ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มัคคสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑
๔. พราหมณสูตร

               อรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในพราหมณสูตรที่ ๔.
               บทว่า สพฺพเสเตน วฬวาภิรเถน ความว่า ด้วยรถเทียมด้วยม้า ๔ ตัวอันขาวล้วน.
               ได้ยินว่า รถมีล้อและซี่กงทั้งหมดได้หุ้มด้วยเงิน.
               ก็ชื่อว่า รถมี ๒ อย่าง คือ รถรบ ๑ รถเครื่องประดับ ๑.
               ในรถนั้น รถรบมีสัณฐานสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่นัก สามารถบรรทุกคนได้ ๒ คนหรือ ๓ คน รถเครื่องประดับเป็นรถใหญ่ คือโดยยาวก็ยาว โดยกว้างก็กว้าง. คนถือร่มถือวาลวีชนี ถือพัดใบตาล ย่อมอยู่ในรถนั้น ดังนั้นคน ๘ คนหรือ ๑๐ คนสามารถเพื่อจะยืนก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ตามสบายอย่างนี้นั่นแล แม้รถนี้จัดเป็นรถเครื่องประดับ.
               บทว่า เสตา สุทํ อสฺสา ความว่า ม้าขาวคือมีสีขาวตามปกติ.
               บทว่า เสตาลงฺการา ความว่า เครื่องประดับของม้าเหล่านั้น ได้เป็นของสำเร็จด้วยเงิน.
               บทว่า เสโต รโถ ความว่า รถชื่อว่าขาว เพราะหุ้มด้วยเงินและเพราะประดับด้วยงาในที่นั้นๆ โดยนัยอันกล่าวแล้วแล.
               บทว่า เสตปริวาโร ความว่า รถเหล่าอื่นหุ้มด้วยหนังราชสีห์บ้าง หุ้มด้วยหนังเสือบ้าง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลืองบ้างฉันใด รถนี้หาเป็นฉันนั้นไม่. ส่วนรถนี้ได้หุ้มด้วยผ้าอย่างดี.
               บทว่า เสตา รสฺมิโย ความว่า เชือกอันหุ้มด้วยเงินและแก้วประพาฬ.
               บทว่า เสตา ปโตทลฏฺฐิ ความว่า แม้ด้ามปฏักก็หุ้มด้วยเงิน.
               บทว่า เสตํ ฉตฺตํ ความว่า แม้ร่มอันเขาให้ยกขึ้นในท่ามกลางรถก็ขาว.
               บทว่า เสตํ อุณฺหีสํ ความว่า ผ้าโพกทำด้วยเงินกว้าง ๗ นิ้วก็ขาว.
               บทว่า เสตานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้านุ่งขาว คือมีสีดังก้อนฟองน้ำ.
               ในผ้าเหล่านั้น ผ้านุ่งมีราคาห้าร้อย ผ้าห่มมีราคาพันหนึ่ง.
               บทว่า เสตา อุปาหนา ความว่า ธรรมดาว่า รองเท้าย่อมมีได้ สำหรับคนผู้เดินทาง หรือสำหรับคนผู้เข้าสู่ดง. ส่วนรองเท้านี้สำหรับขึ้นรถ. ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่า นั่นชื่อว่าเครื่องประดับเท้าของเขา ผสมเงิน อันสมควรแก่รองเท้านั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.
               บทว่า เสตาย สุทํ วาลวีชนิยา ความว่า จามรและพัดวาลวีชนีมีสีขาวมีด้ามทำด้วยแก้วผลึก. ก็เครื่องประดับเฉพาะเท่านี้ขาวได้มีแล้วแก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้. แม้เครื่องประดับของพราหมณ์นั้นได้ทำด้วยเงินมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ก็พราหมณ์นั้นลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ขาว ประดับดอกไม้ขาว ที่นิ้วทั้ง ๑๐ สวมแหวน ที่หูทั้งสองใส่ต่างหูดังนี้. แม้พวกพราหมณ์ผู้เป็นบริวารของเขาได้มีประมาณหนึ่งหมื่น ผ้าเครื่องลูบไล้ ดอกไม้และเครื่องประดับขาว ได้มีแล้วประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. ส่วนข้อนั้นอันใดอันท่านกล่าวว่า สาวตฺถิยา นิยฺยายนฺตํ ดังนี้ ความแจ่มแจ้งแห่งการออกไปในข้อนั้นดังต่อไปนี้.
               ว่าโดยกิจ พราหมณ์นั้นย่อมกระทำประทักษิณนคร ๖ เดือนครั้งหนึ่ง คนประกาศไปล่วงหน้าว่า แต่นี้ไปพราหมณ์จักกระทำประทักษิณนคร โดยวันทั้งหลายประมาณเท่านี้ ชนเหล่าใดฟังการประกาศนั้นแล้ว กำลังออกไปจากนคร ชนเหล่านั้นจะยังไม่หลีกไป. แม้ชนเหล่าใดหลีกไปแล้ว แม้ชนเหล่านั้นย่อมกลับ ด้วยคิดว่า พวกเราจักได้เห็นสิริสมบัติของท่านผู้มีบุญ. พราหมณ์ย่อมเที่ยวไปสู่นครตลอดวันใด ชาวเมืองทั้งหลายกวาดถนนในนครในกาลนั้น แต่เช้าตรู่ เกลี่ยทรายลง โปรยด้วยดอกไม้ทั้งหลายอันมีข้าวตอกเป็นที่ห้า ตั้งหม้อน้ำ ให้ช่วยกันยกต้นกล้วยทั้งหลาย และธงทั้งหลายขึ้นแล้ว ย่อมทำนครทั้งสิ้นให้อบอวลด้วยกลิ่นธูป.
               พราหมณ์สนานศีรษะแต่เช้าตรู่ บริโภคอาหารเช้าแล้ว ก็แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์มีผ้านุ่งขาวเป็นต้น โดยนัยอันกล่าวแล้วแล ลงจากปราสาทขึ้นรถ. ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นก็ตกแต่งด้วยผ้าเครื่องลูบไล้และดอกไม้ขาวทั้งหมด ถือร่มขาวแวดล้อมพราหมณ์นั้นอยู่. แต่นั้น ชนทั้งหลายย่อมโปรยผลาผลแก่พวกเด็กหนุ่มก่อน เพื่อการประชุมของมหาชน ต่อแต่นั้น ย่อมโปรยเงินมาสก ต่อแต่นั้น จึงโปรยกหาปณะทั้งหลาย. มหาชนย่อมประชุมกัน การโห่ร้องและการโยนผ้าก็ย่อมเป็นไป.
               ครั้งนั้น พราหมณ์ย่อมเที่ยวไปสู่นครเพื่อมหาสมบัติ เมื่อชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยมงคลและต้องการสวัสดีเป็นต้น กระทำมงคลและสวัสดีอยู่. มนุษย์ทั้งหลายผู้มีบุญขึ้นไปบนปราสาทมีชั้นเดียวเป็นต้น เปิดช่องหน้าต่างเช่นกับปีกนกแก้ว แลดูอยู่ แม้พราหมณ์ย่อมมุ่งตรงไปทางประตูทิศใต้ คล้ายจะครอบครองนครด้วยยศและสิริสมบัติของตน. ข้อนี้ท่านหมายถึงข้อนั้นแล้ว จึงกล่าว.
               บทว่า ตเมนํ ชโน ทิสฺวา ความว่า มหาชนเห็นรถนั้น.
               บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ เป็นชื่อของผู้ประเสริฐ.
               บทว่า พฺรหฺมํ วต โภ ยานํ ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานเช่นยานอันประเสริฐหนอ.
               บทว่า อิมสฺเสว โข เอตํ ความว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาว่า มนุษย์ทั้งหลายให้ทรัพย์แก่ผู้กล่าวสรรเสริญแล้ว ย่อมให้ขับร้องเพลงขับสรรเสริญทาริกาทั้งหลายของตนว่า เป็นผู้น่ารัก น่าดู มีทรัพย์มาก มีโภคะมากดังนี้ แต่ก็หาเป็นผู้น่ารัก หรือมีโภคะมาก ด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญนั้นไม่ มหาชนเห็นรถของพราหมณ์อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ยานนั้นจะชื่อว่าเป็นยานประเสริฐด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญก็หามิได้ ที่จริงยานนั้นเป็นของลามกเลว. ดูก่อนอานนท์ แต่โดยปรมัตถ์ ยานนั้นเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นแล. ก็อริยมรรคนี้ประเสริฐ เพราะปราศจากโทษทั้งปวง ด้วยว่า พระอริยะทั้งหลายย่อมไปสู่นิพพานด้วยอริยมรรคนี้ ดังนั้น จึงควรกล่าวว่าพรหมยานบ้าง ว่าธรรมยานบ้าง เพราะเป็นธรรมและเป็นยานว่ารถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง เพราะไม่มีสิ่งอันยิ่งกว่า และเพราะชนะสงครามคือกิเลสแล้ว.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความที่อริยมรรคนั้นไม่มีโทษ และเป็นพิชัยสงคราม จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ราควินยปริโยสานา ดังนี้.
               ในบทนั้น สัมมาทิฏฐิ เมื่อกำจัดราคะย่อมให้หมด คือย่อมถึงได้แก่ย่อมสำเร็จเป็นที่สุด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามีการกำจัดราคะเป็นที่สุด.
               ในบททั้งปวงก็นัยนี้แล.
               บทว่า ยสฺส สทฺธา จ ปญฺญา จ ความว่า สำหรับยานคืออริยมรรค มีธรรม ๒ เหล่านี้คือ ศรัทธาด้วยสามารถแห่งสัทธานุสารี และปัญญาด้วยสามารถแห่งธัมมานุสารี เป็นแอกมีศรัทธาเป็นทูบ. อธิบายว่า ประกอบในแอกมีตนเป็นท่ามกลางในอริยมรรคนั้น.
               บทว่า หิริ อีสา ความว่า หิริอันเกิดขึ้นภายในพร้อมด้วยโอตตัปปะอันเกิดขึ้นในภายนอกประกอบกับด้วยตนเป็นงอนของรถคือมรรค.
               บทว่า มโน โยตฺตํ ความว่า วิปัสสนาจิตและมรรคจิตเป็นเชือกชัก. เหมือนเชือกที่ทำด้วยปอเป็นต้นของรถ ย่อมกระทำโคทั้งหลายให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน คือให้รวมกันได้ฉันใด วิปัสสนาจิตอันเป็นโลกิยะของรถคือมรรคมี ๕๐ กว่า วิปัสสนาจิตอันเป็นโลกุตระย่อมทำกุศลธรรม ๖๐ กว่าให้เนื่องกันคือให้รวมกันได้ฉันนั้นเหมือนกันแล.
               เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มโน โยตฺตํ ดังนี้.
               บทว่า สติ อารกฺขสารถิ ความว่า สติสัมปยุตด้วยมรรค ชื่อว่าสารถีผู้ควบคุม.
               ผู้ใดย่อมประกอบในการจัดทูบ หยอดเพลา ส่งรถไป ย่อมกระทำม้าที่เทียมรถให้หมดพยศ ผู้นั้นชื่อว่าสารถีผู้รักษาสามารถฉันใด สติของรถคือมรรคก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า สตินี้มีการรักษาเป็นเหตุปรากฏและย่อมพิจารณาคติแห่งธรรมทั้งหลายทั้งกุศลและอกุศล ดังนี้.
               บทว่า รโถ ได้แก่ รถคืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.
               บทว่า สีลปริกฺขาโร ความว่า รถมีจาตุปาริสุทธิศีลเป็นเครื่องประดับ.
               บทว่า ฌานกฺโข ความว่า มีเพลาทำด้วยฌาน ด้วยสามารถแห่งองค์ฌาน ๕ สัมปยุตด้วยวิปัสสนา.
               บทว่า จกฺกวีริโย คือ มีความเพียรเป็นล้อ. อธิบายว่า ความเพียร ๒ กล่าวคือทางกายและทางจิต เป็นล้อของความเพียร.
               บทว่า อุเปกฺขา ธุรสมาธิ ความว่า สมาธิของทูบ ชื่อว่าธุรสมาธิ. อธิบายว่า ความที่ส่วนของแอกแม้ทั้งสองสม่ำเสมอ เพราะไม่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ. ฝ่ายตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้ ย่อมนำความที่จิตตุปบาทหดหู่และฟุ้งซ่านไปเสียแล้ว จึงดำรงจิตในท่ามกลางแห่งการประกอบความเพียร เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่าเป็นธุรสมาธิของรถคือมรรคนี้.
               บทว่า อนิจฺฉา ปริวารณํ ความว่า ความไม่อยากได้ กล่าวคืออโลภะของรถคืออริยมรรคแม้นี้ ชื่อว่าเป็นประทุน เหมือนหนังราชสีห์เป็นต้นเป็นเครื่องหุ้มภายนอกรถฉะนั้น.
               บทว่า อพฺยาปาโท ได้แก่ เมตตาและส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.
               บทว่า อวิหึสา ได้แก่ กรุณาและส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา.
               บทว่า วิเวโก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างมีกายวิเวกเป็นต้น.
               บทว่า ยสฺส อาวุธํ ความว่า อาวุธ ๕ อย่างนี้ย่อมมีแก่กุลบุตรผู้ดำรงอยู่ในรถคืออริยมรรค คนยืนอยู่ในรถย่อมแทงสัตว์ทั้งหลายด้วยอาวุธ ๕ ได้ฉันใด แม้โยคาวจรยืนอยู่ในรถแห่งโลกิยมรรค และโลกุตรมรรคนี้ ย่อมแทงซึ่งโทสะด้วยเมตตา แทงความเบียดเบียนด้วยกรุณา แทงความคลุกคลีคณะด้วยกายวิเวก แทงคลุกคลีกิเลสด้วยจิตวิเวก และแทงอกุศลทั้งปวงด้วยอุปธิวิเวกฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอาวุธ ๕ อย่างนั้นย่อมเป็นของกุลบุตรนั้น.
               บทว่า ตีติกฺขา ความว่า ความอดทนด้วยความอดกลั้นคำของคนพูดชั่วเลวทราม.
               บทว่า จมฺมสนฺนาโห ได้แก่ มีหนังเป็นเกราะ เหมือนคนรถสวมเกราะหนังยืนอยู่บนรถ ย่อมอดทนต่อลูกศรทั้งหลายอันมาแล้วและมาแล้ว ลูกศรทั้งหลายย่อมแทงบุคคลนั้นไม่ได้ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ ย่อมอดทนถ้อยคำอันมาแล้วและมาแล้วได้ ถ้อยคำเหล่านั้นย่อมแทงภิกษุผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติไม่ได้ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความอดทนเป็นเกราะหนัง.
               บทว่า โยคกฺเขมาย วตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ ๔ คือ เพื่อนิพพาน กุลบุตรผู้มุ่งนิพพานย่อมดำเนินไปอย่างเดียว. อธิบายว่า ย่อมไม่หยุด ย่อมไม่ทำลาย ดังนี้.
               บทว่า เอตทตฺตนิ สมฺภูตํ ความว่า ยานคือมรรคนั่น ย่อมชื่อว่าเกิดในตน เพราะความที่ตนอาศัยการทำเยี่ยงบุรุษจึงได้.
               บทว่า พฺรหฺมยานํ อนุตฺตรํ ได้แก่ ยานอันประเสริฐ ไม่มียานอื่นเหมือน.
               บทว่า นิยฺยนฺติ ธีรา โลกมฺหา ความว่า ยานนั่นย่อมมีแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ คือคนพวกบัณฑิตย่อมออก คือย่อมไปจากโลก.
               บทว่า อญฺญทตฺถุ ได้แก่ โดยส่วนเดียว.
               บทว่า ชยํ ชยํ ความว่า ชัยชนะอยู่ซึ่งข้าศึกทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.

               จบอรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มัคคสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๔. พราหมณสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 8อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 12อ่านอรรถกถา 19 / 25อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=74&Z=124
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com