ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุตต์ อัมพปาลีวรรคที่ ๑
๑. อัมพปาลิสูตร

               สติปัฏฐานสังยุต               
               อัมพปาลีวรรคที่ ๑               
               อรรถกถาอัมพปาลิสูตรที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในอัมพปาลิสูตรที่ ๑ แห่งสติปัฏฐานสังยุต.
               บทว่า อมฺพปาลิวเน ได้แก่ ในสวนมะม่วงอันหญิงผู้เข้าไปอาศัยรูปเลี้ยงชีพ ชื่ออัมพปาลี ปลูกไว้. สวนมะม่วงนั้นจึงได้เป็นสวนของนางอัมพปาลี. นางอัมพปาลีนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส จึงสร้างวิหารไว้ ณ ที่นั้น มอบถวายแด่พระตถาคต.
               บทว่า อมฺพปาลีวเน นี้ ท่านกล่าวหมายถึง วิหารนั้น.
               บทว่า เอกายนฺวายํ ตัดบทเป็น เอกายโน อยํ แปลว่า นี้เป็นทางเดียว.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกายโน แปลว่า ทางเดียว.

                         ทางมีชื่อมากว่า มรรค ปันถะ ปถะ ปัชชะ อัญชสะ
                         วฏุมะ อายนะ นาวา อุตตรเสตุ กุลละ ภิสิสังกมะ ดังนี้
๑-
____________________________
๑- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๕๖๘

               ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงทางนี้นั้น โดยชื่อ อยนะ. เพราะฉะนั้น ในบทว่า เอกายนฺวายํ ภิกฺขเว มคฺโค พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว ไม่เป็นทางสองแพร่ง.
               บทว่า มคฺโค ชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถอะไร.
               ด้วยอรรถเป็นเครื่องแสวงหานิพพาน และด้วยอรรถอันผู้มีความต้องการนิพพาน พึงแสวงหา.
               บทว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ด้วยมลทินมีราคะเป็นต้นและด้วยอุปกิเลสมีอภิชฌาวิสมโลภะเป็นต้น.
               บทว่า โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ความว่า เพื่อก้าวล่วงคือเพื่อละความโศกและความพร่ำเพ้อ.
               บทว่า ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ความว่า เพื่อความสิ้นไป คือเพื่อความดับแห่งทุกข์และโทมนัสทั้งสองเหล่านี้ คือทุกข์อันเป็นไปทางกายและโทมนัสอันเป็นไปทางจิต.
               บทว่า ญายสฺส อธิคมาย ความว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านเรียกว่า ญาย. ท่านอธิบายว่า เพื่อบรรลุ คือเพื่อถึงอริยมรรคนั้น.
               จริงอยู่ มรรคคือสติปัฏฐานอันเป็นโลกิยะ เป็นส่วนเบื้องต้นนี้อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุถึงโลกุตรมรรค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ญายสฺส อธิคมาย ดังนี้.
               บทว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ท่านอธิบายว่า เพื่อทำให้แจ้ง คือเพื่อให้ประจักษ์แก่ตนแห่งอมตธรรมอันได้ชื่อว่านิพพาน เพราะเว้นจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหา.
               จริงอยู่ มรรคนี้ยังสัจฉิกิริยาให้สำเร็จ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ดังนี้. ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคุณของเอกายนมรรคด้วยบท ๗ บท.
               หากถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคุณของเอกายนมรรคนั้น.
               ตอบว่า เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเกิดอุตสาหะ.
               จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้นครั้นฟังการกล่าวถึงคุณแล้วเกิดความอุตสาหะว่า
               นัยว่า มรรคนี้ย่อมกำจัดอุปัทวะ ๔ คือ
                         ความโศกอันเผาหัวใจ ๑
                         ปริเทวะอันเป็นความพร่ำเพ้อ ๑
                         ทุกข์อันเป็นความไม่สำราญทางกาย ๑
                         โทมนัสอันเป็นความไม่สำราญทางใจ ๑.
               ย่อมนำซึ่งคุณวิเศษ ๓ คือ
                         ความบริสุทธิ์ ๑
                         อริยมรรค ๑
                         นิพพาน ๑
               จักสำคัญเทศนานี้ ควรถือเอาควรเรียน ควรทรงไว้ และมรรคนี้ควรทำให้เกิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคุณเพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดอุตสาหะ ดุจพ่อค้าผ้ากัมพลเป็นต้นกล่าวถึงคุณของผ้ากัมพลเป็นต้นฉะนั้น.
               บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต. มีความเท่ากับ เย อิเม.
               บทว่า จตฺตาโร ได้แก่ กำหนดจำนวน. ด้วยการกำหนดจำนวนนั้น ท่านแสดงกำหนดสติปัฏฐานว่า ไม่ต่ำ ไม่สูงไปจากนี้.
               บทว่า สติปัฏฐานา ได้แก่ สติเป็นที่ตั้ง ๓ คือ สติเป็นโคจรบ้าง ความที่ศาสดาล่วงปฏิฆะและตัณหา ในเมื่อสาวกทั้งหลายปฏิบัติสามอย่างบ้าง ตัวสติบ้าง.
               จริงอยู่ สติเป็นโคจร ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐานในพระบาลีมีอาทิว่า๒-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับของสติปัฏฐาน ๔ พวกเธอจงฟัง.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความเกิดของกาย เพราะอาหารเป็นเหตุเกิด กายจึงเกิดดังนี้.
               กายเป็นที่ตั้งอย่างนั้นไม่ใช่สติ แม้ในบาลีมีอาทิว่า สติอุปฏฺฐานญฺเจว สติ จ ดังนี้.๓-
____________________________
๒- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๘๑๙  ๓- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๒๗

               มีความว่า ชื่อว่าปัฏฐานะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง.
               ถามว่า อะไรตั้ง. ตอบว่า สติ.
               ความตั้งแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐาน ดุจที่ตั้งแห่งช้างและที่ตั้งแห่งม้าเป็นต้น.
               สติปัฏฐาน ๓ ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐาน เพราะความที่ศาสดาล่วงปฏิฆะและตัณหา ในเมื่อสาวกทั้งหลายปฏิบัติ ๓ ส่วน ในบทนี้ว่า๔-
               พระอริยะย่อมเสพธรรมใด เมื่อเสพธรรมใด ศาสดาย่อมควรเพื่อสั่งสอนคณะ.
____________________________
๔- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๓๓

               มีความว่า ชื่อปัฏฐานะ เพราะควรให้ตั้งไว้. อธิบายว่า เพราะควรให้เป็นไป.
               ควรให้ตั้งไว้ด้วยอะไร. ด้วยสติ. การตั้งไว้ด้วยสติ.
               ชื่อว่าสติปัฏฐาน ก็สตินั้นแล ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐานในบาลีมีอาทิว่า สติปัฏฐาน ๔ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.๕-
____________________________
๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๒๘๗  ม. อุ. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๓๘๑

               มีความว่า ชื่อปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้. อธิบายว่า ย่อมเข้าไปตั้งไว้ คือยึดหน่วงเหนี่ยวไว้เป็นไป. สตินั่นแล ชื่อสติปัฏฐาน.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องระลึกถึง. ชื่อปัฏฐานะ เพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะสติด้วย เป็นที่ตั้งด้วย.
               ท่านประสงค์สติปัฏฐานนี้ ในที่นี้.
               ผิอย่างนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงทำให้เป็นพหูพจน์ว่า สติปัฏฐานา เพราะสติมีอยู่มาก.
               จริงอยู่ สติมีมาก โดยความต่างแห่งอารมณ์.
               เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร บทว่า มคฺโค จึงเป็นเอกพจน์ เพราะมีอย่างเดียว โดยอรรถว่ามรรค.
               จริงอยู่ สติเหล่านั้นแม้มี ๔ อย่างก็ถึงความเป็นอันเดียวกัน โดยอรรถแห่งมรรค.
               ดังที่ท่านกล่าวว่า บทว่า มคฺโค ชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถอย่างไร ด้วยอรรถว่าแสวงหาพระนิพพาน และด้วยอรรถว่าอันผู้มีความต้องการพระนิพพานพึงแสวงหา.
               แม้สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ยังกิจให้สำเร็จในอารมณ์ทั้งหลายมีกายเป็นต้น ในเวลาต่อมาย่อมบรรลุนิพพาน ผู้ต้องการนิพพานทั้งหลายย่อมแสวงหา จำเดิมแต่ต้นด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานแม้ ๔ ท่านเรียกว่าทางเอก.
               เทศนาพร้อมทั้งอนุสนธิย่อมมีโดยการสืบต่อถ้อยคำแห่งสติ ด้วยประการฉะนี้แล.
               บทว่า กตเม จตฺตาโร คือ ถามประสงค์จะให้ตอบ.
               บทว่า กาเย คือ รูปกาย.
               บทว่า กายานุปสฺสี ความว่า ภิกษุผู้มีปกติพิจารณาเห็นกาย หรือว่าพิจารณาเห็นกายอยู่. ก็ภิกษุนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น หาพิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยงไม่ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ หาพิจารณาเห็นโดยความเป็นสุขไม่ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความมิใช่ตน หาพิจารณาเห็นโดยความเป็นตนไม่ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมยินดีหามิได้ ย่อมคลายกำหนัด ย่อมกำหนัดหามิได้ ย่อมดับ ย่อมเกิดขึ้นหามิได้ ย่อมสละคืน ย่อมยึดถือหามิได้.
               พึงทราบว่า ภิกษุนั้น เมื่อพิจารณาเห็นกายนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาเสียได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อพิจารณาเห็นโดยความมิใช่ตน ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดี เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อดับ ย่อมละเหตุเกิดทุกข์ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดมั่นเสียได้ดังนี้.
               บทว่า วิหรติ คือ เคลื่อนไหวอยู่.
               บทว่า อาตาปี ชื่อว่าอาตาปะ เพราะอรรถว่าย่อมเผากิเลสทั้งหลายในภพสาม.
               บทนี้เป็นชื่อของความเพียร ชื่อว่าอาตาปี เพราะอรรถว่ามีความเพียร.
               บทว่า สมฺปชาโน ความว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยญาณกล่าวคือสัมปชัญญะ.
               บทว่า สติมา ความว่า ผู้ประกอบด้วยสติกำหนดที่กาย. ก็เพราะภิกษุนี้กำหนดอารมณ์ด้วยสติแล้ว จึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญา.
               แต่ธรรมดาว่า การพิจารณาเห็น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เว้นสติ.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลเรากล่าวสติว่า จำปรารถนาในที่ทั้งปวง. ฉะนั้น กายานุปัสสนาสติปัฏฐานย่อมเป็นอันตรัสแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ในที่นี้ว่า กาเย กาเยนุปสฺสี วิหรติ เป็นอาทิ.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะความสังเขปเกินไป ย่อมทำอันตรายแก่ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร คือผู้ไม่มีสัมปชัญญะย่อมลุ่มหลงในการกำหนดเอาสิ่งที่เป็นอุบาย และในการหลีกเว้นสิ่งที่มิใช่อุบาย ผู้ลืมสติย่อมไม่สามารถในการสละสิ่งที่มิใช่อุบาย และในการกำหนดเอาสิ่งที่เป็นอุบายได้. ด้วยเหตุนั้น กัมมัฏฐานนั้นจึงไม่ถึงพร้อมแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น กัมมัฏฐานนั้นย่อมถึงพร้อมด้วยอานุภาพแห่งธรรมเหล่าใด พึงทราบว่า ข้อนี้ท่านกล่าวว่า มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ดังนี้ เพื่อแสดงธรรมเหล่านั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และองค์แห่งความเพียรแก่ภิกษุนั้นแล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงองค์แห่งการละ จึงตรัสว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิเนยฺย ความว่า กำจัดแล้วด้วยการกำจัดชั่วคราว หรือด้วยการกำจัดในการข่มไว้.
               บทว่า โลเก คือ ในกายนั้นเท่านั้น.
               ก็กายท่านประสงค์เอาว่า โลก ด้วยอรรถว่าแตกสลายในที่นี้.
               ก็เพราะภิกษุนั้น มิใช่ละอภิชฌาและโทมนัสได้ในเพราะพิจารณาเพียงกายอย่างเดียว แม้ในเวทนาเป็นต้น ก็ละได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า๖- อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็เป็นโลก.
               อนึ่ง ข้อนั้น ท่านกล่าวโดยนัยขยายเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะความที่กายนั้นเนื่องอยู่ในโลก ก็ท่านกล่าวว่า ในข้อนั้น โลกเป็นไฉน โลกนั้นคือกาย.๖- นี้เป็นความหมายในข้อนี้ ผู้ศึกษาพึงเห็นสัมพันธ์อย่างนี้ว่า ละอภิชฌาและโทมนัสในโลกนั้นเสียได้.
____________________________
๖- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๔๐

               ในบทว่า เวทนาสุ นี้ มีเวทนาสาม.
               เวทนาเหล่านั้นเป็นโลกิยะทั้งนั้น แม้จิตก็เป็นโลกิยะ ธรรมทั้งหลายก็อย่างนั้น เหมือนบุคคลพึงพิจารณาเห็นเวทนาโดยประการใด ภิกษุนี้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยประการนั้น พึงทราบว่า เวทนานุปัสสี.
               ในจิตและธรรมทั้งหลายก็มีนัยนี้.
               ถามว่า เวทนา บุคคลพึงพิจารณาเห็นอย่างไร.
               ตอบว่า พึงพิจารณาเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ก่อน ทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร อทุกขมสุขโดยความไม่เที่ยง.
               สมดังที่ตรัสไว้ว่า๗-
                                   ภิกษุใดเห็นสุข โดยความเป็นทุกข์
                         ได้เห็นทุกข์ โดยความเป็นของเสียดแทง
                         ความไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอยู่ ได้เห็นสิ่ง
                         นั้นโดยความไม่เที่ยง ภิกษุนั้นแล ชื่อว่า
                         เห็นชอบ เป็นผู้สงบ จักเที่ยวไป.

               ควรพิจารณาเห็นเวทนาเหล่านั้นทั้งหมดว่า เป็นทุกข์บ้าง.
               ดังที่ตรัสว่า๘- เราเห็นว่า สิ่งที่เสวยแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ในทุกข์.
               และควรพิจารณาเห็นโดยความเป็นสุขและทุกข์บ้าง.
               สมดังที่ท่านกล่าวว่า๙- ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สุขเวทนาแลเป็นสุขเพราะความตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน.
____________________________
๗- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๖๘  ๘- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๙๑  ๙- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๑๑

               ทั้งหมดควรให้พิสดาร.
               ก็และควรพิจารณา แม้ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. ควรพิจารณาตามซึ่งจิต แม้ในธรรมว่า ด้วยจิตด้วยสามารถแห่งประเภทอันเป็นความต่างกัน มีอารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย ภูมิ กรรม วิบากและกิริยาจิตเป็นต้น และประเภทแห่งจิตมีราคะเป็นต้น อันเป็นอนุปัสสนา มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นก่อน.
               ควรพิจารณาเห็นธรรม ด้วยสามารถแห่งสามัญญลักษณะพร้อมด้วยลักษณะแห่งสุญญตธรรม แห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น และแห่งประเภทมีอาทิว่า กามฉันทะ มีอยู่ในภายใน ดังนี้.
               ที่เหลือมีนัยกล่าวไว้แล้ว.
               นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. แต่พึงทราบความพิสดารโดยนัยที่กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาสติปัฏฐาน ทีฆนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์.

               จบอรรถกถาอัมพปาลิสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุตต์ อัมพปาลีวรรคที่ ๑ ๑. อัมพปาลิสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 672อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 678อ่านอรรถกถา 19 / 682อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=3859&Z=3881
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :