ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓
๑. สิวกสูตร

               อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓               
               อรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในสิวกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า สิวโก ในบทว่า โมฬิยสิวโก เป็นชื่อของปริพาชกนั้น.
               ก็จุกของปริพาชกนั้นมีอยู่ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า สิวกปริพาชกมีจุก.
               บทว่า ปริพฺพาชโก ได้แก่ ปริพาชกผู้นุ่งผ้า.
               บทว่า ปิตฺตสมุฏฺฐานานิ ได้แก่ มีดีเป็นปัจจัย.
               บทว่า เวทยิตานิ คือ เวทนา.
               เวทนา ๓ ย่อมเกิดขึ้นในบุคคลนั้นเพราะดีเป็นปัจจัย.
               ถามว่า อย่างไร.
               ตอบว่า ฝ่ายบุคคลบางคนคิดว่า ดีของเรากำเริบแล้ว ก็แล ชีวิตรู้ได้ยาก ย่อมให้ทานสมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม. กุศลเวทนาย่อมเกิดขึ้นแก่บางคนนั้นด้วยอาการอย่างนี้. ส่วนบางคนคิดว่า เราจักทำเภสัชแก้ดี ย่อมฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ ย่อมทำทุสีลกรรม ๑๐ ก็มี. อกุศลเวทนาย่อมเกิดขึ้นแก่บางคนนั้น ด้วยอาการอย่างนี้. แต่บางคนมีตนเป็นกลางว่า ดีของเรา ย่อมไม่สงบด้วยการทำยา แม้ประมาณเท่านี้ เรื่องยานั้นพอกันที ย่อมนอนอดกลั้นซึ่งเวทนาทางกาย. อัพยากตเวทนา ย่อมเกิดขึ้นแก่บางคนนั้นด้วยอาการอย่างนี้.
               บทว่า สามํปิ โข เอตํ ความว่า บุคคลเห็นวิการแห่งดีนั้นๆ แล้ว ก็พึงทราบเวทนานั้นได้ด้วยตน.
               บทว่า สจฺจสมฺมตํ คือ สมมติว่าเป็นจริง ฝ่ายชาวโลกเห็นวิการแห่งดีมีวรรณะด่างพร้อยเป็นต้นที่สรีระของเขาแล้ว ย่อมรู้ว่า ดีของเขากำเริบ.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะแล่นไปสู่สิ่งที่รู้ด้วยตนเอง และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่า เป็นจริงของโลก. แม้ในบทมีเสมหะเป็นสมุฏฐานเป็นอาทิ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ส่วนบทว่า สนฺนิปาติกานิ ในบทว่า สนฺนิปาตสมุฏฺฐานานิปิ นี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะการกำเริบแห่งดีเป็นต้น แม้ทั้งสาม.
               บทว่า อุตุปริณามชานิ คือ เกิดแต่ฤดูเปลี่ยนย่อมเกิดขึ้นแก่ชาวชังคลเทศ เมื่ออยู่ในอนุประเทศ. ความเปลี่ยนฤดูย่อมเกิดขึ้น ด้วยสามารถมีฝั่งมณีสมุทรเป็นต้นอย่างนี้ว่า เมื่อชาวอนุประเทศอยู่ในชังคลเทศ.
               บทว่า ตโต ชาตา ได้แก่ เกิดแต่เปลี่ยนฤดู.
               บทว่า วิสมปริหารชานิ ความว่า เกิดแต่การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ ในการรับภาระหนัก โดยมีการทุบเป็นต้น. หรือเมื่อเที่ยวไปผิดเวลา โดยมีการถูกงูกัดและตกบ่อเป็นต้น.
               บทว่า โอปกฺกมิกานิ ความว่า เกิดขึ้นเพราะถือว่า ผู้นี้เป็นโจร หรือเป็นทาริกาของผู้อื่น แล้วจึงทำร้ายด้วยการเอาเข่า ศอกและไม้ค้อนเป็นต้น โบยให้เป็นปัจจัย. บางคนถูกทำร้ายในภายนอกนั่นแล้ว ย่อมทำกุศล โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. บางคนทำอกุศล. บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่.
               บทว่า กมฺมวิปากชาตานิ คือ เกิดแต่ผลของกรรมอย่างเดียว. ก็เมื่อกรรมวิบากเหล่านั้น เกิดขึ้นแล้ว บางคนย่อมทำกุศล บางคนย่อมทำอกุศล บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่. ก็เวทนา ๓ อย่างย่อมมีในวาระทั้งปวงอย่างนี้.
               ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาอันเป็นไปในสรีระซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๗ อย่างข้างต้น ใครๆ ก็อาจเพื่อจะห้ามได้ แต่เภสัชทั้งปวงก็ดี เครื่องป้องกันก็ดี ก็ไม่สามารถเพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่ผลของกรรมได้เลย. ชื่อว่า โลกโวหาร พระองค์ได้ตรัสแล้ว ในพระสูตรนี้.

               จบอรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๑. สิวกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 18 / 1อ่านอรรถกถา 18 / 425อรรถกถา เล่มที่ 18 ข้อ 427อ่านอรรถกถา 18 / 430อ่านอรรถกถา 18 / 803
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=6098&Z=6131
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com