ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕
โคมยสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕

               อรรถกถาโคมยปิณฑสูตรที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในโคมยปิณฑสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สสฺสติสมํ ได้แก่ เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลายมีภูเขาสิเนรุ แผ่นดินใหญ่ พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้น.
               บทว่า ปริตฺตํ โคมยปิณฺฑํ ได้แก่ ก้อนโคมัย (มูลโค) มีประมาณน้อยขนาดเท่าดอกมะซาง.
               ถามว่า ก็ก้อนโคมัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มาจากไหน?
               ตอบว่า พระองค์ทรงหยิบมาจากก้อนโคมัยที่ภิกษุรูปนั้นนำมาเพื่อต้องการใช้ฉาบทา (เสนาสนะ).
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็พึงทราบว่า ก้อนโคมัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ฤทธิ์บันดาลให้มาอยู่ในพระหัตถ์ ก็เพื่อให้ภิกษุได้เข้าใจความหมาย (ของพระธรรมเทศนา) ได้แจ่มแจ้ง.
               บทว่า อตฺตภาวปฏิลาโภ ได้แก่ ได้อัตภาพ.
               บทว่า นยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ ความว่า ชื่อว่าการอยู่ประพฤติ มรรคพรหมจรรย์นี้ไม่พึงปรากฏ เพราะว่ามรรคเกิดขึ้นทำสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ให้ชะงัก ก็ถ้าว่าอัตภาพเพียงเท่านี้ จะพึงเที่ยงไซร้ มรรคแม้เกิดขึ้นก็จะไม่สามารถทำสังขารวัฏให้ชะงักได้ เพราะเหตุนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จะไม่พึงปรากฏ.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า ถ้าสังขารอะไรจะพึงเที่ยงไซร้ สมบัติที่เราเคยครอบครอง เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะก็จะพึงเที่ยงด้วย แต่สมบัติแม้นั้นก็ไม่เที่ยง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ภูตปุพฺพาหํ ภิกฺขุ ราชา อโหสึ เป็นต้น
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสาวติราชธานิปฺปมุขานิ ความว่า กุสาวดีราชธานีเป็นใหญ่กว่านครเหล่านั้น. อธิบายว่า ประเสริฐสุดกว่านคร (อื่น) ทั้งหมด.
               บทว่า สารมยานิ คือ สำเร็จด้วยแก่นไม้จันทน์แดง. ก็พระเขนย สำหรับบัลลังก์เหล่านั้นล้วนทำจากด้ายทั้งสิ้น.
               (ปาฐะว่า ทามํ ฉบับพม่าเป็น อุปธานํ แปลตามฉบับพม่า)
               บทว่า โคนกตฺถตานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยผ้าขนแกะสีดำ ซึ่งมีขนยาวเกิน ๔ นิ้วที่คนทั้งหลายเรียกกันว่า ผ้าขนแกะมหาปัฏฐิยะ.
               บทว่า ปฏิกตฺถตานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยผ้ากัมพลสีขาวที่ทำจากขนสัตว์ซึ่งมีขนทั้ง ๒ ด้าน.
               บทว่า ปฏลิกตฺถานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยเครื่องปูลาดขนสัตว์มีดอกหนา.
               บทว่า กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายปูลาดด้วยพระบรรจถรณ์ชั้นยอด ทำจากหนังชะมด.
               เล่ากันว่า เครื่องปูลาดชนิดนั้น คนทั้งหลายเอาหนังชะมดลาดทับบนผ้าขาว แล้วเย็บทำ.
               บทว่า สอุตฺตรจฺฉทนานิ ความว่า บัลลังก์ทั้งหลายพร้อมทั้ง (ติด) หลังคาเบื้องบน. อธิบายว่า พร้อมทั้งเพดานสีแดงที่ติดไว้เบื้องบน.
               บทว่า อุภโตโลหิตกูปธานานิ ความว่า พระเขนยสีแดงที่วางไว้สองข้างของบัลลังก์ คือพระเขนยหนุนพระเศียร และพระเขนยหนุนพระบาท.
(ปาฐะว่า สีสูปขาเนญฺจ ฉบับพม่าเป็น สีสูปธานญฺจ แปลตามฉบับพม่า)
               ในบทว่า เวชยนฺตรถปฺปมุขานิ นี้มีอธิบายว่า รถของพระราชานั้น ชื่อว่าเวชยันตะ มีดุมล้อทำด้วยแก้วอินทนิลและแก้วมณี มีกำ (ซี่ล้อ) ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ มีกงทำด้วยแก้วประพาฬ มีเพลาทำด้วยเงิน มีงอนทำด้วยแก้วอินทนิลและแก้วมณี มีทูบทำด้วยเงิน รถนั้นจัดเป็นรถทรง คือเป็นเลิศแห่งรถเหล่านั้น.
               บทว่า ทุกูลสนฺทนานิ ได้แก่ มีผ้าทุกูลพัสตร์เป็นผ้าคลุมหลัง.
(ปาฐะว่า ทุกูลสนฺทนาติ ฉบับพม่าเป็น ทุกูลสนฺถรานิ แปลตามฉบับพม่า.)
               บทว่า กํสูปธานานิ ได้แก่ ภาชนะสำหรับรีดนม ทำด้วยเงิน.
(ปาฐะว่า รชตมย โลหภาชนานิ ฉบับพม่าเป็น รชตมยโทหภาชนานิ แปลตามฉบับพม่า)
               บทว่า วตฺถโกฏิสหสฺสานิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงพระภูษาที่ราชบุรุษนำไป ในเวลาประทับยืนสรงสนานด้วยคิดว่า พระองค์จักทรงใช้พระภูษานั้นตามพระราชประสงค์.
               บทว่า ภตฺตาภิหาโร ได้แก่ พระกระยาหารที่พึงนำเข้าไปเทียบ.
               บทว่า ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ความว่า เราอยู่ในนครใด นครนั้นก็เป็นนครแห่งหนึ่งนั่นแล (ในบรรดานคร ๘๔,๐๐๐ นคร) (ส่วน) ประยูรญาติที่เหลือ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาเป็นต้น และคนที่เป็นทาส ก็อาศัยอยู่ด้วย.
               แม้ในปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น ก็มีนัย (ความหมายเดียวกัน) นี้แล. แม้ในพระราชบัลลังก์เป็นต้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ทรงใช้เองเพียงพระราชบัลลังก์เดียว บัลลังก์ที่เหลือเป็นของสำหรับพระราชโอรสเป็นต้นทรงใช้สอย. บรรดาพระสนมทั้งหลายก็มีพระสนมคนเดียวเท่านั้นที่ปรนนิบัติถวาย. ที่เหลือเป็นเพียงบริวาร.
               หญิงที่เกิดในครรภ์ของนางพราหมณี (ผู้เป็นมเหสี) ของกษัตริย์ก็ดี หญิงที่เกิดในครรภ์ของเจ้าหญิง (ผู้เป็นภรรยา) ของพราหมณ์ก็ดี ชื่อว่า เวลามิกา.
               ด้วยบทว่า ปริทหามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เรานุ่งผ้าคู่เดียวเท่านั้นที่เหลือเป็นของพวกราชบุรุษที่เที่ยวแวดล้อมจำนวน ๑,๖๘๐,๐๐๐ คน.
               ด้วยบทว่า ภุญฺชามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราเสวยข้าวสุกประมาณ ๑ ทะนานเป็นอย่างสูง ที่เหลือเป็นของราชบุรุษที่เที่ยวแวดล้อม จำนวน ๘๔๐,๐๐๐ คน.
               ก็ข้าวสุกถาดเดียว พอคน ๑๐ คนกินได้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมบัติเมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะนี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงว่า สมบัตินั้นไม่เที่ยง จึงตรัสคำว่า อิติ โข ภิกฺขุ เป็นต้น
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปริณตา ได้แก่ (สังขารทั้งหลาย) ถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติมิได้ เพราะละปกติ เปรียบเหมือนประทีปดับฉะนั้น.
               บทว่า เอวํ อนิจฺจา โข ภิกฺขุ สงฺขารา ความว่า ที่ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะหมายความว่า มีแล้วกลับไม่มีอย่างนี้.
               เปรียบเหมือน บุรุษพึงผูกบันไดไว้ที่ต้นจำปาซึ่งสูงถึง ๑๐๐ ศอก แล้วไต่ขึ้นไปเก็บเอาดอกจำปา ทิ้งบันไดไต่ลงมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุเพียงดังว่า คือเสด็จขึ้นสู่สมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ซึ่งกินเวลานานหลายแสนโกฏิปี เป็นเหมือนทรงผูกบันได (ไต่ขึ้นไป) ทรงถือเอาอนิจจลักษณะที่อยู่ในที่สุดแห่งสมบัติแล้ว เสด็จลงมาเหมือนทรงทิ้งบันได (ไต่ลงมา) ฉะนั้น.
               บทว่า เอวํ อธุวา ความว่า เว้นจากความเป็นสภาพยั่งยืนอย่างนั้น เหมือนต่อมน้ำเป็นต้นฉะนั้น.
               บทว่า เอวํ อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความน่ายินดีอย่างนั้น เหมือนน้ำดื่มที่ดื่มในความฝัน และเหมือนกระแจะจันทน์ที่ตนไม่ได้ลูบไล้ฉะนั้น.
               (ปาฐะว่า สุวินิเก ฉบับพม่าเป็น สุปินเก แปลตามฉบับพม่า)
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนิจจลักษณะไว้ในสูตรนี้ดังพรรณนามานี้.

               จบอรรถกถาโคมยปิณฑสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ โคมยสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕ จบ.
อ่านอรรถกถา 17 / 1อ่านอรรถกถา 17 / 242อรรถกถา เล่มที่ 17 ข้อ 248อ่านอรรถกถา 17 / 252อ่านอรรถกถา 17 / 594
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=3192&Z=3242
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๐  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :