ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔
๘. กึสุกสูตร

               อรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘               
               ในกิงสุกสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า ทสฺสนํ นั่นเป็นชื่อเรียก ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) เพราะว่า ปฐมมรรค (นั้น) ทำหน้าที่คือการละกิเลสได้สำเร็จ เห็นพระนิพพานเป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทัสสนะ.
               ถึงแม้ว่า โคตรภูญาณจะเห็นพระนิพพานก่อนกว่ามรรคก็จริง ถึงกระนั้น ก็ไม่เรียกว่าทัสสนะ เพราะได้แต่เห็น แต่ไม่มีการละกิเลสอันเป็นกิจที่จะต้องทำ.
               อีกอย่างหนึ่ง มรรคทั้ง ๔ ก็ชื่อว่าทัสสนะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นได้ฟังภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ทัสสนะกำลังบริสุทธิ์ ในขณะแห่งผล (โสดาปัตติผล) บริสุทธิ์แล้ว ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตตมรรค ทัสสนะกำลังบริสุทธิ์ ส่วนในขณะแห่งผลบริสุทธิ์แล้ว จึงคิดว่า ถึงเราก็จักชำระทัสสนะให้บริสุทธิ์ แล้วดำรงอยู่ในอรหัตตผล คือจักทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่มีทัสสนะอันบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้แล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้น แล้วเริ่มถามอย่างนี้.
               ภิกษุนั้นบำเพ็ญกัมมัฏฐานมีผัสสายตนะเป็นอารมณ์ กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ด้วยอำนาจผัสสายตนะ ๖ แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์.
               ก็ในอายตนะ ๖ นี้ อายตนะ ๕ ประการแรกจัดเป็นรูป มนายตนะจัดเป็นอรูป เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.
               บทว่า อสนฺตุฏฺโฐ ความว่า ภิกษุนั้นไม่พอใจ เพราะท่านกล่าวยืนยันสังขารบางส่วน
               ได้ยินว่า ภิกษุที่ถามนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านรูปนี้ได้กล่าวยืนยันสังขารบางส่วน ใครๆ จะสามารถยืนหยัดอยู่ในสังขารบางส่วน แล้วบรรลุนิพพานที่เป็นทัสสนวิสุทธิได้หรือหนอ.
               แต่นั้นท่านจึงถามท่านรูปนั้นว่า ผู้มีอายุ ท่านองค์เดียวเท่านั้นหรือที่รู้จักพระนิพพาน ซึ่งเป็นทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ หรือว่าแม้ผู้อื่นที่รู้จักก็มีอยู่.
               ครั้งนั้น ภิกษุที่ถูกถามนั้นได้กล่าวว่า ผู้มีอายุ ในวิหารแห่งโน้นมีพระเถระชื่อโน้นอยู่.
               ภิกษุรูปที่ถามนั้น จึงเข้าไปถามพระเถระแม้นั้น. ท่านเข้าไปถามพระเถระรูปอื่นๆ โดยอุบายนี้แล.
               อนึ่งในสูตรนี้ ภิกษุรูปที่ ๒ เจริญกัมมัฏฐานมีเบญจขันธ์เป็นอารมณ์ ได้กำหนดนามรูป คือกำหนดรูปด้วยอำนาจรูปขันธ์ กำหนดนามด้วยอำนาจขันธ์ที่เหลือแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ เพราะฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๒ แม้นั้นจึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.
               ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วยบางส่วน (ส่วน) ภิกษุรูปที่ ๒ นี้กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งหมด) จึงถามภิกษุนั้นอย่างนั้น แล้วหลีกไป.
               ภิกษุรูปที่ ๓ เจริญกัมมัฏฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์ กำหนดมหาภูตรูป ๔ ทั้งโดยย่อและโดยพิสดารแล้วสำเร็จอรหัตตผล เพราะฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๓ แม้นี้จึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้วเท่านั้น. แต่ภิกษุรูปที่ถามนี้ก็ยังไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วยบางส่วน ภิกษุรูปที่ ๒ กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งหมด) ภิกษุรูปที่ ๓ กล่าวยืนยันสังขารที่มีส่วนยิ่งใหญ่ (มหาภูตรูป) จึงถามภิกษุรูปที่ ๓ นั้นอย่างนั้นแล้วหลีกไป.
               ภิกษุรูปที่ ๔ เจริญกัมมัฏฐานที่เป็นไปในภูมิ ๓.
               ได้ยินว่า ธาตุของท่านเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เรือนร่างสวยงามแข็งแรง แม้กัมมัฏฐานทุกข้อก็เป็นสัปปายะสำหรับท่าน สังขารไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเป็นกามาวจร รูปาวจรหรืออรูปาวจรทั้งหมด ล้วนเป็นสัปปายะ (สำหรับท่าน) ทั้งนั้น ชื่อว่ากัมมัฏฐานที่ไม่เป็นสัปปายะไม่มี.
               แม้ในกาลทั้งหลาย จะเป็นเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือปฐมยามเป็นต้นก็ตาม (เป็นสัปปายะทั้งนั้น) กาลที่ไม่เป็นสัปปายะไม่มีเลย.
               เปรียบเหมือนช้างใหญ่ก้าวลงสู่ภูมิภาคอันเป็นที่เที่ยวหากิน ต้นไม้ที่ต้องใช้งวงจับ ก็ใช้งวงนั่นเองถอนมาจับไว้ ต้นไม้ที่ต้องใช้เท้ากระชุ้น ก็ใช้เท้านั้นเองกระชุ้น แล้วจับไว้ฉันใด ภิกษุรูปที่ ๔ นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือกำหนดธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ด้วยการกำหนดกลาปะ๑- แล้วพิจารณาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น รูปที่ ๔ แม้นั้นจึงบอกเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ยถา นาม ปาริภูมิโอติณฺโณ มหาหตฺถี หตฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถวเนว มุญฺจิตวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา คเหตพฺพํ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเนว สกลเตภูมิกธมฺเม กลาปคณเณ...
ฉบับพม่าเป็น ยถานาม จาริภูมึ โอติณฺโณ มหาหตฺถี ตหฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถวเนว ลุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา คเหตพฺพํ ปาเทหิ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเมว สกเล เตภูมิกธมฺเม กลาปคุคาเหน... แปลตามฉบับพม่า

               ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ก็ยังไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ ดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว ภิกษุรูปที่ ๒ ดำรงอยู่ในนิปปเทสสังขารกล่าว ภิกษุรูปที่ ๓ ก็เหมือนเดิม คือดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว (ฝ่าย) ภิกษุรูปที่ ๔ ก็ดำรงอยู่ในนิปปเทสสังขารเช่นกันกล่าว จึงได้เรียนถามภิกษุนั้นว่า ผู้มีอายุ นิพพานซึ่งมีทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ ท่านรู้ได้ตามธรรมดาของตน หรือว่าใครหนอท่าน.
               ภิกษุนั้นก็ตอบว่า ผู้มีอายุ พวกผมจะรู้อะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอยู่ในโลกกับทั้งเทวโลก พวกผมอาศัยพระองค์จึงรู้พระนิพพานนั้น.
               ภิกษุรูปที่ถามนั้นคิดว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่สามารถบอกให้ถูกอัธยาศัยของเราได้ เราเองจะไปทูลถามพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะหมดความสงสัย ดังนี้แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจนถึงที่ประทับ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็หาได้ทำให้เธอลำบากใจอย่างนี้ไม่ว่า ภิกษุที่กล่าวแก้ปัญหาแก่เธอทั้ง ๔ รูปนั้น เป็นพระขีณาสพ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวแก้ดีแล้ว๒- แต่เธอเองต่างหากกำหนดปัญหานั้นไม่ได้ เพราะตนเองเป็นคนโง่ทึบ.
____________________________
๒- ปาฐะว่า สุกถิตา เต... ฉบับพม่าเป็น สุกถิตํ เตหิ แปลตามฉบับพม่า

               แต่เพราะทรงทราบว่า ภิกษุรูปที่ถามปัญหานั้นเป็นการกบุคคล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้เป็นผู้แสวงหาประโยชน์ (คือพระนิพพาน) เราจักสอนเธอให้ตรัสรู้ด้วยพระธรรมเทศนา๓- นั้นแล ดังนี้แล้วจึงทรงนำกิงสุโกปมสูตร มา (แสดง).
____________________________
๓- ปาฐะว่า อตถคเวสโก เอส ธมฺมเทสนาย เอส ธมฺมเทสนาย เอวํ นํ พุชฺฌาเปสฺสามิ.
ฉบับพม่าเป็น อตฺตคเวสโก เอส, ธมฺมเทสนาย เอว นํ พุชฺฌาเปสฺสามีติ แปลตามฉบับพม่า

               ควรหยิบยกเอาเรื่องที่ปรากฏอยู่ในกิงสุโกปมสูตรนั้นมาอธิบายขยายความให้แจ่มแจ้งดังต่อไปนี้ :-
               มีเรื่องเล่าว่า แพทย์พราหมณ์คนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคทุกชนิด เป็นบัณฑิต อาศัยอยู่ในนครใหญ่แห่งหนึ่ง. ต่อมาคนเป็นวัณโรคคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมือง ด้านทิศปราจีน ได้ไปหาแพทย์นั้น ไหว้เขาแล้วยืนอยู่. แพทย์ผู้เป็นบัณฑิตสนทนาปราศรัยกับเขา แล้วได้ถามว่า พ่อมหาจำเริญ พ่อมาด้วยประสงค์อะไร.
               เขาตอบว่า พ่อหมอ ข้าพเจ้าถูกโรคคุกคาม ขอพ่อหมอช่วยบอกยาให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด. หมอแนะนำว่า พ่อมหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้น เชิญพ่อไปตัดต้นทองกวาว เอามาตากแดดให้แห้ง เผาแล้วเอาน้ำด่างของต้นทองกวาวนั้น มาปรุงเข้ากับยาชนิดนี้ๆ ทำให้เป็นยาดองแล้วดื่มเถิด ท่านจักสบาย. คนที่เป็นโรคนั้น ทำตามหมอบอกแล้วก็หายโรค กลับเป็นคนแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส.
               ต่อมา คนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศใต้ กระสับกระส่ายด้วยโรคเดียวกันนั้น ได้สดับว่า ข่าวว่าคนโน้นทำยา (ดื่ม) แล้วกลับหายโรค จึงเข้าไปหาคนนั้นแล้วถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามนั้นก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาว เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด ฝ่ายคนที่เป็นโรคนั้น ก็ไปทำตามนั้น แล้วกลับหายโรคเหมือนอย่างนั้น.
               อยู่มาคนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ฯลฯ คนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ กระสับกระส่ายด้วยโรคชนิดเดียวกันนั้น ได้สดับว่า ได้ยินว่าคนโน้นทำยำ (ดื่ม) แล้วกลับหายโรค จึงเข้าไปหาแล้วถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาว เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด. ฝ่ายคนที่ถามนั้นก็ไปทำตามนั้นแล้วกลับหายโรคเหมือนอย่างนั้น.
               ต่อมาชายอีกคนหนึ่งเป็นคนบ้านนอก ไม่เคยเห็นต้นทองกวาว ทุรนทุรายด้วยโรคเดียวกันนั้น ทำยา (แก้โรค) เหล่านั้น (รักษาตัว) อยู่นาน เมื่อโรคยังไม่หาย ได้ฟังว่า ข่าวว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศปราจีน ทำยา (ดื่ม) แล้วหายโรค จึงคิดว่า เราจะถามดูบ้าง จักได้ทำยาอย่างที่เขาทำ ดังนี้แล้ว เอาไม้เท้ายันเดินทางไปหาเขาตามลำดับ (ถึงแล้ว) ได้ถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาวนะเพื่อน.
               เขาถามต่อไปว่า พ่อมหาจำเริญ ก็ไม้ทองกวาวเป็นเช่นไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เป็นเหมือนเสาไฟไหม้ ตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านที่ถูกไฟไหม้.
               ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้ เป็นอันบุรุษนั้นบอก (ลักษณะ) ต้นทองกวาวตามอาการที่ตนได้เห็นมาอย่างเดียว. เพราะว่าในเวลาที่เขาเห็นต้นทองกวาวสลัดใบแล้ว๔- จึงได้เป็นเช่นนั้นเพราะเขามาเห็นในเวลาเป็นตอ.
____________________________
๔- ปาฐะว่า ปติตมตฺโต ขารกชเลน ทิฏฐตฺตา
ฉบับพม่าเป็น ปติตปตฺโต ขาณุกกาเล ทิฏฺฐตฺตา แปลตามฉบับพม่า

               ก็ชายคนที่พูดว่า ต้นทองกวาวนี้เป็นเหมือนเสาที่ถูกไฟไหม้ในบ้านที่ถูกไฟไหม้ เพราะเขาเป็นบุคคลประเภทสุตมังคลิกะ (เชื่อในสิ่งที่ได้ยินแล้วว่าเป็นมงคล) (แต่) เรื่องนี้ไม่เป็นมงคล.
               เขาไม่พอใจคำบอกเล่าของคนคนนั้น ด้วยคิดว่า ความจริงเมื่อเราได้ปรุงยาขนานหนึ่งแล้ว โรคก็ไม่หาย จึงถามชายคนนั้นต่อไปว่า พ่อคุณ. พ่อคนเดียวเท่านั้นที่รู้จักต้นทองกวาว หรือว่าคนอื่น (ที่รู้) ก็ยังมี.
               ยังมีอยู่ พ่อคุณ คนชื่อโน้นอยู่ที่บ้านใกล้ประตูทิศทักษิณ. เขาได้เข้าไปถามชายคนนั้น. ชายคนนั้นบอกว่า ต้นทองกวาวมีสีแดงโดยอนุรูปแก่ต้นทองกวาวที่ตนเห็น เพราะตนเห็น ในเวลาที่ต้นทองกวาวบาน. เขาไม่พอใจคำบอกเล่าแม้ของชายคนนั้น ด้วยคิดว่า ชายผู้นี้บอกว่า ต้นทองกวาวแดง ผิดจากคนก่อนที่บอกว่าดำ เพราะเห็นใกล้มากและเห็นไกลมาก (ต่างกัน) จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีอยู่ไหม ใครคนอื่นที่เคยเห็นดอกทองกวาว. เมื่อเขาตอบว่า มี คนชื่อโน้นอยู่ที่บ้านใกล้ประตูพระนครด้านทิศตะวันตก จึงเข้าไปถามชายผู้นั้น. ชายคนนั้นตอบว่า ทองกวาวมีดอกทนทาน เหมือนฝักดาบที่ยังดีๆ (ยังไม่ชำรุด) ตามแนวที่ตนเห็น เพราะเขาเห็นในเวลาทองกวาวมีดอก.
               จริงอยู่ ทองกวาวในเวลามีดอกบาน เหมือนจะห้อยอยู่นาน และเหมือนฝักดาบที่ถือห้อยลงมา จะมีฝักห้อยลงมาเหมือนต้นซึก. เขา (ได้ฟังแล้ว) ไม่พอใจคำบอกของคนนั้น ด้วยคิดว่า คนผู้นี้พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำของคนผู้นี้ได้ จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีไหมใครคนอื่นที่เคยเห็นดอกทองกวาว เมื่อเขาตอบว่า มีคนชื่อโน้นอยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทิศอุดร จึงเข้าไปถามคนๆ นั้น. คนๆ นั้นบอกว่าต้นทองกวาว มีใบดกหนา มีร่มเงาทึบ. ร่มเงาที่ชิดติดกัน ชื่อว่าร่มเงาทึบ.
               เขาไม่พอใจคำตอบของคนๆ นั้น ด้วยคิดว่าคนผู้นี้พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำของคนนี้ได้ จึงถามเขาว่า พ่อคุณ พวกท่านรู้จักทองกวาวตามธรรมดาของตน หรือว่าใครบอกท่าน.
               พวกเขาตอบว่า พ่อคุณ พวกเราจะรู้ได้อย่างไร แต่เราทั้งหลายมีอาจารย์ที่เป็นแพทย์บัณฑิต อยู่ท่ามกลางมหานคร พวกเราอาศัยท่านแล้วจึงรู้ได้. ชายคนนั้นคิดว่า ถึงเราก็จะเข้าไปหาอาจารย์นั้น จะได้สิ้นข้อกังขา แล้วเข้าไปยังสำนักอาจารย์ ไหว้แล้ว นั่งอยู่.
               แพทย์บัณฑิตทักทายกับเขา พอเกิดความบันเทิงแล้วถามว่า พ่อมหาจำเริญ เธอมาโดยมีประสงค์อันใด
               เขาตอบว่า ผมนี้ถูกโรคคุกคาม ขออาจารย์จงบอกยาสักขนานหนึ่ง.
               แพทย์บัณฑิตจึงบอกว่า พ่อคุณ ถ้ากระนั้น เธอจงไปตัดเอาต้นทองกวาวมาตากให้แห้ง เผาแล้ว เอาน้ำด่างของมันมาปรุงกับยาอย่างนี้ อย่างนี้ ดองแล้วดื่ม เธอจะถึงความสบายด้วยยาขนานนี้. เขาทำอย่างนั้นแล้ว หายโรค กลับเป็นผู้มีกำลังวังชาผุดผ่อง.
               ในข้ออุปมานั้น พระนครคือพระนิพพาน พึงเห็นว่าเหมือนมหานคร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนแพทย์บัณฑิต
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า ภิสโก (อายุรแพทย์) สลฺลถตฺโต (ศัลยแพทย์) นี้เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
               พระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ๔ ประเภทเหมือนลูกมือของแพทย์ ๔ คน ผู้อยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทั้ง ๔. ภิกษุผู้ทูลถามปัญหา เหมือนบุรุษชาวปัจจันตชนบทคนแรก. เวลาเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหาของภิกษุนี้ผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำของพระขีณาสพ ๔ ประเภทผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ เหมือนการเข้าไปหาอาจารย์แล้วถามของชาวปัจจันตชนบทผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำของลูกมือแพทย์ทั้ง ๔ คน ฉะนั้น.
               บทว่า ยถา ยถา อธิมุตฺตานํ ความว่า น้อมไปแล้วโดยอาการใด.
               บทว่า ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ ความว่า การเห็นพระนิพพานเป็นทัสสนะที่บริสุทธิ์ด้วยดี.
               บทว่า ตถา ตถา เฉเกหิ สปฺปุริเสหิ พฺยากตํ ความว่า สัตบุรุษ (ผู้ฉลาดทั้งหลาย) เหล่านั้นได้บอกแล้วแก่เธอโดยอาการนั้นๆ แล.๕-
____________________________
๕- ปาฐะว่า เตน เตน อากาเรน วา ฉบับพม่าเป็น เตน เตเนวากาเรน แปลตามฉบับพม่า.

               อุปมาเหมือนหนึ่งว่า บุคคลเมื่อบอกว่าทองกวาวดำ ก็จะไม่บอกอย่างอื่น คงบอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นฉันใด แม้พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะ ๖ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะตอบปัญหานี้ก็ไม่บอกอย่างอื่น บอกนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.
               และบุคคลแม้เมื่อจะบอกว่าทองกวาวแดงเกิดมานานแล้วมีใบดกหนา จะไม่บอกอย่างอื่น คงบอกดอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นแล้วฉันใด พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยสามารถแห่งมหาภูตรูป ๔ หรือด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อจะตอบปัญหานี้ ก็จะไม่ตอบอย่างอื่น คงตอบนิพพานนั่นเอง ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.
               บรรดาคนเหล่านั้น ผู้เห็นทองกวาว ในเวลาทองกวาวดำ การเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เขาเห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่ท่านบอกอย่างอื่น บอกพระนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.
               อนึ่ง แม้ผู้เห็นทองกวาว ในเวลามันมีสีแดงเกิดมานาน มีใบดกหนา การเห็นนั้นก็เป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ (หรือ) ด้วยอำนาจธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ท่านไม่ได้บอกสิ่งอื่น บอกนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำนี้ไว้ว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ.
               ตอบว่า เพราะถ้าภิกษุนั้นเข้าใจคำนั้นได้แล้ว ตอนนั้น๖- พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้เริ่มพระธรรมเทศนา ถ้าไม่เข้าใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงเริ่มเพื่อต้องการจะแสดง คือเพื่อต้องการขยายความนั้นแลแก่ภิกษุนั้น๗- ด้วยข้ออุปมาด้วยนครนี้.
               ในข้ออุปมานั้น เพราะเหตุที่นครในมัชฌิมประเทศ๘- สิ่งล้อมรอบทั้งหลายมีกำแพงเป็นต้น มั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง๙- หรือว่าไม่มั่นคงโดยประการทั้งปวง ความหวาดระแวงโจรย่อมไม่มี ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้ โดยมิได้มุ่งหมายเอานครในมัชฌิมประเทศนั้น.
____________________________
๖- ปาฐะว่า อตฺถสฺส ฉบับพม่าเป็น อถสฺส แปลตามฉบับพม่า.
๗- ปาฐะว่า ตสฺเสว วตฺถุสฺส ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสวตฺถสฺส แปลตามฉบับพม่า.
๘- ปาฐะว่า มชฺฌิมปเทเสน ฉบับพม่าเป็น มชฺฌิมปเทเส แปลตามฉบับพม่า.
๙- ปาฐะว่า โหนฺติ ฉบับพม่าเป็น โหนฺตุ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า ทฬฺหํ แปลว่า มั่นคง.
               บทว่า ปาการโตรณํ ได้แก่ กำแพงที่มั่นคงและเสาค่ายที่มั่นคง.
               อันธรรมดาว่า เสาค่ายสูง ๑ ช่วงคน เขาสร้างไว้เพื่อเป็นเครื่องประดับนคร ทั้งเป็นสถานที่สำหรับป้องกันโจรได้เหมือนกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โตรณํ นั่นเป็นชื่อของบานประตู.๑๐- หมายความว่า มีบานประตูแข็งแรง.
____________________________
๑๐- ปาฐะว่า ปีจสงฺฆาตสฺเสตํ ฉบับพม่าเป็น ปิฏฺฐสงฺฆาตสฺเสตํ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า ฉทฺวารํ ความว่า ธรรมดาว่าประตูเมือง ย่อมมีประตูเดียวบ้าง ๒ ประตูบ้าง ๑๐๐ ประตูบ้าง ๑๐๐๐ ประตูบ้าง. แต่ในที่นี้พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงนครมี ๖ ประตู จึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาด.
               บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เฉียบแหลม คือมีญาณอันผ่องใส.
               บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญาสำหรับวินิจฉัยเหตุที่เกิดขึ้น.
               พึงทำเนื้อความในคำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้นให้แจ่มแจ้งแล้วทราบความหมายอย่างนี้ (ดังต่อไปนี้) เถิด.
               ได้ยินว่า ในมหานครอันมั่งคั่ง พระราชาผู้ประกอบด้วยรตนะทั้ง ๗ ประการ ทรงครองจักรพรรดิราชสมบัติ (แต่ว่า) ปัจจันตนครนั่นของพระองค์ กลับขาดผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์.๑๑- ครานั้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ในนครของพวกข้าพระองค์ ไม่มีผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์๑๒- ขอพระองค์ได้โปรดประทานผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ให้พวกข้าพระองค์ สักคนหนึ่งเถิด.
____________________________
๑๑- ปาฐะว่า ตสฺเสตํ น ปจจนฺตนครํ ราชายุตฺวิรหิตํ ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสตํ ปจฺจนฺตนครํ ราชายุตฺวิรหิตํ แปลตามฉบับพม่า.
๑๒- ปาฐะว่า อมฺหากํ เทวนคเร อายุยตฺตโก เทหิ ฉบับพม่าเป็น อมฺหากํ เทว นคเร อายุตฺตโก นตฺถิ แปลตามฉบับพม่า.

               พระราชาพระราชทานพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า ไปเถิด จงพาเอาราชบุตรนั่นไปอภิเษกไว้ในเมืองนั้น ให้รับตำแหน่งมีตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น แล้วอยู่เถิด. ราชบุรุษเหล่านั้นได้ทำตามกระแสพระราชดำรัส.
               เพราะคลุกคลีอยู่กับมิตรที่เลว ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน ราชโอรสก็กลายเป็นนักเลงสุรา ละเลยตำแหน่งทุกอย่างมีตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น อันเหล่านักเลงแวดล้อม ดื่มสุรา ปล่อยวันและคืนให้ล่วงไป ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น อยู่ท่ามกลางนคร.
               ต่อมา ราชบุรุษทั้งหลายได้กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาทรงสั่งบังคับอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่งว่า เจ้าจงไปตักเตือน พระกุมารให้รับผิดชอบต่อตำแหน่งมีการวินิจฉัยคดีเป็นต้น อภิเษกใหม่แล้วค่อยกลับมา.
               อำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์ไม่สามารถจะตักเตือนพระกุมารได้หรอก พระกุมารเป็นคนดุร้าย (บางที) จะพึงฆ่าข้าพระองค์ก็ได้.
               ครานั้น พระราชาจึงสั่งบังคับนายทหารผู้สมบูรณ์ด้วยพลังคนหนึ่งว่า เจ้าจงไปกับอำมาตย์นี้ ถ้าพระกุมารนั้นไม่ยอมอยู่ในโอวาท ก็จงตัดศีรษะเขาเสีย.
               ด้วยพระบรมราชโองการนี้ ราชทูตด่วนทั้งคู่ คือ อำมาตย์และ๑๓- นายทหารผู้นั้น ก็พากันไปในเมืองนั้น แล้วถามนายทวารบาลว่า พ่อมหาจำเริญ พระกุมารผู้ว่าการพระนครอยู่ที่ไหน. นายทวารบาลตอบว่า (ขณะนี้) พระองค์อันเหล่านักเลงห้อมล้อม. ประทับนั่งเสวยน้ำจัณฑ์ ทรงเกษมสำราญอยู่กับการขับร้องเป็นต้น อยู่ที่ทางสามแยกกลางนคร.
____________________________
๑๓- ปาฐะว่า โยโธ วา ฉบับพม่าเป็น โยโธ จ แปลตามฉบับพม่า.

               ทันใดนั้น ราชทูตทั้งคู่นั้นจึงเข้าไปเฝ้าแล้วทูลว่า มีพระบรมราชโองการให้อมาตย์ยังเป็นใหญ่ (รักษาการ) ในเมืองนี้ไปก่อน ขอพระองค์จงรับสั่งให้เขารับผิดชอบตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น แล้วจงปกครองบ้านเมืองให้ดี.
               พระกุมารประทับนั่ง เป็นเหมือนไม่ทรงได้ยิน.
               เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทูตฝ่ายทหารก็จับพระเศียรของพระกุมารนั้น แล้วชักพระขรรค์ออกพร้อมทั้งทูลว่า ถ้าพระองค์จะทำตามพระราชอาญาก็จงทำเสียเถิด หากไม่ทำ หม่อมฉันจักบั่นพระเศียร (ของพระองค์) ให้หลุดหล่นลงเสียในที่นี้แหละ. เหล่านักเลงผู้คอยบำรุงบำเรอก็หนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางในทันใดนั้นเอง.
               พระกุมารตกพระทัยกลัว ยอมรับพระราชสาสน์.
               ครั้นแล้ว ราชทูตทั้งคู่นั้นก็ทำการอภิเษกแก่พระกุมารนั้น ในที่นั้นนั่นแล แล้วให้ยกเศวตฉัตรขึ้น มอบพระบรมราชโองการที่มีพระดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไว้ว่า เจ้าจงปกครองบ้านเมืองโดยชอบเถิด ดังนี้แล้ว เดินทางกลับไปตามทางที่มาแล้วนั่นแล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงทำเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสคำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้น.
               ในสูตรนั้น มีข้ออุปมาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-
               ก็พระนครคือนิพพาน พึงเห็นเหมือนมหานครที่มั่งคั่ง. พระธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยโพชฌงค์รตนะ ๗ ประการ พึงเห็นเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยรตนะ ๗ ประการ. นครคือกายของตน พึงเห็นเหมือนนครชายแดน. จิตตุปบาทที่โกงของภิกษุนี้ พึงเห็นเหมือนราชบุตรโกง (ทรราช). ในนครนั้น เวลาที่ภิกษุนี้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตร (ทรราช) อันเหล่านักเลงแวดล้อม.
               สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนราชทูตเร็วทั้งคู่. เวลาที่จิตถูกสมาธิในปฐมฌานเกิดขึ้น ตรึงไว้มิให้หวั่นไหว พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตรทรราชถูกทหารใหญ่จับพระเศียร. ภาวะที่เมื่อปฐมฌานพอเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ ๕ ก็อยู่ห่างไกล พึงเห็นเหมือนภาวะที่เมื่อราชบุตรทรราช พอถูกทหารใหญ่จับพระเศียร. เหล่านักเลงทั้งหลายก็หนีกระจัดกระจายไปไกลคนละทิศละทาง. เวลาที่ภิกษุนั้นออกจากฌาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่ทหารใหญ่ พอราชบุตรทรราชรับรองว่าจักทำตามพระบรมราชโองการ ก็ปล่อยพระราชกุมาร.
               เวลาที่ภิกษุนั้นทำจิตให้ควรแก่การงาน ด้วยสมาธิแล้ว เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่อำมาตย์ทูลให้ทราบกระแสพระบรมราชโองการ (แก่ราชบุตร)
               การที่ภิกษุผู้อาศัยสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยกเศวตฉัตรคือวิมุตติขึ้น พึงทราบเหมือนการที่ราชบุตรนั้น อันราชทูตทั้งคู่นั้นทำการอภิเษก แล้วยกเศวตฉัตรขึ้นถวายในเมืองนั้นนั่นแล.
               ส่วนเนื้อความของบททั้งหลายมีอาทิว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ในคำมีอาทิว่านครนฺติ โข ภิกฺขุ อิมสฺเสตํ จาตุมฺมหาภูติกสฺส กายสฺส อธิวจนํ ได้อธิบายไว้อย่างพิสดารแล้วในตอนต้น.
               ก็ในสูตรนี้ กายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นคร เพราะเป็นที่ประทับอยู่ของราชบุตร คือวิญญาณอย่างเดียว.
               อายตนะ ๖ ตรัสเรียกว่า ทวาร เพราะเป็นประตู (ทางออก) ของราชบุตร คือวิญญาณนั้นนั่นแล.
               สติ ตรัสเรียกว่า นายทวารบาล (คนเฝ้าประตู) เพราะเฝ้าประจำอยู่ในทวารทั้ง ๖ นั้น.
               ในบทนี้ว่า สมถะและวิปัสสนา เป็นราชทูตด่วน สมถะพึงทราบว่าเหมือนทหารใหญ่ วิปัสสนาพึงทราบว่าเหมือนอำมาตย์ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต เพราะถูกพระธรรมราชาผู้ตรัสบอกกัมมัฏฐาน ทรงส่งไปแล้ว.
               บทว่า มชฺเฌ สึฆาฏโก ความว่า ทางสามแยกกลางนคร.
               บทว่า มหาภูตานํ ได้แก่ มหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของหทยวัตถุ. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศัพท์ว่า มหาภูตรูป ๔ ไว้ก็เพื่อแสดง (นิสสย) ปัจจัยของวัตถุรูปนั่นเอง.
               พระราชบุตรคือวิปัสสนาจิต ประทับนั่งอยู่ที่ทางสามแยกคือหทยรูปในท่ามกลาง (นครคือ) กาย อันเหล่าราชทูต คือสมถะและวิปัสสนา พึงอภิเษกต้องการอภิเษกเป็นพระอรหันต์ พึงเห็นเหมือนพระราชกุมารนั้น (ประทับนั่ง) อยู่กลางนคร.
               ส่วนพระนิพพานตรัสเรียกว่า ยถาภูตพจน์ เพราะขยายสภาพตามเป็นจริง มิได้หวั่นไหว.
               ก็อริยมรรค ตรัสเรียกว่า ยถาคตมรรค เพราะอธิบายว่า วิปัสสนามรรคแม้นี้ก็เป็นเช่นกับวิปัสสนามรรค อันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเอง เพราะประกอบดีแล้ว ด้วยองค์ ๘.
               ข้อเปรียบเทียบ (ดังจะกล่าวต่อไปนี้) เป็นข้อเปรียบเทียบ ในฝ่ายที่นำมาเพื่อทำความนั้นเองให้ปรากฏชัด.
               อธิบายว่า ในสูตรนี้ อุปมาด้วยทวาร ๖ (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจผัสสายตนะ ๖.
               อุปมาด้วยเจ้านคร (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเบญจขันธ์
               อุปมาด้วยทางสามแยก (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเตภูมิกธรรม.
               แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัจจะทั้ง ๔ นั่นแหละไว้โดยย่อ.
               แท้จริง ทุกขสัจนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วด้วยองค์ประกอบของเมืองทั้งหมด. นิโรธสัจ ตรัสไว้แล้วด้วยยถาภูตวจนะ. มัคคสัจ ตรัสไว้แล้วด้วยยถาคตมรรค. ส่วนตัณหาที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด คือสมุทยสัจ.
               ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้ถามปัญหาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล.

               จบอรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๘. กึสุกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 18 / 1อ่านอรรถกถา 18 / 332อรรถกถา เล่มที่ 18 ข้อ 339อ่านอรรถกถา 18 / 343อ่านอรรถกถา 18 / 803
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=5189&Z=5274
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com