ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔
อานันทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕

               อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑               
               ในอานันทสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ ความว่า เมื่อรูปยังดำรงอยู่คือเป็นอยู่ ชราย่อมปรากฏ.
               ก็คำว่า ฐิติ เป็นชื่อของการหล่อเลี้ยง กล่าวคือชีวิตินทรีย์.
               คำว่า อญฺญถตฺตํ เป็นชื่อของชรา.
               ด้วยเหตุนั้น โบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
                         อุปฺปาโท ชาติ อกฺขาโต    ภงฺโค วุตฺโต วโยติ จ
                         อญฺญถตฺตํ ชรา วุตฺตา   ฐิติ จ อนุปาลนา.
                                   ความเกิดขึ้นเรียกว่าชาติ
                                   ความดับเรียกว่าวยะ
                                   ความแปรปรวน เรียกว่าชรา
                                   ความหล่อเลี้ยง เรียกว่าฐิติ
               ขันธ์แต่ละขันธ์มีลักษณะ ๓ อย่าง คือ อุปปาทะ ชราและภังคะด้วยประการฉะนี้
               ที่พระองค์หมายถึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะแห่งสังขตะเหล่านี้มี ๓ อย่าง ดังนี้.
               ในคำนั้นที่ชื่อว่าสังขตะ ได้แก่สังขารชนิดใดชนิดหนึ่งที่เกิดแต่ปัจจัย. แต่สังขารไม่ชื่อว่าลักษณะ และไม่ชื่อว่าสังขาร ด้วยว่าเว้นลักษณะเสีย ใครๆ ไม่อาจจะบัญญัติสังขารได้ ทั้งเว้นลักษณะเสีย ก็ชื่อว่าสังขารไม่ได้. แต่สังขารก็ย่อมปรากฏด้วยลักษณะ.
               เหมือนอย่างว่า แม่โคนั่นแหละไม่จัดเป็นลักษณะ. ลักษณะนั่นแหละเป็นแม่โค. แม้ละลักษณะเสีย ก็ไม่อาจบัญญัติแม่โคได้ แม้ละแม่โคเสีย ก็ไม่อาจบัญญัติลักษณะได้ แต่แม่โคย่อมปรากฏด้วยลักษณะฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็พึงทราบฉันนั้น.
               บรรดาขณะทั้ง ๓ นั้น ในอุปาทขณะแห่งสังขารทั้งหลาย สังขารก็ดี อุปาทลักษณะก็ดี ขณะแห่งสังขารนั้นกล่าวคือกาละก็ดี ย่อมปรากฏ. เมื่อกล่าวว่า อุปฺปาเทติ ย่อมเกิดขึ้น สังขารก็ดี ชราลักษณะก็ดี ขณะแห่งสังขารนั้นกล่าวคือกาละก็ดี ย่อมปรากฏ. ในภังคขณะ สังขารก็ดี สังขารลักษณะก็ดี ขณะแห่งสังขารนั้นกล่าวคือกาละก็ดี ย่อมปรากฏ.
               แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าชราขณะแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย ใครๆ ไม่อาจบัญญัติได้ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสว่า ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งเวทนาย่อมปรากฏ เมื่อเวทนาตั้งอยู่ ความแปรปรวนย่อมปรากฏ ทรงบัญญัติลักษณะ ๓ แม้แห่งอรูปธรรม ย่อมได้ลักษณะ ๓ เหล่านั้น เพราะอาศัยขณะปัจจุบัน ครั้นกล่าวดังนี้แล้วจึงสำเร็จความนั้นตามอาจริยคาถานี้ว่า
                         อตฺถิตา สพฺพธมฺมานํ    ฐิติ นาม ปวุจฺจติ
                         ตสฺเสว เภโท มรณํ   สพฺพทา สพฺพปาณินํ
                         ความที่ธรรมทั้งปวงเป็นปัจจุบัน ท่านเรียกว่า ฐิติขณะ
                         ความแตกดับแห่งรูปนั้นแลของสรรพสัตว์ในกาลทุกเมื่อ
                         เรียกว่า มรณะ ดังนี้
               อนึ่ง ท่านยังกล่าวว่า พึงทราบว่าปาณะปราณด้วยอำนาจสันตติ.
               ก็เพราะเหตุที่ในพระสูตรไม่มีความแปลกกัน ฉะนั้น ตามมติของอาจารย์ก็ไม่พึงเพิกถอนพระสูตร พึงกระทำพระสูตรเท่านั้นเป็นสำคัญ.

               จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑               
               ---------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อานันทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ จบ.
อ่านอรรถกถา 17 / 1อ่านอรรถกถา 17 / 77อรรถกถา เล่มที่ 17 ข้อ 79อ่านอรรถกถา 17 / 81อ่านอรรถกถา 17 / 594
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=836&Z=858
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :