ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔
๑๐. ฉัปปาณสูตร

               อรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐               
               ในฉัปปาณสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า อุรูคตฺโต แปลว่า ตัวมีแผล.
               ชื่อว่า ปกฺกคตฺโต เพราะแผลเหล่านั้นนั่นแล เน่าฟอน.
               บทว่า สรวนํ แปลว่า ป่ามีหนาม.
               บทว่า เอวเมว โข ความว่า บุคคลผู้ทุศีล พึงทราบว่า เหมือนคนมีตัวเต็มไปด้วยแผล. ทุกข์ที่เกิดภิกษุผู้ถูกเพื่อนสพรหมจารีในที่นั้นกล่าวอยู่ว่า ผู้นี้นั้นเป็นผู้กระทำกรรมเหล่านี้ๆ พึงทราบเหมือนทุกข์โทมนัสที่เกิดขึ้นแก่บุรุษนั้น ผู้ถูกหน่อหญ้าคาแทง๑- และมีตัวถูกใบไม้ที่มีหนาม ซึ่งเปรียบด้วยคมดาบบาดเอา.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ขนฺเธหิ ฉบับพม่าเป็น วิทฺธสฺส แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า ลภติ วตฺตารํ ความว่า ได้ผู้ทักท้วง.
               บทว่า เอวํการี ความว่า เป็นผู้กระทำเวชกรรม และทูตกรรมเป็นต้น เห็นปานนี้.
               บทว่า เอวํ สมาจาโร ความว่า ผู้มีโคจรเห็นปานนี้ ด้วยสามารถแห่งโคจร ๓ อย่างเป็นต้น.
               บทว่า อสุจิคามกณฺฏโก ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่สะอาด เพราะอรรถว่าไม่หมดจด. ชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่าทิ่มแทงชาวบ้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า คามกณฺฏโก (ทิ่มแทงชาวบ้าน)๒-
____________________________
๒- ปาฐะว่า อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิคามวาสีนํ ฉบับพม่าเป็น อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิ, คามวาสินํ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า ปกฺขึ ได้แก่ นกหัสดีลิงค์. บทว่า โอสชฺเชยฺย แปลว่า พึงปล่อยไป.
               บทว่า อาวิญฺเฉยฺยุ ํ แปลว่า พึงฉุดมา. บทว่า ปเวกฺขามิ แปลว่า จักเข้าไป.๓-
____________________________
๓- ปาฐะว่า อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิคามวาสีนํ ฉบับพม่าเป็น อสุทฺธฏฺเฐน อสุจิ, คามวาสินํ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า อากาสํ เทสฺสามิ แปลว่า เราจักบินไปสู่อากาศ.
               ก็ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น งูมีความประสงค์จะเข้าไปสู่จอมปลวกด้วยคิดว่า เราจะเอาขนดขดให้กลม แล้วนอนหลับ.
               จระเข้มีความประสงค์จะลงสู่น้ำ ด้วยคิดว่า เราจะเข้าไปสู่โพรงในที่ไกล แล้วนอน.
               นกมีความประสงค์จะบินไปสู่อากาศ ด้วยคิดว่า จักเที่ยวไปให้สบายในท้องฟ้า.
               ลูกสุนัขมีความประสงค์จะเข้าไปสู่บ้าน ด้วยคิดว่า เราจักคุ้ยขี้เถ้าในเตาไฟ นอนรับความอบอุ่น.
               สุนัขจิ้งจอกมีความประสงค์จะเข้าไปสู่ป่าช้าผีดิบ ด้วยคิดว่า เราจะเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ และจักนอนเหยียดหลัง.
               ลิงมีความประสงค์จะเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ด้วยคิดว่า เราจะขึ้นต้นไม้สูง วิ่งเล่นไปตามทิศต่างๆ.
               บทว่า อนุวิธาเธยฺยุ ํ แปลว่า พึงตามไป.
               บาลีว่า อนุวิธิเยยฺยุ ํ ดังนี้ ก็มี. ความว่า พึงคล้อยตาม. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า สัตว์ทั้ง ๖ นั้นพึงไปในที่ (ที่เขาประสงค์จะไป) นั้นนั่นแล.
               ในบทว่า เอวเมว มีอธิบายดังต่อไปนี้.
               อายตนะพึงเห็นเหมือนสัตว์ ๖ ชนิด. ตัณหาพึงเห็นเหมือนเชือกที่เหนียว. อวิชชาพึงเห็นเหมือนปมในท่ามกลาง (ที่ขมวดไว้) ในทวารใด ๆ อารมณ์มีกำลังมาก. อายตนะนั้นๆ ย่อมเหนี่ยวอารมณ์นั้นๆ เข้ามา.
               แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำอุปมานี้เปรียบเทียบด้วยสิ่งที่จะพึงเห็นสมกัน หรือด้วยสามารถแสดงให้เห็นความต่างกันแห่งอายตนะทั้งหลาย.
               ในสองอย่างนั้น เมื่อว่าด้วยสิ่งที่เห็นสมกันก่อน กิจแห่งอัปปนาจะไม่มีอีก แผนกหนึ่งต่างหาก. ส่วนในบาลีเท่านั้น จึงจัดเป็นอัปปนา. แต่เมื่อว่า โดยการแสดงให้เห็นความต่างกันแห่งอายตนะ จึงเป็นอัปปนาดังนี้.
               ธรรมดาว่างูนี้ ไม่ชอบอยู่ในที่เย็นและที่เตียนในภายนอก. แต่ในเวลาที่เข้าไปสู่ที่กองหยากเยื่อ ที่รกรุงรังไปด้วยหญ้าและใบไม้และจอมปลวกเป็นต้นเท่านั้นแล้วนอน จึงยินดี ถึงความเป็นสัตว์มีอารมณ์เป็นหนึ่งฉันใด แม้จักษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอารมณ์ไม่เสมอกัน ย่อมไม่ยินดีในที่ราบเรียบ มีฝาเรือนที่ทำด้วยทองคำเป็นต้น ไม่ปรารถนาจะดู แต่ชอบดูในสิ่งที่วิจิตรด้วยรูป และวิจิตรด้วยดอกไม้และเครือเถาเป็นต้นเท่านั้น. เพราะว่าเมื่อตาไม่พอดู (ไม่อยากดู) ในที่เช่นนั้น๔- ก็ยังอยากเปิดหน้าดู.
____________________________
๔- ปาฐะว่า ยาทิเสสุปิ ฉบับพม่าเป็น ตาทิเสสุหิ แปลตามฉบับพม่า.

               แม้จระเข้ออกไปข้างนอก มองไม่เห็นสิ่งตนจะจับกินได้ ย่อมหลับตาคลานไป. แต่เวลาใดลงไปในน้ำชั่ว ๑๐๐ วา เข้าไปสู่โพลงแล้วนอน ในเวลานั้น จิตของมันก็มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หลับสบายฉันใด แม้โสดประสาทนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีช่องเป็นที่อาศัย อาศัยอากาศกระทำความชอบใจเฉพาะในช่องหูเท่านั้น การอยู่ในช่องหูนั่นแล ย่อมเป็นปัจจัยในการฟังเสียงของโสตประสาทนั้น แม้อากาศที่โปร่งก็ควรเหมือนกัน.
               ก็เมื่อบุคคลทำการท่องบ่นภายในถ้ำ เสียงจะไม่ทะลุ๕- ผนังถ้ำออกมาข้างนอกได้เลย แต่จะออกมาตามช่องของประตูและหน้าต่าง ธาตุกระทบต่อๆ กันมา (คลื่นอากาศ) กระทบโสตประสาท. จึงในเวลานั้น คนที่นั่งบนหลังถ้ำก็รู้ได้ว่า เขาท่องบ่นสูตรชื่อโน้น.
____________________________
๕- ปาฐะว่า เลณจฺฉทนํ ฉิทฺทิตฺวา ฉบับพม่าเป็น น เวณจฺฉทนํ ภินฺทิตฺวา แปลตามฉบับพม่า.

               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อารมณ์ที่ประจวบเข้าย่อมมี นี่หรือคืออารมณ์ที่ประจวบเข้า.
               ตอบว่า ใช่แล้ว เป็นอารมณ์ที่มาประจวบ.
               ถามว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาตีกลองเป็นต้นในที่ไกล การจะรู้ว่าเสียงมีอยู่ในที่ไกล ไม่พึงมีหรือ.
               ตอบว่า ไม่พึงมีหามิได้ เพราะเมื่ออารมณ์มากระทบโสตประสาท อาการที่จะรู้ว่า เสียงอยู่ในที่ไกล เสียงอยู่ในที่ใกล้ อยู่ที่ฝั่งโน้นหรืออยู่ที่ฝั่งนี้ ย่อมมี. ข้อนั้นเป็นธรรมดา.
               ถามว่า ธรรมดานี้จะมีประโยชน์อะไร.
               ตอบว่า (มีคือ) การได้ยินจะมีในที่ที่มีช่องหู เหมือนการเห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้นฉะนั้น เพราะฉะนั้น โสตประสาทนั้นจะไม่มีอารมณ์ที่มาประจวบเลย๖- (ถ้าไม่มีช่องหู).
____________________________
๖- ปาฐะว่า อสมฺปตตโคจรเมว เจตํ ฉบับพม่าเป็น อสมฺปตฺตโคจรเมเวตํ แปลตามฉบับพม่า.

               แม้ปักษีก็ย่อมไม่ยินดีที่ต้นไม้หรือที่พื้นดิน. ก็เมื่อใดมันบินไปสู่อากาศที่โล่ง เลยไป ๑ หรือ ๒ ชั่วเลฑฑุบาต (ชั่วก้อนดินตก) เมื่อนั้นมันก็ถึงความสงบนิ่งฉันใด แม้ฆานประสาทก็ฉันนั้นเหมือนกันมีอากาศเป็นที่อาศัย มีกลิ่นที่อาศัยลมเป็นอารมณ์.๗-
____________________________
๗- ปาฐะว่า ธาตุปนิสฺสยคนฺธโคจรํ ฉบับพม่าเป็น ธาตูปนิสฺสยคนฺธโคจรํ แปลตามฉบับพม่า.

               จริงอย่างนั้น โคทั้งหลาย เมื่อฝนตกใหม่ๆ จะสูดดมแผ่นดินแล้ว แหงนหน้าสู่อากาศสูดดม. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมันยังไม่สูดดมในเวลาเอาเท้าตะกุยดินที่มีกลิ่น จะไม่รู้กลิ่นของก้อนดินนั้นเลย.
               ฝ่ายลูกสุนัขเที่ยวไปภายนอก ไม่เห็นที่ปลอดภัย ถูกขว้างด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น. แต่เมื่อมันเข้าไปภายในบ้านแล้วคุ้ยเถ้าที่เตาไฟนอน จะมีความสบายฉันใด แม้ลิ้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอาหารที่ได้มาจากบ้านเป็นที่อาศัย๘- มีรสอันอาศัยอาโปธาตุเป็นอารมณ์.
               จริงอย่างนั้น ภิกษุแม้บำเพ็ญสมณธรรมตลอด ๓ ยามแห่งราตรี ถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่บ้าน. เธอไม่อาจรู้รสแม้แห่งของเคี้ยวที่แห้งที่ไม่ชุ่มด้วยน้ำลายได้.
____________________________
๘- ปาฐะว่า อาโปสนฺนิสิตา รสารมฺมณา ฉบับพม่าเป็น อาโปนิสฺสิตรสารมฺมณา แปลตามฉบับพม่า.

               แม้สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปข้างนอก ก็ไม่ประสบความชอบใจ แต่เมื่อมันเกาะกินเนื้อมนุษย์แล้วนอนนั่นแหละจึงจะมีความสบายฉันใด แม้กายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอุปาทินนกสังขารเป็นที่อาศัย มีโผฏฐัพพะอาศัยปฐวีธาตุเป็นอารมณ์.
               จริงอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้อุปาทินนกสังขารอื่น จะนอนเอาฝ่ามือหมุนศีรษะของตนเอง และปฐวีธาตุทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ย่อมเป็นปัจจัยของกายนั้น ในการยึดเอาอารมณ์.
               จริงอยู่ ผู้ไม่ได้นั่งหรือไม่ได้นอน๙- ไม่สามารถจะรู้ภาวะที่แข็งหรือหนาแห่งที่นอนที่เขาลาดไว้ดีแล้ว หรือแผ่นกระดานแม้ที่วางอยู่ภายใต้ได้ เพราะฉะนั้น ปฐวีธาตุทั้งที่เป็นภายในและภายนอก จึงเป็นปัจจัยแห่งกายนั้นในการรู้โผฏฐัพพะได้.
____________________________
๙- ปาฐะว่า อนิสีทนฺเตน วา ถทฺธปุถุภาโว ฉบับพม่าเป็น อนิสีทนฺเตน วา อนุปปีฏนฺตา วา ถทฺธมุทุภาโว แปลตามฉบับพม่า.

               แม้ลิง เมื่อเที่ยวไปบนภาคพื้น ก็ย่อมไม่รื่นรมย์ใจ แต่เมื่อมันขึ้นต้นไม้สูงประมาณ ๗ ศอกแล้วนั่งอยู่ที่ค่าคบ มองดูทิศน้อยใหญ่จะมีความสบายฉันใด แม้ใจก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชอบสิ่งต่างๆ มีภวังคจิตเป็นปัจจัย ย่อมกระทำความชอบใจในอารมณ์นานาชนิด แม้ที่เคยเห็นแล้ว แต่ภวังคเดิมย่อมเป็นปัจจัยของใจนั้น.
               เป็นอันว่าในเรื่องนี้ มีความสังเขปเพียงเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความต่างกันแห่งอายตนะทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วในอายตนนิเทส ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล้ว.
               บทว่า ตํ จกฺขุ นาวิญฺฉติ ความว่า ในสูตรนี้ท่านกล่าวเฉพาะปุพพภาควิปัสสนาว่า จักษุจะไม่ฉุด (เขา) มา เพราะสัตว์ ๖ ตัว กล่าวคืออายตนะ ผู้กำหนัดด้วยอำนาจตัณหาที่ถูกผูกไว้ที่หลัก คือกายคตาสติ (ในที่อื่นเทียบกายเหมือนหลัก เทียบสติเหมือนเชือกผูก.) ถึงภาวะหมดพยศแล้ว.

               จบอรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๑๐. ฉัปปาณสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 18 / 1อ่านอรรถกถา 18 / 343อรรถกถา เล่มที่ 18 ข้อ 346อ่านอรรถกถา 18 / 351อ่านอรรถกถา 18 / 803
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=5327&Z=5391
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com