ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔
๖. อวัสสุตสูตร

               อรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖               
               ในอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า นวํ สณฺฐาคารํ ความว่า สัณฐาคารที่เขาสร้างขึ้นไม่นานเสร็จใหม่ๆ. อธิบายว่า ศาลาใหญ่หลังหนึ่ง.
               ในเวลาจัดกระบวนเสด็จเป็นต้น เจ้าทั้งหลายประทับยืนอยู่ในที่นั้น กระทำทุกอย่าง จัดแถวกระบวนอย่างนี้ว่า พวกเจ้าเท่านี้ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง เท่านี้ไปทั้งสองข้าง เท่านี้ขึ้นช้าง เท่านี้ขึ้นม้า เท่านี้ยืนอยู่ในรถ. เพราะฉะนั้น ที่นั้น ท่านจึงเรียกว่าสัณฐาคาร.
               ก็เจ้าเหล่านั้นมาจากกระบวนเสด็จย่อมพักอาศัยในที่นั้น สิ้น ๒-๓ วัน ตลอดเวลาที่ชนทั้งหลายพากันกระทำการโบก (คือฉาบทา) โคมัยสดเป็นต้นในเรือนทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัณฐาคารดังนี้ก็มี. อาคารพร้อมทั้งเป็นที่ว่าราชการของพวกเจ้าเหล่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัณฐาคาร. แต่เจ้าเหล่านั้นเป็นคณะเจ้า เพราะฉะนั้น กิจที่เกิดขึ้นย่อมเด็ดขาด ด้วยอำนาจเจ้าบางพระองค์ ได้แม้ฉันทะ (จากที่ประชุม) ของเจ้าทุกพระองค์ก็ควร. เพราะฉะนั้น เจ้าทุกพระองค์จึงประชุมกันว่าราชการในที่นั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า สห อตฺถานุสาสนํ อคารนฺติปิ สณฺฐาคารํ ดังนี้.
               ก็เพราะเหตุที่เจ้าเหล่านั้นประชุมกันในที่นั้น แล้วปรึกษากิจในการอยู่ครองเรือน โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ควรจะไถในเวลานี้ ควรจะหว่านในเวลานี้ เพราะฉะนั้น เจ้าเหล่านั้นย่อมปิดกั้นการครองเรือนอันมีข้อบกพร่องในที่นั้น เพราะเหตุแม้นั้น ที่นั้นจึงชื่อว่า สัณฐาคาร.
               บทว่า อจิรการิตํ โหติ ความว่า ให้สำเร็จโดยไม่นานเหมือนเทพพิมานที่จัดตระเตรียมไว้ด้วยดี ด้วยอำนาจงานมีการก่ออิฐ งานฉาบทาปูนขาวและงานวิจิตรกรรมเป็นต้น.
               ในบทว่า สมเณน วา นี้ เพราะเหตุที่ในเวลากำหนดเอาพื้นที่สร้างเรือนนั่นแล เทวดาทั้งหลายถือเอาเป็นสถานที่อยู่ของตน ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เทเวน วา แล้วกล่าวว่า สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ดังนี้.
               บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า เจ้าศากยทั้งหลายสดับว่าสัณฐาคารสำเร็จแล้ว ดำริว่า จะไปดูสัณฐาคารนั้น จึงไปตรวจดูทั้งหมดตั้งแต่ซุ้มประตู คิดว่า สัณฐาคารนี้น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง มีสิริมิ่งขวัญ ใครใช้สอยก่อน พึงมีประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน จึงตกลงกันว่า แม้เมื่อเราถวายครั้งแรกแก่ญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา ก็ควรแก่พระศาสดา แม้เมื่อถวายด้วยอำนาจเป็นทักขิเณยยบุคคล ก็สมแก่พระศาสดาเหมือนกัน
               เพราะฉะนั้น เราจักให้พระศาสดาทรงใช้สอยก่อน จักนิมนต์ภิกษุสงฆ์มา เมื่อภิกษุสงฆ์มาแล้ว พระพุทธพจน์คือปิฎก ๓ ก็จักเป็นอันมาด้วย จักให้พระศาสดาแสดงธรรมกถาแก่พวกเรา ตลอดยาม ๓ แห่งราตรี ดังนั้น สัณฐาคารนี้ พระรัตนตรัยก็ใช้สอยแล้ว พวกเราจักใช้สอยในภายหลัง อย่างนี้ก็จักเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน ดังนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้า.
               บทว่า เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า ได้ยินว่า วันนั้น สัณฐาคารเป็นอันจัดด้วยดี ทะนุถนอมด้วยดีเหมือนเทพพิมาน เพื่อเป็นที่ทอดทัศนาสำหรับของราชตระกูลก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่าไม่ตกแต่งให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
               จริงอยู่ ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยชอบป่า มีป่าเป็นที่รื่นรมย์ พึงอยู่ในบ้านหรือไม่อยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้น พวกเจ้าศากยะจึงดำริว่า พวกเราพอรู้พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจักตกแต่งดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุนั้น. ก็บัดนี้ เจ้าทั้งหลายประสงค์จะเอาใจแล้วตกแต่ง จึงเข้าไปยังสัณฐาคาร.
               บทว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ สณฺฐริตฺวา ความว่า เจ้าศากยะทั้งหลายสั่งให้ลาดโดยประการที่ลาดสัณฐาคารทั้งหมด ก่อนเขาทั้งหมดให้เอาโคมัยสดขัดพื้น แม้ที่เขาโบกด้วยปูนขาวด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าโคมัยย่อมควรในงานมงคลทั้งปวง ครั้นรู้ว่าแห้งดีแล้ว จึงฉาบทาด้วยของหอม ๔ ชนิดโดยที่รอยเท้าจะปรากฏทรงที่เหยียบ จึงลาดเสื่อรำแพนมีสีต่างๆ ไว้ข้างบนแล้วให้ลาดโอกาสทั้งหมดที่ควรจะต้องลาด ด้วยเครื่องลาดมีสีต่างๆ มีลายช้าง ลายม้า ลายสีหะ ลายเสือโคร่ง ลายอันประกอบด้วยสิริและลายอันวิจิตรเป็นต้น ตั้งต้นแต่ผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่ ไว้ข้างบนเสื่อลำแพนเหล่านั้น.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ สนฺถริตวา ดังนี้.
               บทว่า อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา ความว่า ปูพุทธอาสน์ที่สมควรอย่างใหญ่ พิงเสามงคลที่ตรงกลางลาดปัจจถรณ์ที่นอน ที่อ่อนนุ่มและที่รื่นรมย์ไว้ในที่นั้นๆ วางหมอนแดงทั้ง ๒ ข้าง เห็นเป็นที่ฟูใจ ดาดเพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองและดาวเงินไว้ข้างบน ประดับด้วยพวงของหอม พวงดอกไม้และพวงผ้าเป็นต้น โดยรอบให้ทำข่ายดอกไม้ประมาณ ๑๒ ศอก ให้ล้อมที่ประมาณ ๓๐ ศอกด้วยม่านดอกไม้ แล้วตกแต่งตั่งแท่น ตั่งพนักอิงและตั่งโล้นสำหรับภิกษุสงฆ์พิงฝาด้านหลัง ให้ลาดด้วยเครื่องลาดขาวไว้ข้างบน ให้ปูผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่สำหรับตน พิงฝาด้านทิศตะวันออก ให้วางหมอนยัดด้วยขนหงษ์เป็นต้น อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา. ท่านกล่าวหมายเอาความดำรินี้ว่า พวกเราไม่ลำบากอยู่อย่างนี้ จึงจักฟังธรรมได้ตลอดคืนยันรุ่ง.
               บทว่า อุทกมณิกํ ได้แก่ ให้ตั้งตุ่มน้ำขนาดใหญ่ไว้ เจ้าศากยทั้งหลายคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จักล้างมือหรือเท้า หรือจักบ้วนปากได้ตามชอบใจ จึงบรรจุน้ำสีแก้วมณี ให้เต็มใส่ดอกไม้ต่างๆ เพื่ออบและจุณอบ ให้ปิดไว้ด้วยใบกล้วยตั้งไว้ในที่นั้นๆ. ท่านหมายเอาข้อนี้จึงกล่าวว่า ปติฏฺฐาเปตฺวา
               บทว่า เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา ความว่า ตามประทีปน้ำมันในด้ามที่ทำด้วยเงินและทองเป็นต้น และในภาชนะที่ทำด้วยทองและเงินเป็นต้น ที่วางไว้ในมือของรูปชาวโยนกและรูปคนป่าเป็นต้น.
               ก็ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               เจ้าศากยะเหล่านั้นจะให้ตกแต่งสัณฐาคารอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ โดยที่แท้ให้ปัดกวาดแม้ถนนของนครกรุงกบิลพัสดุ์ ในทางโยชน์หนึ่งให้ยกธง ให้ตั้งต้นกล้วยและหม้อเต็มน้ำไว้ที่ประตูเรือน กระทำนครทั้งสิ้นให้เป็นราวกะว่ามีดวงดาวเกลื่อนกล่นด้วยประทีปและมาลาเป็นต้น ให้คนตีกลองร้องประกาศว่า พวกท่านจงให้เด็กเล็กๆ ที่ยังดื่มนม ให้ดื่มนมเสีย ให้พวกเด็กรุ่นๆ รีบกินข้าวแล้วให้นอนเสีย อย่าทำเสียงเอ็ดอึง วันนี้พระศาสดาจักประทับในบ้านราตรีหนึ่ง ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประสงค์แต่เงียบเสียง แล้วพากันถือเอาประทีปด้ามด้วยตนเอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
               บทว่า อถโข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ ความว่า นัยว่า เมื่อเขากราบทูลเวลาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดแจงผ้า ๒ ชั้นที่ทรงย้อมแล้วด้วยน้ำครั่งสด มีสีดังดอกทองหลางแดง เหมือนตัดดอกปทุมด้วยกรรไกร ทรงนุ่งปิดมณฑล ๓ เหมือนวงกำดอกปทุม ด้วยสังวาลย์ทอง ทรงคาดประคดเอวมีรัศมีดังสายฟ้า เหมือนเอาผ้ากัมพลแดงหุ้มยอดเงิน เหมือนใส่ข่ายแก้วประพาฬบนแท่งทองอันสูงได้ร้อยศอก เหมือนสวมเสื้อผ้ากัมพลแดงที่เจดีย์ทอง เหมือนเอาเมฆแดงปิดพระจันทร์เพ็ญซึ่งกำลังโคจรอยู่ เหมือนรดน้ำครั่งแก่จัดลงเหนือยอดภูเขาทอง เหมือนวงยอดเขาจิตตกูฏด้วยสายฟ้า ทรงห่มผ้าบังสุกุลอันประเสริฐมีสีแดง เหมือนใบอ่อนของต้นไทรที่จับเขย่าแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งเขาจักรวาฬ เขาสิเนรุและเขายุคันธร แล้วเสด็จออกจากประตูพระคันธกฎี ดุจสีหะออกจากถ้ำทอง และเหมือนพระจันทร์ออกจากยอดเขาด้านบูรพาทิศ.
               ก็แลครั้นเสด็จออกแล้ว ก็ประทับยืนที่มุขแห่งพระคันธกุฎี.
               ลำดับนั้น รัศมีสร้านออกจากพระวรกายของพระองค์ เหมือนกลุ่มสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ แล้วกระทำต้นไม้ในอารามให้เป็นราวกะว่า ใบดอกผลและค่าคบมีสีเหลืองแก่ที่รดด้วยสายน้ำทองฉะนั้น. ทันใดนั่นเอง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ถือบาตรและจีวรของตน แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               เหล่าภิกษุผู้ยืนแวดล้อมเหล่านั้นต่างเป็นผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ คือมักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร มีวัตร อดทนต่อถ้อยคำ ผู้เตือนตนมีปกติติเตียนบาป ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยวิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุเหล่านั้น แวดล้อมแล้วทรงรุ่งเรืองยิ่ง ดั่งแท่งทองที่ใส่ในผ้ากัมพลแดง เหมือนเรือทองที่อยู่กลางท่ามกลางกลุ่มปทุมแดง และเหมือนปราสาททองที่วงด้วยไพรที่แก้วประพาฬ. ฝ่ายพระมหาเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ห่มผ้าบังสุกุลมีสีดังเมฆ ราวกะว่างูใหญ่มีหนังดังแก้วมณี มีราคะอันคายเสียแล้ว มีกิเลสทำลายเสียแล้ว มีตัณหาดังชัฏอันสางเสียแล้ว มีกิเลสเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่ติดอยู่ในตระกูลหรือคณะแวดล้อมแล้ว.
               ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปราศจากราคะเองแล้ว มีสาวกผู้ปราศจากราคะแล้วห้อมล้อม ทรงปราศจากโทสะ มีสาวกผู้ปราศจากโทสะห้อมล้อม ทรงปราศจากโมหะ มีสาวกผู้ปราศจากโมหะห้อมล้อมแล้ว ทรงปราศจากตัณหา มีสาวกผู้ปราศจากตัณหาห้อมล้อมแล้ว ทรงปราศจากกิเลส มีสาวกผู้ปราศจากกิเลสห้อมล้อมแล้ว เป็นพระพุทธะเอง มีพระพหูสูตพุทธะห้อมล้อมแล้ว เสร็จพระดำเนินไปสู่ทางที่จะนำไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยเพศของพระพุทธะอันหาผู้เสมอเหมือนมิได้ และด้วยความสง่างามของพระพุทธะอันหาประมาณมิได้ เหมือนเกษรดอกไม้ที่ใบล้อมไว้ เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เกษรล้อมไว้. เหมือนพระยาช้างฉัททันต์อันช้าง ๘,๐๐๐ ล้อม เหมือนพระยาหงส์ธตรัฏฐ์ มีหงส์ ๙๐๐,๐๐๐ ห้อมล้อม เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิที่มีกองทัพห้อมล้อม เหมือนท้าวสักกเทวราชอันทวยเทพห้อมล้อม เหมือนหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมห้อมล้อม เหมือนพระจันทร์เพ็ญอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว.
               ลำดับนั้น รัศมีมีวรรณะดังทองคำ พวยพุ่งออกจากพระวรกายส่วนเบื้องหน้าของพระพุทธองค์ จดเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ศอก. พระรัศมีดังทองคำพวยพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลังจากพระหัตถ์ขวา จากพระหัตถ์ซ้าย จดเนื้อที่ ๘๐ ศอก. รัศมีมีสีดังคอนกยูงพวยพุ่งออกจากเกลียวพระเกษาทั้งหมด จำเดิมแต่ปลายผมเบื้องบนไปจดที่ประมาณ ๘๐ ศอกในท้องฟ้า. รัศมีมีวรรณะดังแก้วประพาฬ พวยพุ่งออกจากพื้นพระบาทเบื้องล่าง จดแผ่นดินทึบ เนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอก. พระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ โชติช่วง ไหวไปมาอยู่ตลอดเนื้อที่ ๘๐ ศอก โดยรอบด้วยอาการอย่างนี้ แล่นแปลบปลาบไป เหมือนเปลวไฟที่แลบออกจากประทีปด้ามที่ทำด้วยทองคำพุ่งไปสู่อากาศ และเหมือนสายฟ้าที่แลบออกจากมหาเมฆที่ตั้งขึ้นทั้ง ๔ ทวีป พุทธรัศมีนั้นแลสว่างไสวไปทั่วทิศาภาค ประหนึ่งว่าโปรยด้วยดอกจำปาทอง ราวกะว่ารดด้วยสายน้ำทองที่ไหลออกจากหม้อทองคำ ราวกะว่าวงไว้ด้วยแผ่นผ้าทองคำที่คลี่แล้ว ราวกะว่าเกลื่อนกลาดไปด้วยละอองดอกทองกวาวและดอกกรรณิการ์ที่ลมเวรัมภาพัดขึ้น.
               พระสรีระที่มีพระรัศมีแห่งพระอนุพยัญชนะ ๘๐ และรุ่งเรืองด้วยพระวรลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็รุ่งโรจน์ เหมือนท้องฟ้ามีหมู่ดาวระยิบระยับ เหมือนป่าดอกปทุมที่บานแล้ว เหมือนต้นปาริฉัตตกะสูงร้อยโยชน์ มีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น ราวกะว่าเอาพระสิริครอบงำสิริของพระจันทร์ ๓๒ ดวง ของพระอาทิตย์ ๓๒ ดวง ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ พระองค์ ท้าวเทวราช ๓๒ พระองค์ ของท้าวมหาพรหม ๓๒ พระองค์ที่ถูกตั้งไว้ตามลำดับ. โดยอาการที่พระสรีระนั้น ประดับด้วยบารมี ๓๐ ถ้วนคือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ที่ทรงบำเพ็ญมาแล้วโดยชอบ
               ทานที่ทรงให้แล้ว ศีลที่ทรงรักษาแล้ว กัลยาณกรรมที่ทรงกระทำแล้วสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป เมื่อไม่ได้ฐานะที่จะให้วิชาหยั่งลงในอัตภาพหนึ่ง ก็กลายเป็นเหมือนถึงที่คับแคบ. ได้เป็นเหมือนเวลาที่ยกสิ่งของจากเรือพันลำลงบรรทุกเรือลำเดียว เหมือนเวลาที่ยกสิ่งของจากเกวียนพันเล่มเอาบรรทุกเกวียนเล่มเดียว เหมือนเวลาห้วงน้ำของแม่น้ำคงคาแยกออก ๒๕ สาย แล้วรวมเป็นสายเดียวกัน ที่ประตูปากทาง.
               ประทีปด้ามหลายพันดวง ชูขึ้นเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ผู้ส่องสว่างอยู่ด้วยพระพุทธสิรินี้ ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวาก็เหมือนกัน. ดอกมลิซ้อน ดอกจำปา มลิวัน อุบลแดง อุบลเขียว ดอกพิกุลและดอกไม้ยางทราย จุณเครื่องหอมมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น เรี่ยรายไปเหมือนสายน้ำที่เมฆทั้ง ๔ ทิศ โปรยปรายลงมา เสียงก้องกังวานแห่งดนตรีมีองค์ ๕ และเสียงแซ่ซร้องที่เกี่ยวด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณเต็มไปทุกทิศ. ดวงตาของเหล่าเทวดา มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์และยักษ์เป็นต้นก็ได้เห็นเหมือนได้น้ำอมฤต. ก็การตั้งอยู่ในที่นี้แล้วกล่าวสรรเสริญการเสด็จดำเนินไปพันบทก็ควร.
               คำดังจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเพียงมุขคือหัวข้อในเรื่องนั้น.
                                   พระผู้เป็นนายกพิเศษของโลก ทรงสมบูรณ์
                         ด้วยพระอังคาพยพทุกส่วน สำเร็จความงดงามอย่าง
                         นี้ ไม่ทรงเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเสด็จ
                         ดำเนินไป.
                                   พระนราสภผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า เมื่อทรง
                         ยกพระบาทเบื้องขวา พระบาทแรก เสด็จดำเนินไป
                         สมบูรณ์ด้วยพระสิริ ย่อมงดงาม. พื้นพระบาทเบื้อง
                         ล่าง ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ซึ่งเสด็จดำเนินไป
                         ก็อ่อนนุ่ม สัมผัสภาคพื้นที่เรียบละอองธุลีก็ไม่จับติด.
                                   พระผู้เป็นนายกของโลกกำลังเสด็จดำเนินไป
                         ที่ลุ่มก็ดอนขึ้น และที่ดอนก็เรียบ ทั้งที่แผ่นดินหาจิต
                         ใจมิได้ แผ่นหิน ก้อนกรวด กระเบื้องถ้วย ตอ และ
                         หนามทั้งหมด ก็เว้นมรรคา (ไม่มีในทาง) เมื่อพระ
                         ผู้เป็นนายกของโลกกำลังเสด็จดำเนินไป.
                                   พระมุนีผู้มีจรณะสมบูรณ์ ไม่ก้าวพระบาท
                         ยาวในที่ไกลมาก ไม่ก้าวพระบาทถี่ในที่ใกล้มาก
                         เสด็จดำเนินไม่เสียดสี พระชานุและข้อพระบาท
                         ทั้งสอง เสด็จดำเนินไม่เร็วนักไม่ช้านัก ขณะเสด็จ
                         ดำเนิน ก็มีสมาธิพระหฤทัยตั้งมั่น ไม่ทอดพระ
                         เนตรขึ้นเบื้องบนลงเบื้องต่ำ เบื้องขวาง และทิศ
                         ใหญ่น้อยอย่างนั้น เสด็จดำเนินไปทอดพระเนตร
                         เพียงชั่วแอก.
                                   พระชินเจ้าพระองค์นั้น มีพระอาการเยื้อง
                         กรายคล้ายพระยาช้าง ในการเสด็จดำเนินไป จึง
                         งดงาม.
                                   พระผู้เป็นยอดโลก เสด็จดำเนินงดงาม ทำ
                         โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง ทรงงดงามดุจราชา
                         แห่งดวงดาวคือพระจันทร์ ดุจไกรสรราชสีห์ ออก
                         ล่าเหยื่อในทิศทั้งสี่ ทรงทำพระผู้เป็นพหูสูตให้ยินดี
                         เสด็จถึงบุรีอันประเสริฐแล.
               นัยว่า นี้ชื่อว่าเวลาพรรณนาพระคุณ กำลังของพระธรรมกถึกเท่านั้นถือเอาเป็นประมาณ ในการพรรณนาพระสริระอันประเสริฐ หรือในการพรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้า ในกาลทั้งหลาย อย่างวิธีอย่างนี้.
               คำมีประมาณเท่าใดสามารถกล่าวได้ด้วยบทร้อยแก้ว หรือด้วยบทผูกเป็นร้อยกรองได้ คำมีประมาณเท่านั้นก็ควรกล่าว ไม่ควรกล่าวคำที่เลวๆ.
               ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณหาประมาณมิได้. แม้แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยกันเอง ก็ยังไม่สามารถกล่าวพระคุณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นโดยไม่ให้หลงเหลือได้. จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่สัตว์นอกนี้เล่าแล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังศากยราชบุรี อันประดับตกแต่งด้วยสิริวิลาสแม้อย่างนี้ อันชนผู้มีจิตเลื่อมใสแล้วบูชาอยู่ด้วยของหอม ธูป ผงอบเป็นต้น เสด็จเข้าสู่สัณฐาคาร.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน วนํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ
               ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่ง (อันตรวาสก) แล้ว ทรงถือบาตรแลจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปทางวนสัณฐาคาร.
               บทว่า ภควนฺตํเยว ปุรกฺขิตวา ได้แก่ กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ข้างหน้า. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางเหล่าภิกษุและเหล่าอุบาสก ทรงให้สรงด้วยน้ำหอม ให้น้ำไหลลงต่ำด้วยเครื่องรองรับคือผ้า เช็ดด้วยชาติหิงคุ (มหาหิงคุ) สง่างาม ประดุจรูปปฏิมาทองคำแท่งแดงที่เขาประจงวางไว้บนตั่ง ที่ผูกด้วยผ้ากัมพลแดง.
               ก็นี้เป็นทางพรรณนาพระคุณของท่านโปราณาจารย์ทั้งหลายในข้อนั้น.
                                   พระผู้เป็นยอดโลก มีพระอาการเยื้องกรายคล้าย
                         พระยาช้าง เสด็จดำเนินไปยังโรงมณฑล ทรงเปล่งพระ
                         รัศมี ประทับนั่งเหนืออาสน์อันประเสริฐ.
                                   ณ ที่นั้น พระผู้เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก เป็นเทพ
                         ล่วงเทพ มีพระบุณยลักษณ์ ๑๐๐ ประทับนั่งอยู่กลางพุทธ
                         อาสน์ รุ่งโรจน์ประดุจแท่งทองชมพูนุทบนผ้ากัมพลเหลือง.
                                   พระผู้ปราศจากมลทินดุจแท่งทองชมพูนุท ที่วางไว้
                         เหนือผ้ากัมพลเหลือง รุ่งโรจน์เหมือนรุ้งแก้วมณี ทรงเบ่ง
                         บานดั่งต้นสาละใหญ่ อันพระคุณประดับแล้วดังขุนเขา
                         สิเนรุ เปล่งรัศมีดังประสาททอง เบิกบานดังปทุมโกกนุท.
                                   ทรงรุ่งเรืองดังประทีปมีด้าม เหมือนดวงไฟบนยอด
                         เขา บานสะพรั่งรุ่งโรจน์ดังต้นปาริฉัตตกะ ของทวยเทพ
                         ฉะนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กาปิลวตฺถเว สกฺเย พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย ดังต่อไปนี้.
               ชื่อว่าธรรมกถาที่เกี่ยวด้วยอนุโมทนาสัณฐาคาร พึงทราบว่าเป็นปกิณณกกถา.
               ก็ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปกิณณกกถานำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เหล่าเจ้าศากยชาวกรุงกบิลพัสดุ์ เหมือนหยั่งลงสู่อากาศคงคา เหมือนควักเอาง้วนดินมา เหมือนจับยอดหว้าใหญ่สั่นอยู่ เหมือนคั้นผึ้งขนาดโยชน์หนึ่งด้วยเครื่องจักรยนต์ แล้วให้ดื่มน้ำผึ้งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าอาวาสทานนี้เป็นของใหญ่ อาวาสของพระองค์ เราก็ได้ใช้สอยแล้วและภิกษุสงฆ์ก็ใช้แล้ว ทั้งเรา ทั้งภิกษุสงฆ์ก็ใช้แล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรัตนะก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นอันพระรัตนตรัยใช้สอยแล้ว.
               จริงอยู่ เมื่อให้อาวาสทาน ก็เป็นอันชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าอานิสงส์แห่งบรรณศาลา และสาขามณฑป ใครๆ ก็ไม่อาจกำหนดได้.
               จริงอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งอาวาสทาน การเกิดในครรภ์ที่คับแคบ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้เกิดในภพ ท้องของมารดาย่อมเหมือนห้องน้อย ๑๒ ศอกไม่คับแคบ.
               ครั้นตรัสธรรมีกถาเป็นอันมาก วิจิตรด้วยนัยต่างๆ อย่างนี้แล้ว (ตรัสคาถาวิหารทาน) ดังนี้ว่า.
                                   เสนาสนะ ย่อมป้องกันเย็นร้อน สัตว์ร้าย งู
                         ยุง ความหนาวในฤดูหนาวและฝน ทั้งลมแดดอัน
                         กล้าที่เกิด เสนาสนะก็ป้องกันได้ การถวายวิหาร
                         แก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งฌาน
                         และเพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรง
                         สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คน
                         ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้าง
                         วิหารอันรื่นรมย์ ให้ภิกษุเหล่าพหูสูตอยู่ในวิหารนั้น
                         เถิด พึงถวายข้าวน้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ท่าน
                         เหล่านั้น ด้วยน้ำใจอันผ่องใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง
                         เขารู้ธรรมอันใดในพระศาสนานี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มี
                         อาสวะ ย่อมดับสนิท ท่านภิกษุพหูสูตเหล่านั้น
                         ย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์
                         ทั้งปวงแก่เขาแล.
               ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดงอานิสงสกถาแห่งการถวายที่อยู่อาศัย เกินยามครึ่ง ตลอดราตรีเป็นอันมากว่า อยมฺปิ อาวาเส อานิสํโส แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์ในการถวายอาวาส ดังกล่าวมาฉะนี้.
               ในข้อนั้น วิหารทานคาถาเหล่านี้ ท่านพระธรรมสังคหกาจารย์ยกขึ้นสู่การสังคายนา ส่วนปกิณณธรรมเทศนามิได้ยกขึ้นสู่การสังคายนา.
               บทว่า สนฺทสฺเสตฺวา เป็นต้นมีฐานะที่กล่าวไว้แล้ว.
               บทว่า อติกฺกนฺตา แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงไป ๒ ยาม.
               บทว่า ยสฺส ทานิ กาลํ มญฺญถ ความว่า ท่านทั้งหลายย่อมสำคัญเวลาแห่งการไปใด เวลาแห่งการไปนั้นเป็นของท่าน. ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านจงไปกันเถิด.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงส่งเจ้าศากยะเหล่านั้นไป.
               แก้ว่า เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์.
               จริงอยู่ เจ้าศากยะเหล่านั้นเป็นสุขุมาลชาติผู้ละเอียดอ่อน เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นประทับนั่ง ล่วงราตรี ๓ ยามไป พึงเกิดอาพาธขึ้นในพระสรีระ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็มาก ภิกษุสงฆ์นั้นควรจะได้โอกาสยืนและนั่ง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงส่งไปเพื่ออนุเคราะห์ทั้ง ๒ อย่าง.
               บทว่า วิคตถีนมิทฺโธ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายได้ยืนโงก นั่งโงกตลอด ๒ ยาม ในที่นั้น แต่ยามสุดท้ายอาหารย่อย.
               คำว่า ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนะและมิทธะ (ไม่ง่วงนอน) นั้น มิใช่เหตุ เพราะอาหารนั้นย่อยแล้ว. ความจริง ภิกษุสงฆ์ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีความกระวนกระวายทางกายและทางจิต. วิการรูปมีความเบากายและเบาจิตเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นยินก็ดี นั่งก็ดีตลอด ๒ ยาม ฟังธรรมอยู่ก็ปราศจากถีนะมิทธะ แม้ถึงปัจฉิมยามก็ปราศจากถีนะมิทธะเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า วิคตถีนมิทฺโธ ดังนี้.
               บทว่า ปิฏฺฐิ อาคิลายติ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงเจ็บหลัง.
               แก้ว่า เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเริ่มตั้งความเพียรใหญ่ตลอด ๖ ปี ทรงมีทุกข์ทางกายแล้ว. ครั้นต่อมา เมื่อเวลาทรงพระชรา จึงเกิดโรคเจ็บหลังขึ้น ข้อนี้มิใช่เหตุสำหรับพระองค์.
               แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถข่มเวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการนั่งขัดสมาธิรวดเดียวตลอด ๑ สัปดาห์บ้าง ๒ สัปดาห์บ้าง. แต่มีพระประสงค์จะทรงใช้สอยสัณฐาคารศาลา ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔. ได้เสด็จดำเนินไปจากที่ชำระพระหัตถ์และพระบาท จนถึงธรรมาสน์. การเสด็จดำเนินไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. เสด็จถึงธรรมาสน์ (อาสนะนั่งแสดงธรรม) แล้ว ประทับยืนหน่อยหนึ่งแล้วประทับนั่ง. การเสด็จไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. ประทับนั่งบนธรรมาสน์ ๒ ยาม. การประทับนั่งในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว.
               บัดนี้เมื่อพระองค์บรรทมตะแคงขวาหน่อยหนึ่ง ก็จักสำเร็จการบรรทมดังกล่าวมานี้ พระองค์มีพระประสงค์จะทรงใช้สอยด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ฉะนี้.
               จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าสรีระที่มีใจครองไม่ควรกล่าวว่า จะไม่เจ็บไข้ เพราะฉะนั้น ทรงถือเอาการเจ็บไข้แม้เล็กน้อยที่เกิดขึ้นเพราะนั่งนาน จึงตรัสอย่างนั้น.
               บทว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า พวกเจ้าเหล่านั้นสั่งให้วงม่าน ๗ ชั้น ณ ข้างๆ หนึ่งแห่งสัณฐาคาร แล้วให้จัดตั้งเตียงอันสมควร ให้ลาดที่นอนอันสมควร ให้ดาดเพดานประดับด้วยดาวทองและพวงดอกไม้หอม ให้ตามประทีปด้วยน้ำมันหอม ด้วยทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ พระศาสดาจะพึงเสด็จลงจากธรรมาสน์ พักหน่อยหนึ่ง พึงบรรทมในที่นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สัณฐาคารของเราที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้สอยด้วยอิริยาบถ ๔ จักมีประโยชน์และความสุขแก่เราตลอดกาลนาน.
               ฝ่ายพระศาสดาทรงหมายเอาข้อนั้นนั่นเอง จึงทรงปูสังฆาฏิและบรรทมในที่นั้น.
               บทว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ความว่า พระองค์ตั้งสัญญาในกาลเสด็จลุกขึ้นไว้ในพระทัยว่า ล่วงเวลาเท่านี้แล้วจักลุกขึ้น ไม่บรรทมหลับ ทรงฟังธรรมกถาของพระเถระนั้นแลอยู่.
               บทว่า อวสฺสุตปริยายํ ได้แก่ ปริยายแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว. อธิบายว่า เหตุแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว.
               บทว่า อธิมุจฺจติ ได้แก่ น้อมจิตไป คือยินดีด้วยการน้อมไปในกิเลส.
               บทว่า พฺยาปชฺชติ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตเสียด้วยอำนาจพยาบาท.
               บทว่า จกฺขุโต แปลว่า โดยภาวะแห่งจักษุ.
               บทว่า มาโร ได้แก่ กิเลสมารบ้าง เทวปุตตมารบ้าง.
               บทว่า โอตารํ แปลว่า ช่อง. บทว่า อารมฺมณํ ได้แก่ ปัจจัย.
               บทว่า นาฬาคารํ ความว่า อายตนะที่เป็นไปด้วยการเสพผิดเหมือนเรือนหญ้า อารมณ์ที่ควรแก่การเกิดขึ้นแห่งกิเลสเหมือนคบหญ้า, การเกิดขึ้นแห่งกิเลสในเมื่ออารมณ์มาปรากฏ เหมือนการลุกโพลงแห่งถ่านเพลิง ในที่ๆ คบหญ้า อันเขาตั้งไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า ลเภถ มาโร โอตารํ.
               ในสุกกปักข์ฝ่ายข้างดี พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.
               อายตนะที่หมดพยศ เหมือนกุฏาคารที่ฉาบด้วยก้อนดินหนา. อารมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว เหมือนคบหญ้า, การไม่เกิดขึ้นแห่งความเร่าร้อนคือกิเลส เมื่ออารมณ์ของอายตนะที่หมดพยศแล้วมาปรากฏ เหมือนการทำให้เพลิงดับ ในที่ๆ คบหญ้าอันเขาตั้งไว้.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เนว ลเภถ มาโร โอตารํ ดังนี้.

               จบอรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๖. อวัสสุตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 18 / 1อ่านอรรถกถา 18 / 325อรรถกถา เล่มที่ 18 ข้อ 326อ่านอรรถกถา 18 / 332อ่านอรรถกถา 18 / 803
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=4975&Z=5091
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :