ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สัจจสังยุตต์ ธัมมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒
๑. ตถาคตสูตรที่ ๑ [ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร]

               อรรถกถาธรรมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒               
               อรรถกถาปฐมตถาคตสูตร               
               คำว่า กรุงพาราณสี ได้แก่ พระนครที่มีชื่ออย่างนี้.
               คำว่า อิสิปตนมิคทายวัน ได้แก่ ในป่าที่ได้ชื่ออย่างนี้ด้วยอำนาจการตกไปแห่งฤาษีทั้งหลาย. ในอารามกล่าวคือป่าที่ชื่อว่ามิคทาย เพราะให้อภัยแก่เนื้อทั้งหลายด้วยอำนาจการให้อภัย.
               อธิบายว่า ก็ฤาษีทั้งหลายที่เป็นสัพพัญญูเกิดขึ้นแล้วๆ ย่อมตกไป คือนั่งในป่านั้นเพื่อให้ธรรมจักรเป็นไป. แม้ฤาษีผู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายล่วงไป ๗ วันออกจากสมาบัติ ทำกิจมีการล้างหน้าเป็นต้นที่สระอโนดาต มาทางอากาศจากเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ แล้วตกลงไปด้วยอำนาจการหยั่งลงที่ป่านั้น ย่อมประชุมกันทำอุโบสถและอนุอุโบสถ มุ่งไปภูเขาคันธมาทน์บ้าง และเหาะมาจากเขาคันธมาทน์นั้นบ้าง.
               ด้วยคำตามที่กล่าวมาแล้วนี้แล ป่านั้น ท่านจึงเรียกว่า อิสิปตนะ ด้วยการตกและการเหาะขึ้นแห่งฤาษีทั้งหลาย.
               คำว่า อามนฺเตสิ ความว่า บำเพ็ญบารมีตั้งแต่ทำอภินิหารที่ใกล้พระบาทของพระทีปังกรพุทธเจ้า และเสด็จออกผนวชในพระชาติสุดท้ายโดยลำดับ ประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ที่ป่านั้น ทรงทำลายมารและกำลังมาร ปฐมยามทรงระลึกถึงบุพเพนิวาสนุสติญาณได้ มัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ มัชฌิมยามสุดท้ายทรงยังหมื่นโลกธาตุให้กึกก้องหวั่นไหวอยู่ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วทรงให้ล่วงไปเจ็ดวันที่ควงไม้โพธิ์ มีการแสดงธรรมที่ท้าวมหาพรหมอ้อนวอนแล้ว ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ แล้วเสด็จไปเมืองพาราณสีด้วยการสงเคราะห์สัตวโลก ทรงให้พระปัญจวัคคีย์ยินยอมแล้ว ทรงประสงค์จะประกาศธรรมจักร จึงตรัสเรียกมาแล้ว.
               คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดทั้งสองอย่างนี้ ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ส่วนลามกสองเหล่านี้ ก็พร้อมกับการตรัสถึงบทนี้ เสียงกึกก้องแห่งการตรัส เบื้องล่างแต่อเวจี เบื้องบนจดถึงภวัคคพรหม แผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่.
               สมัยนั้นเอง พรหมนับได้ ๑๘ โกฏิมาประชุมกันแล้ว. ดวงอาทิตย์ตกลงทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์เต็มดวงประกอบด้วยหมู่ดาวนักษัตรแห่งเดือนอาฬหะลอยขึ้นไปอยู่ทางทิศตะวันออก. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเริ่มธรรมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดทั้งสองอย่างนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อันบรรพชิต ความว่า ผู้ตัดสังโยชน์แห่งคฤหัสถ์แล้วเข้าถึงการบวช.
               คำว่า ไม่ควรเสพ คือ ไม่พึงใช้สอย.
               คำว่า การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย ความว่า การตามประกอบกามสุขในวัตถุกาม กิเลสกาม.
               คำว่า เป็นของเลว ได้แก่ ลามก.
               คำว่า เป็นของชาวบ้าน คือ เป็นของมีอยู่แห่งชาวบ้านทั้งหลาย.
               คำว่า เป็นของปุถุชน ได้แก่ ที่คนอันธพาลประพฤติเนืองๆ แล้ว.
               คำว่า ไม่ประเสริฐ ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ คือไม่ใช่ของสูงสุด. อีกอย่างหนึ่ง มิใช่พระอริยทั้งหลาย.
               คำว่า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ คือ ประกอบด้วยประโยชน์หามิได้. อธิบายว่า ไม่อาศัยเหตุที่นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้.
               คำว่า การประกอบความลำบากแก่ตน คือ การตามประกอบความลำบากให้ตน. อธิบายว่า ทำทุกข์แก่ตน.
               คำว่า เป็นทุกข์ ได้แก่ นำทุกข์มาให้ด้วยการฆ่าตนมีการนอนหงายบนหนามเป็นต้น.
               พระองค์ทรงทำจักษุคือปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากระทำจักษุ.
               บทที่ ๒ เป็นไวพจน์บทนั้นนั่นเอง.
               คำว่า เพื่อความสงบ คือ เพื่อประโยชน์แก่การสงบกิเลส.
               คำว่า เพื่อความรู้ยิ่ง คือ เพื่อประโยชน์แก่การรู้ยิ่งซึ่งสัจจะทั้ง ๔.
               คำว่า เพื่อความตรัสรู้ ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้สัจจะ ๔ เหล่านั้นนั่นเอง.
               คำว่า เพื่อนิพพาน ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.
               ในบทนี้ คำใดที่เหลือเป็นของพึงกล่าวไว้ คำนั้น ท่านกล่าวไว้ในบทนั้นในหนหลัง. แม้สัจจกถา ท่านก็ให้พิสดารแล้วในปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรคโดยประการทั้งปวงนั่นแล.
               คำว่า มีวนรอบ ๓ คือ วน ๓ รอบด้วยอำนาจวนรอบ ๓ กล่าวคือสัจญาณ กิจญาณและกตญาณ. ก็ในวนรอบ ๓ นี้ ญาณตามความเป็นจริงในสัจจะ ๔ อย่างนี้ คือ นี้ทุกขอริยสัจจะ นี้ทุกขสมุทัย ชื่อว่าสัจญาณ. ญาณที่เป็นเครื่องรู้กิจที่ควรทำอย่างนี้ว่า ควรกำหนดรู้ ควรละในสัจจะเหล่านั้นเทียว ชื่อว่ากิจญาณ. ญาณเป็นเครื่องรู้ภาวะแห่งกิจนั้นที่ทำแล้วอย่างนี้ว่า กำหนดรู้แล้ว ละได้แล้ว ดังนี้ ชื่อว่ากตญาณ.
               คำว่า มีอาการ ๑๒ ความว่า มีอาการ ๑๒ ด้วยอำนาจอาการสัจจะละ ๓ นั้น.
               คำว่า ญาณทัสสนะ คือ การเห็นกล่าวคือญาณที่เกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจวนรอบ ๓ อย่าง อาการ ๑๒ อย่างเหล่านี้.
               คำว่า ดวงตาเห็นธรรม ได้แก่ มรรค ๓ และผล ๓ ในที่อื่น ชื่อว่าเป็นธรรมจักษุ. ในบทนี้ ได้แก่ ปฐมมรรคทีเดียว.
               คำว่า ธรรมจักร ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดและญาณเป็นเครื่องแสดง.
               ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนโพธิบัลลังก์ ปฏิเวธญาณมีอาการ ๑๒ เกิดขึ้นแล้วในสัจจะ ๔ ก็ดี ประทับนั่งแม้ในป่าอิสิปตนะ เทศนาญาณที่เป็นไปแล้ว เพื่อแสดงสัจจะมีอาการ ๑๒ ก็ดี ชื่อว่าธรรมจักร. ก็ญาณแม้ทั้งสองนั้น ชื่อว่าญาณที่เป็นไปแล้วในพระอุระของพระทศพลนั่นเทียว. ธรรมจักรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศด้วยเทศนานี้ ชื่อว่าทรงให้เป็นไปแล้ว.
               ก็ธรรมจักรนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปตราบจนถึงพระอัญญาโกณฑัญญเถระกับพรหม ๑๘ โกฏิดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และเมื่อธรรมจักรเป็นไปแล้ว จึงชื่อว่าให้เป็นไปแล้ว.
               ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมจักรเป็นไปแล้ว ท่านหมายเอาคำนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภุมมเทวดาทั้งหลายประกาศให้ได้ยินเสียง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุมฺมา ได้แก่ เทวดาผู้ดำรงอยู่บนพื้นดิน.
               คำว่า ประกาศให้ได้ยินเสียง ความว่า เทวดาทั้งหลายให้สาธุการพร้อมกันทีเดียว กล่าวคำเป็นต้นว่า นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า....ดังนี้ ประกาศให้ได้ยินแล้ว.
               คำว่า แสงสว่าง ได้แก่ แสงสว่าง คือพระสัพพัญญุตญาณ.
               จริงอยู่ แสงสว่าง คือพระสัพพัญญุตญาณนั้นไพโรจน์ล่วงเทวานุภาพของพวกเทพ.
               คำว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ความว่า เสียงกึกก้องอย่างโอฬารแห่งพระอุทานนี้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุแล้วตั้งอยู่.

               จบอรรถกถาปฐมตถาคตสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สัจจสังยุตต์ ธัมมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒ ๑. ตถาคตสูตรที่ ๑ [ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร] จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 1663อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 1664อ่านอรรถกถา 19 / 1674อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10037&Z=10104
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :