ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓
ภารสูตร

               อรรถกถาภารวรรคที่ ๓               
               อรรถกถาภารสูตรที่ ๑               
               ภารวรรค ภารสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ ตัดเป็น ปญฺจุปาทานกฺขนฺขา อิติ อสฺส วจนียํ ความว่า เป็นข้อที่จะพึงตรัสอย่างนั้น.
               บทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภาโร ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ท่านกล่าวว่าเป็นภาระ.
               ถามว่า ด้วยอรรถว่ากระไร?
               แก้ว่า ด้วยอรรถว่าเป็นภาระที่จะต้องบริหาร.
               จริงอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น จำต้องบริหารด้วยการให้ยืน ให้เดิน ให้นั่ง ให้นอน ให้อาบน้ำ แต่งตัว ให้เคี้ยว ให้กิน เป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นภาระ (ของหนัก) เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภาระเพราะอรรถว่าเป็นภาระจะต้องบริหาร.
               บทว่า เอวํนาโม ได้แก่ มีชื่อเป็นต้นว่า ติสสะ ว่าทัตตะ.
               บทว่า เอวํโคตฺโต ได้แก่ มีโคตรเป็นต้นว่า กัจจายนโคตร วัจฉายนโคตร. ดังนั้น ทรงแสดงบุคคลที่สำเร็จเพียงโวหาร ให้ชื่อว่า ภารหาระ ผู้แบกภาระ จริงอยู่ บุคคลยกขันธภาระขึ้นในขณะปฏิสนธินั้นเอง แล้วให้ขันธ์นี้ อาบ บริโภค นั่ง นอน บนเตียงและตั่ง ที่อ่อนนุ่มแล้วบริหาร ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง จนตลอดชีวิตแล้วทิ้งไปในจุติขณะ ยึดเอาขันธ์อื่นในปฏิสนธิขณะอีก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้แบกภาระ.
               บทว่า โปโนพฺภวิกา ได้แก่ที่เกิดในภพใหม่.
               บทว่า นนฺทิราคสหคตา ได้แก่ถึงความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะนั่นเอง ในที่นี้ท่านประสงค์ว่า เกิดพร้อมกับความเป็นนันทิราคะนั้น.
               บทว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี ได้แก่ มีปกติยินดีในที่เกิดหรือในอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นๆ. ในกามตัณหาเป็นต้น ความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕ ชื่อว่ากามตัณหา ความยินดีในรูปภพและอรูปภพ ความติดอยู่ในฌาน ความยินดีที่เกิดพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ นี้ชื่อว่าภวตัณหา ความยินดีที่เกิดพร้อมกับอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.
               บทว่า ภาราทานํ ได้แก่ การถือภาระ. จริงอยู่ บุคคลนี้ย่อมถือภาระด้วยตัณหา.
               บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ เป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของนิพพานนั้นเอง.
               จริงอยู่ ตัณหามาถึงพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อมคลายความยินดี ย่อมดับ ย่อมละขาด ย่อมสละคืน ย่อมหลุดพ้น โดยไม่มีส่วนเหลือ ก็ในพระนิพพานนี้ไม่มีอาลัยคือกาม หรืออาลัยคือทิฏฐิ ฉะนั้น พระนิพพานจึงได้ชื่อเหล่านี้.
               บทว่า สมูลํ ตณฺหํ ความว่า อวิชชาชื่อว่าเป็นมูลของตัณหา.
               บทว่า อพฺพุยฺห ได้แก่ ถอนตัณหานั้นพร้อมทั้งรากด้วยอรหัตตมรรค.
               บทว่า นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ความว่า ผู้ออกจากตัณหาจะเรียกว่าผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ควรแล.

               จบอรรถกถาภารสูตรที่ ๑               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ภารสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 17 / 1อ่านอรรถกถา 17 / 48อรรถกถา เล่มที่ 17 ข้อ 49อ่านอรรถกถา 17 / 54อ่านอรรถกถา 17 / 594
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=571&Z=593
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com