ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุตต์ อัมพปาลีวรรคที่ ๑
๙. คิลานสูตร

               อรรถกถาคิลานสูตรที่ ๙               
               พึงทราบวินิจฉัยในคิลานสูตรที่ ๙.
               บทว่า เวลุวคามเก ความว่า มีปารคามอยู่แห่งหนึ่งมีชื่ออย่างนี้ ใกล้กรุงเวสาลี. ณ ปารคามนั้น.
               ในบทว่า ยถามิตฺตํ เป็นต้น ได้แก่ มิตรทั้งหลาย.
               บทว่า สนฺทิฏฐํ ความว่า เพื่อนแรกพบร่วมกันในที่นั้นๆ จัดเป็นมิตรที่ไม่มั่นคงนัก.
               บทว่า สมฺภตฺตํ ความว่า เพื่อนคบกันดี มีความเยื่อใย จัดเป็นมิตรมั่นคง. อธิบายว่า พวกเธอทั้งหลายจงเข้าจำพรรษา ในที่มีภิกษุทั้งหลายเห็นปานนั้นอยู่เถิด.
               ถามว่า ตรัสอย่างนี้ เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพื่อยู่ผาสุกของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
               ได้ยินว่า ในเวฬุวคาม เสนาสนะไม่พอสำหรับภิกษุเหล่านั้น ทั้งภิกษาก็น้อย แต่โดยรอบกรุงเวสาลี มีเสนาสนะมาก ทั้งภิกษาก็หาได้ง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงปล่อยไปว่า เธอทั้งหลายจงไปตามสบายเถิด.
               ตอบว่า เพื่ออนุเคราะห์ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
               ได้ยินว่า พระองค์ได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า เราดำรงอยู่เพียงกึ่งเดือนจักปรินิพพาน. ถ้าภิกษุทั้งหลายจักไปไกลเรา เธอทั้งหลายจักไม่อาจเห็นเรา ในเวลาปรินิพพาน.
               ครั้งนั้น พวกเธอพึงมีความเดือดร้อนว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไม่ได้ประทานแม้เพียงสติแก่เราทั้งหลาย ถ้าเราทั้งหลายพึงรู้ ก็ไม่พึงอยู่ไกลอย่างนี้. แต่เมื่อเธอทั้งหลายอยู่รอบกรุงเวสาลี จักมาฟังธรรมเดือนละ ๘ ครั้ง จักได้โอวาทของสุคต ดังนี้ จึงไม่ทรงปล่อย.
               บทว่า ขโร ได้แก่ กล้าแข็ง. บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคที่เป็นวิสภาคะ.
               บทว่า พาฬฺ หา แปลว่า มีกำลัง.
               บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่ สามารถจะให้ถึงตาย คือใกล้ตายได้.
               บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ ความว่า ทรงดำรงพระสติไว้ดี กำหนดด้วยญาณทรงอดกลั้น.
               บทว่า อวิหญฺญมาโน ความว่า ไม่ทรงกระสับกระส่ายไปตามอำนาจเวทนา คือทรงอดกลั้นไว้ไม่ให้ถูกเวทนาเบียดเบียน และไม่ให้เกิดทุกข์.
               บทว่า อนามนฺเตตฺวา คือ ไม่บอกภิกษุให้รู้ และไม่เผดียงภิกษุสงฆ์ให้รู้. ท่านอธิบายว่า ไม่ประทานโอวาทานุสาสนี.
               บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรเป็นบุรพภาค และด้วยความเพียรเป็นผลสมาบัติ.
               บทว่า ปฏิปณาเมตฺวา คือ ข่มไว้.
               ในบทว่า ชีวิตสํขารํ นี้ แม้ชีวิตจัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตอันบุคคลปรับปรุง คือต่อชีวิตที่กำลังขาด ดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมคือผลสมาบัติใด แม้ธรรมคือผลสมาบัตินั้น ก็จัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตสังขารนั้น ทรงประสงค์ในที่นี้.
               บทว่า อธิฏฺฐาย ความว่า เราพึงเข้าผลสมาบัติ อันสามารถอธิฏฐานเหตุให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนี้. นี้ความสังเขปในข้อนี้.
               ถามว่า ก็ก่อนแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเข้าผลสมาบัติหรือ.
               ตอบว่า ทรงเข้า.
               แต่สมาบัตินั้นเป็นขณิกสมาบัติ ก็ขณิกสมาบัติย่อมข่มเวทนาได้ ในภายในสมาบัติเท่านั้น พอออกจากสมาบัติแล้ว เวทนาย่อมครอบงำสรีระอีก เหมือนสาหร่ายขาดจากกัน เพราะไม้ขอนตกหรือเพราะหินตก แล้วก็ปกคลุมน้ำอีกฉะนั้น. สมาบัติที่เข้าด้วยอำนาจมหาวิปัสสนา ๑-ทำหมวด ๗ แห่งรูป๑- และหมวด ๗ แห่งอรูป มิให้เป็นกอ มิให้เป็นชัฏใด สมาบัตินั้นย่อมข่มไว้ด้วยดี. เมื่อออกจากสมาบัตินั้นแล้วนาน เวทนาจึงจะเกิดขึ้นได้ เหมือนสาหร่ายที่ใช้ให้คนลงสู่สระโบกขรณีเอามือและเท้าแยกไม่ให้ประชิดกันด้วยดี นานจึงจะปกคลุมน้ำได้ ฉะนั้น.
               ด้วยประการอย่างนี้ ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูป มิให้เป็นกอ มิให้เป็นชัฏ เหมือนแรกตั้งวิปัสสนาใหม่ๆ ณ มหาโพธิบัลลังก์ ไหลไปด้วยอาการ ๑๔ ทรงข่มเวทนาด้วยมหาวิปัสสนา ทรงเข้าสมาบัติด้วยทรงดำริว่า ตลอด ๑๐ เดือน เวทนาอย่าเกิดขึ้นเลย ดังนี้. เวทนาอันสมาบัติข่มไว้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ตลอด ๑๐ เดือน.
____________________________
๑- ดูในวิสุทธิมรรคบาลีภาค ๓ ตอนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

               บทว่า คิลานา วุฏฺฐิโต ได้แก่ ประชวรแล้ว หายประชวรอีก.
               บทว่า มธุรกชาโต วิย ความว่า เกิดความหนัก เกิดความกระด้าง เหมือนถูกคนเงื้อหลาวขึ้นให้สะดุ้ง.
               บทว่า น ปกฺขายนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่ประกาศ คือย่อมไม่ปรากฏ เพราะเหตุต่างๆ.
               บทว่า ธมฺมาปิ มํ นปฺปฏิภนฺติ ท่านแสดงว่า สติปัฏฐานธรรมย่อมไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์. ส่วนธรรมที่เป็นแบบอย่าง เป็นความคล่องแคล่วด้วยดีของพระเถระ.
               บทว่า น อุทาหรติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ประทานปัจฉิมโอวาท ท่านพระอานนท์กล่าวหมายถึงข้อนั้น.
               บทว่า อนนฺตรํ อพาหิรํ ความว่า ก็ภิกษุเมื่อไม่ทำธรรมทั้งสองด้วยอำนาจธรรม หรือด้วยอำนาจบุคคล คิดว่า เราจักไม่แสดงธรรมประมาณเท่านี้ ชื่อว่ากระทำธรรมให้มีในภายใน.
               เมื่อคิดว่าจักแสดงธรรมประมาณเท่านี้แก่คนอื่น ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายนอก. แต่เมื่อคิดว่าจักแสดงแก่บุคคลอื่น ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายใน. เมื่อคิดว่าจักไม่แสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายนอก. อธิบายว่า เราไม่ทำอย่างนี้แสดงธรรม.
               บทว่า อาจริยมุฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่ากำมืออาจารย์ย่อมมีสำหรับพวกคนภายนอก. ในเวลาหนุ่ม ท่านไม่กล่าวแก่ใคร. ในปัจฉิมกาล เมื่อนอนบนเตียงเป็นที่ตาย จึงกล่าวแก่อันเตวาสิกผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ. ท่านแสดงว่า พระตถาคตไม่มีคำอะไรที่จะกำมือเก็บไว้อย่างนี้ว่า เราจักกล่าวคำนี้ ในเวลาแก่ ในเวลาครั้งสุดท้าย ดังนี้.
               บทว่า อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ความว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์หรือ.
               บทว่า มมุทฺเทสิโก ความว่า หรือว่า เราชื่อว่า มมุทเทสิกะ เพราะวิเคราะห์ว่ามีความเชิดชู ด้วยอรรถว่าอันภิกษุสงฆ์พึงเชิดชู ขอภิกษุสงฆ์จงหวังเรา เฉพาะเราเท่านั้น จะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม อย่าล่วงเราไป. อธิบายว่า ก็หรือว่าแก่คนใดคนหนึ่ง.
               บทว่า น เอวํ โหติ ความว่า ตถาคตย่อมไม่มีอย่างนี้ เพราะอิสสาและมัจฉริยะทั้งหลาย หมดสิ้นแล้ว ณ โพธิบัลลังก์นั่นแล.
               บทว่า ส กึ แปลว่า นั้นอะไร.
               บทว่า อสีติโก ความว่า วัย ๘๐ ปี. คำนี้ ตรัสเพื่อทรงแสดงถึงวัยที่ผ่านมาตามลำดับถึงปัจฉิมวัย.
               บทว่า เวฬุมิสฺสเกน ความว่า เพราะซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่อันปรับปรุงด้วยเครื่องผูกที่ทูบ และที่ล้อเป็นต้น.
               บทว่า มญฺเญ ยาเปติ ท่านแสดงว่า การก้าวไปด้วยอิริยาบถ ๔ ย่อมมีแก่ตถาคต เพราะผูกด้วยพระอรหัตผล เหมือนเกวียนเก่ายังเป็นไปได้ เพราะซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ฉะนั้น.
               บัดนี้ เมื่อพระองค์ทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ยสฺมึ อานนฺท สมเย ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ รูปนิมิตเป็นต้น.
               บทว่า เอกจฺจานํ เวทนานํ ได้แก่ โลกิยเวทนา.
               บทว่า ตสฺมาติหานนฺท ท่านแสดงว่า เพราะความผาสุกย่อมมีได้ ด้วยผลสมาบัติวิหารนี้. ฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายจงอยู่อย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ความอยู่ผาสุกนั้นเถิด.
               บทว่า อตฺตทีปา ความว่า เธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะคือเป็นที่พึ่งอยู่เถิด เหมือนคนอยู่ในมหาสมุทร ทำเกาะอาศัยอยู่ฉะนั้น.
               บทว่า อตฺตสรณา ความว่า เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นคติ อย่ามีคนอื่นเป็นคติเลย. แม้ในบทมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ก็นัยนี้นั่นแล. ก็โลกุตรธรรม ๙ อย่าง พึงทราบว่า ธรรมในบทนี้.
               บทว่า ตมตคฺเคเม เต ตัดบทเป็น ตมอคฺเค ต อักษร ในท่ามกลางท่านกล่าวด้วยสามารถการเชื่อมบท. มีอธิบายว่า ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่าตมตัคคา เพราะอรรถว่ามีความมืดเป็นเลิศ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอด คือพระอรหัตว่า
               ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นของเราตัดกระแสแห่งความมืดได้ทั้งหมดอย่างนี้แล้ว จักเป็นผู้เลิศคือส่วนสูงสุด เกินเปรียบคือจักเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา และภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ จักเป็นผู้เลิศ ดังนี้.

               จบอรรถกถาคิลานสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุตต์ อัมพปาลีวรรคที่ ๑ ๙. คิลานสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 704อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 708อ่านอรรถกถา 19 / 714อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=4092&Z=4135
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :