ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อิทธิปาทสังยุตต์ ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒
๓. ฉันทสูตร

               อรรถกถาฉันทสูตรที่ ๓               
               ฉันทสูตรที่ ๓.
               ความพอใจคือความเป็นผู้ใคร่จะทำ ชื่อว่าฉันทะ.
               คำว่า อาศัยแล้ว ได้แก่ ทำให้เป็นที่พึ่งพาอาศัย หมายความว่าทำให้ยิ่งใหญ่.
               เครื่องปรุงที่เป็นความเพียร ชื่อว่าปธานสังขาร คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่เรียกชื่อว่า ความเพียรชอบที่ทำหน้าที่สี่อย่างให้สำเร็จ. ความพอใจในคำเป็นต้นว่า อิติ อยํ จ ฉนฺโท เป็นฉันทสมาธิประกอบด้วยฉันทะและปธานสังขาร แม้ปธานสังขารก็ประกอบด้วยฉันทะและสมาธิ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงรวมธรรมทั้งหมดนั้นเข้าด้วยกัน แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร.
               ส่วนในอิทธิบาทวิภังค์๑- ตรัสถึงธรรมที่หารูปมิได้ที่เหลือซึ่งประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ด้วยนัยเป็นต้นว่า เวทนาขันธ์ของผู้เช่นนั้นใด ว่าเป็นอิทธิบาท.
____________________________
๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๐๘

               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งสามอย่าง เป็นทั้งฤทธิ์ เป็นทั้งทางให้ถึงฤทธิ์.
               อย่างไร.
               จริงอยู่ เมื่อเจริญฉันทะ ฉันทะก็ย่อมชื่อว่าเป็นฤทธิ์. สมาธิและปธานสังขารก็ย่อมชื่อว่าเป็นทางให้ถึงฤทธิ์. เมื่อเจริญสมาธิ สมาธิก็ย่อมชื่อว่าเป็นฤทธิ์ ฉันทะและปธานสังขารก็ย่อมกลายเป็นทางให้ถึงฤทธิ์แห่งสมาธิ. เมื่อเจริญปธานสังขาร ปธานสังขารก็กลายเป็นฤทธิ์ ฉันทะและสมาธิก็จะกลายเป็นทางให้ฤทธิ์แห่งปธานสังขาร เพราะเมื่อธรรมที่ประกอบพร้อมกันสำเร็จในธรรมอย่างหนึ่ง แม้ธรรมที่เหลือ ก็ย่อมสำเร็จเหมือนกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความที่ธรรมเหล่านี้เป็นอิทธิบาท แม้ด้วยอำนาจความเป็นส่วนเบื้องต้นของธรรมนั้นๆ.
               จริงอยู่ ฌานที่ ๑ ชื่อว่าเป็นฤทธิ์ ฉันทะเป็นต้นที่ประกอบพร้อมกับการตระเตรียมอันเป็นส่วนเบื้องต้นของฌานที่ ๑ ก็ชื่อว่าเป็นทางให้ถึงฤทธิ์.
               ตามนัยนี้ไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ เริ่มแต่การแสดงฤทธิ์ไปจนถึงอภิญญาคือตาทิพย์ แล้วนำเอานัยนี้ไปใช้ได้ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคกระทั่งถึงอรหัตมรรค.
               แม้ในอิทธิบาทที่เหลือก็ทำนองนี้.
               แต่สำหรับบางท่านกล่าวว่า ฉันทะที่ยังไม่สำเร็จ๒- เป็นอิทธิบาท.
____________________________
๒- พม่าเป็น ยังไม่เกิด.

               ในกรณีนี้ เพื่อเป็นย่ำยีวาทะของท่านเหล่านั้น เรามีถ้อยคำชื่อว่า อุตตรจูฬวาร ที่มาในอภิธรรมว่า
               อิทธิบาทมี ๔ อย่าง คือ ฉันทิทธิบาท วิริยิทธิบาท จิตติทธิบาท วีมังสิทธิบาท.
               ในอิทธิบาท ๔ นั้น ฉันทิทธิบาท เป็นไฉน.
               ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สมัยใด เจริญโลกุตรฌานที่นำออกจากทุกข์ ที่ให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ สงัดจากกามทั้งหลายได้แล้ว เพื่อบรรลุชั้นที่ ๑ สำหรับละความเห็นผิด ฯลฯ แล้วเข้าถึงฌานที่ ๑ ซึ่งปฏิบัติยาก รู้ได้ช้าแล้วอยู่ ในสมัยนั้น ความพอใจ ความเป็นผู้พอใจ ความอยากทำ ความฉลาดเฉลียว ความใคร่ธรรม อันนี้ เราเรียกว่า อิทธิบาทคือความพอใจ.๓-
               ธรรมที่เหลือประกอบเข้ากับอิทธิบาทคือความพอใจ แต่อิทธิบาทเหล่านี้มาแล้ว ด้วยอำนาจโลกุตระเท่านั้น.
____________________________
๓- อภิ. วิ. ๓๕/๕๓๑-๕๓๒

               ในอิทธิบาท ๔ นั้น พระรัฐปาลเถระทำความพอใจให้เป็นธุระแล้วจึงยังโลกุตรธรรมให้เกิดได้. พระโสณเถระทำความเพียรให้เป็นธุระ. พระสัมภูตเถระทำความเอาใจใส่ให้เป็นธุระ. พระโมฆราชผู้มีอายุทำความพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลให้เป็นธุระ ด้วยประการฉะนี้.
               ในอิทธิบาท ๔ นั้น เหมือนเมื่อลูกอำมาตย์ ๔ คนปรารถนาตำแหน่ง เข้าไปอาศัยพระราชาอยู่ คนหนึ่งเกิดความพอใจในการรับใช้ รู้พระราชอัธยาศัย และความพอพระราชหฤทัยของพระราชา จึงรับใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้พระราชาโปรดปรานแล้วก็ได้รับตำแหน่งฉันใด พึงทราบผู้ให้โลกุตรธรรมเกิดได้ด้วยฉันทธุระฉันนั้น.
               แต่อีกคนหนึ่งไม่อาจรับใช้ทุกๆ วันได้ จึงคิดว่าเมื่อเกิดความจำเป็นขึ้น เราจะรับใช้จนสุดสามารถ เมื่อชายแดนกำเริบถูกพระราชาส่งไปแล้วก็ปราบข้าศึกจนสุดสามารถ ได้รับตำแหน่ง. คนนั้นฉันใด พึงทราบผู้ที่ให้โลกุตรธรรมเกิดได้ด้วยวิริยธุระ ฉันนั้น.
               อีกคนคิดว่า การรับใช้ทุกๆ วันก็ดี การเอาทรวงอกรับหอกและลูกศรก็ดีเป็นภาระโดยแท้ เราจะรับใช้ด้วยกำลังมนต์ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกหัดความรู้เกี่ยวกับเพลงอาวุธ ทำให้พระราชาโปรดปรานด้วยการจัดแจงมนต์ (ความรู้) จนได้รับตำแหน่ง. บุคคลนั้นฉันใด พึงทราบผู้ที่ให้โลกุตรธรรมเกิดได้ด้วยจิตตธุระ (การเอาใจใส่) ฉันนั้น.
               อีกคนหนึ่งคิดว่า การรับใช้เป็นต้นจะมีประโยชน์อะไร ธรรมดาพวกพระราชาย่อมประทานตำแหน่งแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ (ลูกผู้ดี) เมื่อประทานแก่ผู้เช่นนั้นก็จะประทานแก่เรา อาศัยความถึงพร้อมด้วยชาติเท่านั้นก็ได้รับฐานันดร. เขาฉันใด พึงทราบผู้ที่อาศัยความพินิจพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลล้วนๆ แล้วทำให้เกิดโลกุตรธรรมด้วยวีมังสาธุระฉันนั้น.
               ในสูตรนี้ ทรงแสดงอิทธิที่มีวิวัฏฏะเป็นบาท ดังที่ว่ามานี้.

               จบอรรถกถาฉันทสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อิทธิปาทสังยุตต์ ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ ๓. ฉันทสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 1147อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 1150อ่านอรรถกถา 19 / 1154อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=6725&Z=6749
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :