ง เธอเคี้ยวกินเนื้อที่ปิ้งไว้บนถ่านเพลิง แล้วเที่ยวไปในที่ใกล้บ่วง ถูกความกระหายครอบงำ จึงไปสู่วิหารของพระเถระผู้อยู่ป่ารูปหนึ่ง เปิดหม้อน้ำดื่มที่ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลของพระเถระผู้กำลังจงกรมอยู่. ไม่ได้เห็นน้ำแม้เพียงมือเปียก. เธอโกรธกล่าวว่า ภิกษุ ภิกษุ พวกท่านฉันโภชนะที่คฤหบดีให้แล้วก็หลับไป ไม่จัดตั้งน้ำไว้แม้เพียงนิ้วมือหนึ่งในหม้อน้ำ นั่นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง.
               พระเถระกล่าวว่า ผมได้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เต็มแล้ว นี่เหตุอะไรหนอ ดังนี้แล้วจึงไปตรวจดู เห็นหม้อน้ำยังเต็ม จึงบรรจุสังข์สำหรับใส่น้ำดื่มจนเต็มได้ให้แล้ว. เธอดื่มน้ำที่เต็มสังข์ที่สอง คิดว่า ขึ้นชื่อว่าหม้อเต็มน้ำอย่างนี้ อาศัยการกระทำของเรา เกิดเป็นราวกะว่ากระเบื้องร้อน ในอนาคต อัตภาพของเราจักเป็นอย่างไรหนอ มีจิตสลด ทิ้งธนูแล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดบวชให้กระผมเถิดขอรับ.
               พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้วให้เธอบรรพชา.
               เมื่อเธอทำสมณธรรมอยู่ สถานที่ที่ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นอันมากและสถานที่ดักบ่วงและฟ้าทับเหว ย่อมปรากฏ เมื่อเธอกำลังระลึกถึงสถานที่นั้นอยู่ เกิดความเร่าร้อนในร่างกาย เธอไม่ดำเนินไปตามแนวพระกัมมัฏฐาน เป็นเหมือนโคโกงฉะนั้น.
               เธอคิดว่า โดยภาวะเป็นภิกษุ เราจะทำอย่างไร ถูกความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น ไปหาพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ ผมไม่อาจทำสมณธรรมได้.
               ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า เธอจงทำการฝีมือ. เธอรับว่า ดีละ ขอรับ แล้วตัดไม้สดมีไม้มะเดื่อเป็นต้นทำเป็นกองใหญ่ แล้วถามว่า บัดนี้ผมจะทำอย่างไร. จงเผามัน. เธอก่อไฟในทิศทั้ง ๔ ก็ไม่อาจจะเผาได้ จึงกล่าวว่า ผมไม่อาจ ขอรับ.
               พระเถระกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงหลีกไป แล้วขุดหลุมเอาไฟประมาณเท่าหิ่งห้อยจากเปลวไฟใส่เข้าในหลุมนั้น. เธอเผากองไม้ใหญ่เพียงนั้นให้ไหม้โดยฉับพลันเหมือนเผาใบไม้แห้ง.
               ลำดับนั้น พระเถระแสดงเปลวไฟแก่เธอแล้วกล่าวว่า ถ้าเธอจักสึก เธอจักไหม้ในที่นี้ ดังนี้แล้วให้เธอเกิดความสังเวช. จำเดิมแต่เธอได้เห็นเปลวไฟ เธอตัวสั่นถามว่า ท่านขอรับ พระพุทธศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์หรือ. อย่างนั้น อาวุโส. ท่านขอรับ เมื่อพระพุทธศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์ มิลกภิกษุจักทำตนให้พ้นทุกข์ ท่านอย่าคิดไปเลย.
               จำเดิมแต่นั้นมา เธอเพียรพยายามทำสมณธรรม บำเพ็ญวัตตปฏิบัติต่อท่าน เมื่อถูกความหลับบีบคั้น วางฟางที่ชุ่มน้ำไว้บนศีรษะ นั่งหย่อนเท้าทั้งสองลงในแอ่งน้ำ. วันหนึ่ง เธอกรองน้ำดื่ม วางหม้อน้ำไว้ที่ขา ได้ยืนคอยจนน้ำในหม้อหมด.
               ครั้งนั้นแล พระเถระได้บอกอุทเทศแก่สามเณรดังนี้ว่า
                         อุฏฺฐานวโต สติมโต    สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
                         สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน   อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ
                         ยศย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ
                         มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนจึงทำ ผู้สำรวม
                         ผู้เป็นอยู่โดยธรรม และเป็นผู้ไม่ประมาท.
               เธอน้อมคาถาแม้ที่ประกอบด้วยบท ๔ เข้ามาในตนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าผู้มีความหมั่น ต้องเป็นเช่นกับเรา แม้ผู้มีสติก็เป็นเช่นกับเรา เหมือน ฯลฯ ทั้งผู้ไม่ประมาทเล่าก็พึงเป็นเช่นกับเราเหมือนกัน.
               รวมความว่า เธอน้อมคาถานั้นเข้าไปในตนเข้ามาในตนอย่างนั้นแล้ว ตั้งอยู่ในวาระย่างเท้านั้นนั่นเอง ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างแล้วดำรงอยู่ในอนาคามิผล หรรษาร่าเริง กล่าวคาถานี้ว่า
                         เราเทินกลุ่มก้อนฟางสดจงกรม บรรลุผลที่ ๓ (อนาคามิผล)
                         ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เป็นลาภของเราหนอ.
               เธอตั้งอยู่ในอุปนิสสัยมีกำลังเพลา เพียรพยายามอยู่อย่างนี้ ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง และทำมรรค ๓ ผล ๓ ให้เกิดได้ ด้วยประการฉะนี้.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺส น เม ภวิสฺสติ ดังนี้ เมื่อภิกษุหลุดพ้นอย่างนี้แล้ว ชื่อว่าพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำเสียได้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา ความว่า ก็เราไม่พึงเป็น แม้ปริขารของเราก็ไม่พึงมี ก็หรือว่าถ้าการปรุงแต่งกรรมในอดีตของเราจักไม่ได้มีแล้วไซร้ บัดนี้ ขันธ์ ๕ หมวดของเรานี้ไม่พึงมี.
               บทว่า น ภวิสฺส น เม ภวิสฺสติ ความว่า ก็บัดนี้ เราจักพยายามโดยประการที่การปรุงแต่งกรรมอันให้ขันธ์บังเกิดแก่เราในอนาคต จักไม่มี เมื่อการปรุงแต่งกรรมไม่มี ชื่อว่าปฏิสนธิในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา.
               บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ความว่า ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้ ตั้งอยู่ในอุปนิสัยมีกำลังอ่อน พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้.
               บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงถึงความที่พระศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์ ตรัสอุทานนี้อย่างนี้.
               บทว่า รูปํปิ ภวิสฺสติ ความว่า รูปจักมี.
               บทว่า รูปสฺส วิภวา ได้แก่ เพราะเห็นไม่เป็นไปของรูป.
               จริงอยู่ มรรค ๔ ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ชื่อว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงแห่งรูปเป็นต้นซึ่งท่านหมายกล่าวไว้เช่นนั้น.
               บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ภนฺเต ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้ เหตุไรจักไม่ตัด.
               บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงมรรคผลสูงๆ ขึ้นไป ภิกษุนั้นจึงกราบทูลคำเป็นต้นว่า กถํ ปน ภนฺเต ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตรา ได้แก่ กาลอันเป็นลำดับ ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่าง คือ กาลเป็นลำดับใกล้ ๑ กาลเป็นลำดับไกล ๑.
               วิปัสสนาชื่อว่า กาลเป็นลำดับใกล้ต่อมรรค ไกลต่อผล ภิกษุหมายเอากาลเป็นลำดับนั้น จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อรหัตตผลที่นับว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่งวิปัสสนา.
               บทว่า อตสิตาเย ได้แก่ ในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง คือไม่ควรกลัว.
               บทว่า ตาสํ อาปชฺชติ แปลว่า ย่อมถึงความกลัว.
               บทว่า ตาโส เหโส ความว่า เพราะวิปัสสนาอย่างอ่อนที่เป็นไปอย่างนี้ว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา นี้นั้นไม่สามารถจะยึดครองความรักในตนได้ ฉะนั้นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จึงชื่อว่ามีความสะดุ้ง เพราะเขาคิดว่า บัดนี้เราจักขาดสูญ เราจักไม่มีอะไรๆ จึงเห็นตนเสมือนตกไปในเหว เหมือนพราหมณ์คนหนึ่ง.
               เล่ากันมาว่า พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก สวดพระธรรมเนื่องด้วยไตรลักษณ์อยู่ใต้โลหะปราสาท. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งกำลังยืนฟังธรรมอยู่ในที่แห่งหนึ่ง สังขารได้ปรากฏเป็นของว่างเปล่า. เขาเป็นเสมือนตกไปในเหว หนีออกจากที่นั้นทางประตูที่เปิดไว้ เข้าเรือนแล้วให้ลูกนอนบนอก กล่าวว่า พ่อ เมื่อเรานึกถึงลัทธิของตนเป็นอันฉิบหายแล้ว.
               บทว่า น เหโส ภิกฺขุ ตาโส ความว่า วิปัสสนาที่มีกำลังนั้นคือที่เป็นไปอย่างนั้น ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นความสะดุ้งสำหรับพระอริยสาวกผู้ได้สดับ. ความจริง เขามิได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักขาดสูญ หรือจักพินาศ แต่เขามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป.

               จบ อรรถกถาอุทานสูตรที่ ๓               
               --------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ อุทานสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ จบ.
อ่านอรรถกถา 17 / 1อ่านอรรถกถา 17 / 106อรรถกถา เล่มที่ 17 ข้อ 108อ่านอรรถกถา 17 / 112อ่านอรรถกถา 17 / 594
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=1247&Z=1301
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com