ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔
๕. ปุณณสูตร

               อรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕               
               ในปุณณสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า ตญฺเจ ได้แก่ จักขุปสาทรูปและรูป.
               บทว่า นนฺทิสมุทยา ทุกฺขสมุทโย ความว่า เพราะประชุมแห่งตัณหา ความประชุมแห่งทุกขขันธ์ ๕ ย่อมมี. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังวัฏฏะให้ถึงที่สุดแล้ว จึงทรงแสดงโดยสัจจะ ๒ ด้วยคำว่า นนฺทิสมุทยา ทุกฺขสมุทโย ดังนี้ในทวารทั้ง ๖.
               ในนัยที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้วิวัฏฏะถึงที่สุดแสดงโดยสัจจะ ๒ คือ นิโรธ มรรค.
               บทว่า อิมินา ตฺวํ ปุณฺณ เป็นอนุสนธิแผนกหนึ่ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใส่เทศนาลงในพระอรหัตโดยวัฏฏะและวิวัฏฏะ อย่างนี้ก่อนแล้ว บัดนี้เพื่อจะให้พระปุณณเถระบันลือสีหนาทในฐานะ ๗ จึงตรัสคำอาทิว่า อิมินา ตฺวํ.
               บทว่า จณฺฑา ได้แก่ ดุร้าย คือกล้าแข็ง. บทว่า ผรุสา ได้แก่ หยาบ.
               บทว่า อกฺโกสิสฺสนฺติ ความว่า จักด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐.
               บทว่า ปริภาสนฺติ ความว่า ย่อมขู่ว่า ท่านชื่อว่าเป็นสมณะอย่างไร เราจักทำสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่าน. บทว่า เอวเมตฺถ ความว่า จักมีแก่เราในที่นี้ด้วยอาการอย่างนี้.
               บทว่า ทณฺเฑน ได้แก่ ด้วยท่อนไม้ยาว ๔ ศอกหรือด้วยค้อนไม้ตะเคียน.
               บทว่า สตฺเถน ได้แก่ ด้วยศัสตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น.
               บทว่า สตฺถหารกํ ปริเยสนฺติ ความว่า ย่อมแสวงหาศัสตราเครื่องนำไปเสียซึ่งชีวิต. คำนี้พระเถระกล่าวหมายเอาการแสวงหาศัสตราฆ่าตัวตายของพวกภิกษุผู้ฟังอสุภกถา เพราะเรื่องตติยปาราชิกแล้วเกลียดด้วยอัตภาพ.
               บทว่า ทม ในคำว่า ทมูปสมเนน นี้นั้นเป็นชื่อของอินทรียสังวรเป็นต้น.
               จริงอยู่ในบาลีว่า สจฺเจน ทนฺโต ทมสา อุเปโต เวทนฺตคู วุสิตพฺรหฺมจริโย ภิกษุเป็นผู้มีสัจจะฝึกตนเข้าถึงทมะ ถึงที่สุดเวท อยู่จบพรหมจรรย์นี้. อินทรียสังวร ท่านกล่าวว่าทมะ ในบาลีว่า ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยาภิยฺโยว วิชฺชติ แปลว่า ถ้าสัจจะ ทมะ จาคะ ขันติ ย่อมมียิ่งขึ้นไซร้นี้. ปัญญาท่านกล่าวว่า ทมะ. ในบาลีว่า ทาเนน ทเมน สญฺญเมน สจฺจวาเจน แปลว่า ด้วยการให้ การฝึก การสำรวมและด้วยสัจจวาจานี้ อุโปสถกรรม ท่านกล่าวว่า ทมะ.
               แต่ในสูตรนี้ ขันติ พึงทราบว่าทมะ.
               บทว่า อุปสโม เป็นไวพจน์ของคำว่า ทโม นั้นนั่นเอง.
               บทว่า อถโข อายสฺมา ปุณฺโณ ความว่า ก็ท่านปุณณะนี้เป็นใคร และเพราะเหตุไรท่านจึงประสงค์จะไปในที่นั้น.
               แก้ว่า ท่านเป็นผู้อยู่ในสุนาปรันตชนบทนั่นเอง. แต่ท่านได้กำหนดที่อยู่อันไม่เป็นสัปปายะในกรุงสาวัตถี จึงประสงค์จะไปในที่นั่น.
               ในข้อนั้น จะกล่าวตามลำดับความดังต่อไปนี้.
               เล่ากันมาว่า ในแคว้นสุนาปรันตะ ในหมู่บ้านพ่อค้าแห่งหนึ่ง ชนทั้ง ๒ นั้นเป็นพี่น้องกัน ใน ๒ คนนั้น บางคราวพี่ชายพาเกวียน ๕๐๐ เล่มไปสู่ชนบทนำสินค้ามา. บางคราวก็น้องชาย.
               ก็ในสมัยนี้ พักน้องชายไว้ในเรือน พี่ชายพาเกวียน ๕๐๐ เล่ม เที่ยวจาริกไปในชนบท ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ พักเกวียน ๕๐๐ เล่ม ไว้ในที่ไม่ไกลพระเชตวัน รับประทานอาหารเช้าแล้ว แวดล้อมไปด้วยชนบริษัทนั่งในที่มีความผาสุก.
               สมัยนั้น ชาวกรุงสาวัตถีบริโภคอาหารเช้าแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถ ห่มผ้าเฉวียงบ่าอันหมดจด ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นน้อมโน้มเงื้อมไปในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์อยู่ ออกทางประตูด้านทักษิณไปยังพระเชตวัน.
               เขาเห็นชนเหล่านั้นจึงถามมนุษย์คนหนึ่งว่าคนพวกนี้จะไปไหน.
               คนนั้นกล่าวว่า นายท่านไม่รู้หรือว่า ชื่อพระรัตนะ คือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เกิดขึ้นแล้วในโลก มหาชนนั้นพากันไปสำนักพระศาสดา เพื่อจะฟังธรรมกถาด้วยประการฉะนี้.
               คำว่า พุทฺโธ ได้เฉือนผิวหนังตั้งจดเยื่อกระดูกของเขา. เขามีบริษัทของตนแวดล้อม ไปวิหารพร้อมด้วยบริษัทนั้น เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท ก็เกิดจิตคิดจะบรรพชา.
               ลำดับนั้น เมื่อพระตถาคตทรงทราบเวลาแล้วส่งบริษัทไป เขาจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคม นิมนต์เพื่อเสวยอาหารในวันรุ่งขึ้น ให้สร้างมณฑปในวันที่ ๒ ให้ปูอาสนะ ถวายมหาทานแก่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน บริโภคอาหารเช้าแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถ ให้เรียกผู้รักษาเรือนคลังมาสั่งว่า ทรัพย์มีประมาณเท่านี้เราสละแล้ว ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ เราไม่พึงสละ จึงบอกเรื่องทั้งหมด กล่าวว่า ท่านจงให้สมบัตินี้แก่น้องชายของเราดังนี้ มอบทรัพย์ทั้งหมดให้แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา บำเพ็ญกรรมฐานเป็นเบื้องหน้า.
               ลำดับนั้น เมื่อท่านมนสิการพระกรรมฐานอยู่ กรรมฐานไม่ปรากฏ. แต่นั้น ท่านคิดว่า ชนบทนี้ไม่เป็นที่สบายสำหรับเรา ถ้ากระไร เราพึงเรียนพระกรรมฐานในสำนักพระศาสดา จะพึงไปในสถานที่ของตนนั่นแล.
               ครั้นเวลาเช้า ท่านก็เที่ยวไปบิณฑบาต ตอนเย็นออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ตรัสบอกพระกรรมฐาน บันลือสีหนาท ๗ ครั้งแล้วก็หลีกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข อายสฺมา ปุณฺโณ ฯลฯ วิหรติ.
               ถามว่า ก็พระปุณณะนี้ อยู่ที่ไหน.
               ตอบว่า อยู่ในสถานที่ ๔ แห่ง.
               อันดับแรก ท่านเข้าไปยังแคว้นสุนาปรันตะ ถึงภูเขาชื่อว่าอัพพุหัตถะ แล้วเข้าไปบิณฑบาตยังวานิชคาม.
               ลำดับนั้น น้องชายจำท่านได้จึงถวายภิกษากล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าไปในที่อื่น จงอยู่แต่ในที่นี้เท่านั้น ให้ท่านรับคำแล้ว ให้อยู่ในที่นั้นนั่งเอง.
               แต่นั้น ท่านก็ได้ไปวิหารชื่อสมุทคิรี ในที่นั้นมีที่จงกรมซึ่งสร้างกำหนดด้วยแผ่นหินตัดเหล็ก ไม่มีใครที่สามารถจะจงกรมที่จงกรมนั้นได้ในที่นั้น คลื่นในสมุทรมากระทบที่แผ่นหินตัดเหล็กกระทำเสียงดัง พระเถระคิดว่า ภิกษุทั้งหลายผู้มนสิการพระกรรมฐานอยู่ ขอจงมีความผาสุก จึงอฐิษฐานทำสมุทรให้เงียบเสียง.
               ต่อจากนั้น ก็ได้ไปยังมาตุลคิริ. ในที่นั้นมีฝูงนกหนาแน่น ทั้งเสียงก็ต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันทั้งกลางคืนและกลางวัน. พระเถระคิดว่า ที่นี้ไม่เป็นที่ผาสุก จากนั้นจึงได้ไปยังวิหาร ชื่อว่าสมกุลการาม. วิหารนั้นไม่ไกลนักไม่ใกล้นักจากวานิชคาม สมบูรณ์ด้วยคมนาคม สงัดเงียบเสียง. พระเถระคิดว่า ที่นี้ผาสุกจึงได้สร้างที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน และที่จงกรมเป็นต้นในที่นั้นแล้วเข้าจำพรรษา.
               ท่านได้อยู่ในที่ ๔ แห่งด้วยประการฉะนี้.
               ภายหลัง ณ วันหนึ่ง ในภายในพรรษานั้นนั่นเอง พวกพ่อค้า ๕๐๐ คนบรรทุกสินค้าลงในเรือด้วยหวังว่าจะไปสู่สมุทรโน้น. ในวันที่ลงเรือน้องชายของพระเถระให้พระเถระฉันแล้ว รับสิกขาบทในสำนักของพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าสมุทรไว้ใจไม่ได้ ขอท่านทั้งหลายพึงนึกถึงเราดังนี้แล้วขึ้นเรือไป. เรือแล่นไปด้วยความเร็วสูง ถึงเกาะน้อยแห่งหนึ่ง. พวกมนุษย์คิดกันว่า พวกเราจะหาอาหารเช้ากินดังนี้แล้วลงที่เกาะ. ก็ในเกาะนั้นสิ่งอะไรๆ อื่นไม่มี มีแต่ป่าไม้จันทน์เท่านั้น.
               ลำดับนั้น คนๆ หนึ่งเอามีดเคาะต้นไม้ รู้ว่าเป็นจันทน์แดง จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราไปสู่สมุทรโน้นเพื่อต้องการลาภ ก็ขึ้นชื่อว่าลาภยิ่งไปกว่านี้ไม่มี ปุ่มประมาณ ๔ นิ้วได้ราคาตั้งแสน พวกเราบรรทุกสินค้าอันควรจะบรรทุกให้เต็มด้วยไม้จันทน์. คนเหล่านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้นแล้ว.
               พวกอมนุษย์ผู้สิงอยู่ในป่าไม้จันทน์โกรธแล้วคิดว่า คนเหล่านี้ทำป่าไม้จันทน์ของพวกเราให้ฉิบหาย พวกเราจักฆ่าคนพวกนั้น ดังนี้แล้วกล่าวว่า เมื่อคนเหล่านั้นถูกฆ่าในที่นี้แล ซากศพแต่ละซากศพทั้งหมดก็จักปรากฏมีในภายนอก เราจักจมเรือของพวกมันเสียกลางสมุทร. ครั้นในเวลาที่คนเหล่านั้นลงเรือไปได้ครู่เดียวเท่านั้น พวกอมนุษย์เหล่านั้นทำอุปาติกรูป (รูปผุดเกิดฉับพลัน) ปรากฏขึ้นเองแล้วแสดงรูปที่น่าสะพึงกลัว. พวกมนุษย์กลัว นอบน้อมต่อเทวดาของตน. กุฏุมพีชื่อจุลลปุณณะ น้องชายของพระเถระ ได้ยืนนอบน้อมพระเถระด้วยระลึกว่า ขอพี่ชายจงเป็นที่พึงของเรา.
               ได้ยินว่า ฝ่ายพระเถระนึกถึงน้องชายในขณะนั้นเหมือนกัน รู้ว่าคนเหล่านั้นเกิดความย่อยยับจึงเหาะไปยืนอยู่ตรงหน้า. พวกอมนุษย์พอเห็นพระเถระ คิดว่า พระผู้เป็นเจ้าปุณณเถระมา ก็หลบไป. รูปที่ผุดขึ้นก็สงบไป. พระเถระปลอบใจคนเหล่านั้นว่า อย่ากลัวไปเลย ดังนี้แล้วถามว่าพวกนั้นประสงค์จะไปไหน. คนเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกกระผมจะไปสถานที่ของพวกผมนั่นแหละ พระเถระเหยียบกราบเรือแล้วอธิษฐานว่า ขอเรือจงไปสู่ที่พวกเขาปรารถนา.
               พวกพ่อค้าไปถึงที่ของตนแล้ว บอกเรื่องนั้นแก่บุตรและภรรยา อธิษฐานว่า พวกเราขอถึงพระเถระนั้นว่าเป็นที่พึ่ง ทั้ง ๕๐๐ คนพร้อมด้วยภรรยา ๕๐๐ คนตั้งอยู่ในสรณะ ๓ รับปฏิบัติตนเป็นอุบาสก.
               แต่นั้นก็ขนสินค้าลงในเรือ จัดเป็นส่วนหนึ่งสำหรับพระเถระแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ นี้เป็นส่วนของท่าน. พระเถระกล่าวว่า อาตมาไม่มีกิจในส่วนหนึ่ง ก็พระศาสดาพวกท่านเคยเห็นแล้วหรือ.
               ม. ไม่เคยเห็นขอรับ.
               ถ. ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงสร้างโรงกลม เพื่อพระศาสดาด้วยส่วนนี้ พวกท่านจงเฝ้าพระศาสดาด้วยอาการอย่างนี้.
               คนเหล่านั้นรับว่า ดีละขอรับ จึงเริ่มเพื่อจะสร้างโรงกลมด้วยส่วนนั้นและด้วยส่วนของตน.
               ได้ยินว่า พระศาสดาได้ทรงกระทำโรงกลมนั้นให้เป็นโรงฉัน จำเดิมแต่กาลเริ่มทำมา. พวกมนุษย์ผู้รักษาเห็นรัศมีในกลางคืนได้ทำความสำคัญว่า เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มีอยู่. อุบาสกทั้งหลายทำโรงกลมและเสนาสนะสำหรับสงฆ์เสร็จแล้ว ตระเตรียมเครื่องประกอบทานแล้วแจ้งแก่พระเถระว่า ท่านผู้เจริญ กิจของตนพวกผมทำแล้ว ขอท่านจงกราบทูลพระศาสดาเถิด. ในเวลาเย็นพระเถระไปยังกรุงสาวัตถีด้วยฤทธิ์ อ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกคนชาววานิชคามประสงค์จะเฝ้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดกระทำอนุเคราะห์ แก่คนเหล่านั้นเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว. พระเถระกลับมาที่อยู่ของตนตามเดิม.
               ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอานันทเถระมาตรัสว่า อานนท์ พรุ่งนี้พวกเราจักเที่ยวบิณฑบาตในวานิชคาม แคว้นสุนาปรันตะ เธอจงให้สลากแก่ภิกษุ ๔๙๙ รูป. พระเถระรับพระดำรัสแล้ว จึงได้บอกความนั้นแก่ภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอภิกษุผู้เดินทางไปทางอากาศจงจับฉลาก.
               วันนั้น พระกุณฑธานเถระได้จับฉลากเป็นที่หนึ่ง.
               ฝ่ายพวกคนชาววานิชคามคิดว่า ได้ยินว่าพรุ่งนี้พระศาสดาจักเสด็จมา จึงกระทำมณฑปที่กลางบ้าน แล้วตระเตรียมโรงทาน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระพระวรกายแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี ทรงนั่งเข้าผลสมาบัติ. บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว ท่านรำพึงว่านี้อะไรกัน จึงเห็นพระศาสดาเสด็จไปยังแคว้นสุนาปรันตะ จึงตรัสเรียกวิสสุกัมเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อเอ้ย วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ท่านจงสร้างเรือนยอด ๕๐๐ หลัง จงประดิษฐานเตรียมไว้ยอดซุ้มประตูพระวิหารพระเชตวัน.
               วิสสุกรรมเทพบุตรก็ได้จัดตามเทวโองการ เรือนยอดของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เป็น ๔ มุข. ของพระอัครสาวก ๒ มุข. นอกนั้นมีมุขเดียว.
               พระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จเข้าไปเรือนยอดที่ใกล้ ในบรรดาเรือนยอดอันตั้งไว้ตามลำดับ. มีภิกษุ ๔๙๙ รูป นับตั้งแต่พระอัครสาวกเป็นต้นไป จึงได้เข้าไป ได้มีเรือนยอดว่างอยู่หลังหนึ่ง. เรือนยอดทั้ง ๕๐๐ หลังลอยละลิ่วไปในอากาศ.
               พระศาสดาเสด็จถึงสัจจพันธบรรพต ได้พักเรือนยอดไว้บนอากาศ
               ดาบสผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าสัจจพันธ์ที่บรรพตนั้น ให้มหาชนถือมิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศอยู่. แต่ธรรมอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระอรหัตตผลในภายในของท่านย่อมรุ่งโรจน์เหมือนประทีปลุกโพลงในภายในฉะนั้น.
               พระศาสดาครั้นทรงเห็นดังนั้นแล้ว จึงคิดว่าเราจักแสดงธรรมแก่เขา ดังนี้แล้วจึงเสด็จไปแสดงธรรม.
               ในเวลาจบเทศนา พระดาบสบรรลุพระอรหัต. อภิญญามาถึงท่านพร้อมด้วยพระอรหัตที่บรรลุนั่นเอง. ท่านเป็นเอหิภิกษุ ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ ก็เข้าไปเรือนยอด (หลังที่ว่าง)
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ที่เรือนยอด เสด็จไปวานิชคาม กระทำเรือนยอดไม่ให้มีใครเห็นแล้ว เสด็จเข้ายังวานิชคาม. พวกพ่อค้าถวายทานแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วนำพระศาสดาไปยังกุฏาคาร. พระศาสดาได้เสด็จเข้าไปยังโรงกลม. มหาชนบริโภคอาหารเช้าตราบเท่าที่คิดว่า พระศาสดาทรงสงบระงับความหิวอาหาร แล้วสมาทานองค์อุโบสถ ถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก กลับมายังอารามเพื่อต้องการฟังธรรม. พระศาสดาทรงแสดงธรรมเกิดเป็นประมุขที่ผูกเป็นหุ่นของมหาชน. โกลาหลเพราะพระพุทธองค์ได้มีเป็นอันมาก.
               พระศาสดาประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเองตลอด ๗ วันเพื่อสงเคราะห์มหาชน. พออรุณขึ้นก็ได้ปรากฏอยู่ในมหาคันธกุฏีนั้นเอง. ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ๗ วัน การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐. พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๗ วัน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในวานิชคาม ให้พระปุณณเถระกลับด้วยตรัสสั่งว่า เธอจงอยู่ในที่นี้แล ได้เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีอันมีอยู่โดยลำดับ.
               พระยานาคนัมมทากระทำการต้อนรับพระศาสดา ให้เสด็จเข้าไปสู่ภพนาค ได้กระทำสักการะต่อพระรัตนตรัย. พระศาสดาแสดงธรรมแก่พระยานาคนั้น แล้วออกจากภพนาค. พระยานาคนั้นอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่ควรสละแก่ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เจดีย์คือรอยพระบาทนั้น เมื่อคลื่นหลากมาๆ ย่อมปิด เมื่อคลื่นไปแล้วย่อมเปิดออก ความถึงพร้อมด้วยมหาสักการะได้มีแล้ว.
               พระศาสดาเสด็จออกจากที่นั้น แล้วเสด็จไปยังสัจจพันธบรรพต ตรัสกะสัจจพันธภิกษุว่า เธอทำให้มหาชนหยั่งลงไปในทางอบาย เธอจงอยู่ในที่นี้แหล่ะ ให้ชนเหล่านั้นสละลัทธิเสียแล้วให้ดำรงอยู่ในทางแห่งพระนิพพาน.
               ฝ่ายพระสัจจพันธภิกษุนั้นทูลขอข้อที่ควรประพฤติ. พระศาสดาแสดงพระเจดีย์ คือรอยพระบาท ที่หลังแผ่นหินแท่งทึบ เหมือนรอยตราที่ก้อนดินเหนียวเปียก. แต่นั้นก็เสด็จ กลับพระวิหารเชตวันตามเดิม. ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เตเนว อนฺตรวสฺเสน เป็นต้น.
               บทว่า ปรินิพฺพายิ ได้แก่ ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ.
               มหาชนกระทำการบูชาสรีระของพระเถระ ๗ วัน ให้รวบรวมไม้หอมเป็นอันมาก ให้ฌาปนกิจแล้วเก็บเอาธาตุทำพระเจดีย์.
               บทว่า สมฺพหุลา ภิกฺขู ได้แก่ เหล่าภิกษุผู้อยู่ในที่ใกล้พระเถระ.
               คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๕. ปุณณสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 18 / 1อ่านอรรถกถา 18 / 104อรรถกถา เล่มที่ 18 ข้อ 112อ่านอรรถกถา 18 / 118อ่านอรรถกถา 18 / 803
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=1444&Z=1548
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com