ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๑

หน้าต่างที่ ๙ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๙               
               ประวัติพระปุณณมันตานีบุตรเถระ               
               พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้
               คำว่า ปุณณมันตานีบุตร คือพระเถระชื่อว่า ปุณณะ โดยชื่อ แต่ท่านเป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณี (จึงชื่อว่า ปุณณมันตานีบุตร)
               ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
               ได้ยินว่า ก่อนที่พระทศพลพระนามว่าปทุมุตตระทรงอุบัติ ท่านปุณณะบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงหงสวดี ในวันขนานนามท่าน พวกญาติขนานนามว่าโคตมะ.
               ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท เป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์ทั้งปวง มีมาณพ ๕๐๐ เป็นบริวารเที่ยวไป จึงพิจารณาไตรเพทดูก็ไม่เห็นโมกขธรรมเครื่องพ้น คิดว่า ธรรมดาไตรเพทนี้เหมือนต้นกล้วย ข้างนอกเกลี้ยงเกลา ข้างในหาสาระมิได้ การถือไตรเพทนี้เที่ยวไป ก็เหมือนบริโภคแกลบ เราจะต้องการอะไรด้วยศิลปะนี้ จึงออกบวชเป็นฤาษี ทำพรหมวิหารให้บังเกิด เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมก็จักเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ จึงพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ ไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษีแล้ว
               ท่านมีชฏิล ๑๘,๐๐๐ เป็นบริวาร ท่านทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วบอกกสิณบริกรรมแก่ชฏิลเหล่านั้นด้วย. ชฏิลเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บำเพ็ญจนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ทุกรูป.
               เมื่อกาลเป็นเวลานานไกลล่วงไป ในเวลาที่โคตมดาบสนั้นเป็นคนแก่ พระปทุมุตตระทศพลก็ทรงบรรลุปรมาภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร ทรงอาศัยกรุงหงสวดีประทับอยู่.
               วันหนึ่ง พระทศพลนั้นทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอรหัตตูปนิสัยของบริษัทโคตมดาบส และความปรารถนาของโคตมดาบส (ที่ปรารถนาว่า ขอเราพึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะทรงบังเกิดในกาลภายหน้าเถิด) จึงชำระเสรีระแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จไปโดยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก ในเมื่ออันเตวาสิกของโคตมดาบสไปเพื่อแสวงหาผลหมากรากไม้ในป่า ไปประทับยืนที่ประตูบรรณศาลาของโคตมดาบส.
               ฝ่ายโคตมดาบสแม้ไม่ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว เห็นพระทศพลมาแต่ไกลเทียวก็ทราบได้ว่า บุรุษผู้นี้ปรากฏ น่าจะเป็นคนพ้นโลกแล้ว เหมือนความสำเร็จแห่งสรีระของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยจักกลักษณะ หากครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ หากออกบวชก็จักเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว ดังนี้ จึงถวายอภิวาทพระทศพล โดยการพบครั้งแรกเท่านั้น ทูลว่า
               ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดมาประทับทางนี้ ปูลาดอาสนะถวายแล้ว
               พระตถาคตประทับนั่งแสดงธรรมแก่โคตมดาบส.
               ขณะนั้น พวกชฏิลเหล่านั้นมาด้วยหมายว่า จักให้ผลหมากรากไม้ในป่าที่ประณีตๆ แก่อาจารย์ ส่วนที่เหลือจักบริโภคเอง ดังนี้ เห็นพระทศพลประทับนั่งบนอาสนะสูง แต่อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำ ต่างสนทนากันว่า พวกเราคิดกันว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่ยิ่งกว่าอาจารย์ของเรา แต่บัดนี้ปรากฏว่า บุรุษนี้ผู้เดียวให้อาจารย์ของเรานั่งบนอาสนะต่ำ ตนเองนั่งบนอาสนะสูง มนุษย์นี้ทีจะเป็นใหญ่หนอ ดังนี้ ต่างถือตระกร้าพากันมา.
               โคตมดาบสเกรงว่า ชฎิลเหล่านี้จะพึงไหว้เราในสำนักพระทศพล จึงกล่าวว่า พ่อทั้งหลายอย่าไหว้เรา บุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลกเป็นผู้ควรที่ท่านทุกคนพึงไหว้ได้ ท่านทั้งหลายจงไหว้บุรุษผู้นี้.
               ดาบสทั้งหลายคิดว่า อาจารย์ไม่รู้คงไม่พูด จึงถวายบังคมพระบาทแห่งพระตถาคตเจ้าหมดทุกองค์. โคตมดาบสกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราไม่มีโภชนะอย่างอื่นที่สมควรถวายแด่พระทศพล เราจักถวายผลหมากรากไม้ในป่านี้ จึงเลือกผลาผลที่ประณีตๆ บรรจงวางไว้ในบาตรของพระพุทธเจ้า ถวายแล้ว. พระศาสดาเสวยผลหมากรากไม้ในป่าแล้ว ต่อจากนั้น แม้ดาบสเองกับอันเตวาสิกจึงฉัน.
               พระศาสดาเสวยเสร็จแล้วทรงพระดำริว่า พระอัครสาวกทั้ง ๒ จงพาภิกษุแสนรูปมา ในขณะนั้น พระมหาวิมลเถระอัครสาวกรำลึกว่า พระศาสดาเสด็จไปที่ไหนหนอ ก็ทราบว่า พระศาสดาทรงประสงค์ให้เราไปจึงพาภิกษุแสนรูปไปเฝ้าถวายบังคมอยู่.
               พระดาบสกล่าวกะอันเตวาสิกว่า พ่อทั้งหลาย พวกเราไม่มีสักการะอื่น (ทั้ง) ภิกษุสงฆ์ก็ยืนอยู่ลำบาก เราจักปูลาดบุปผาสนะถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เจ้าเป็นประธาน ท่านทั้งหลายจงไปนำเอาดอกไม้ที่เกิดทั้งบนบกทั้งในน้ำมาเถิด.
               ในทันใดนั้นเอง ดาบสเหล่านั้นจึงนำเอาดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขาด้วยอิทธิฤทธิ์ ปูลาดอาสนะทั้งหลายโดยนัยที่กล่าวไว้ในเรื่องของพระสารีบุตรเถระนั่นแล.
               การเข้านิโรธสมาบัติก็ดี การกั้นฉัตรก็ดี ทุกเรื่องพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
               ในวันที่ ๗ พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงเห็นดาบสทั้งหลายยืนล้อมอยู่ จึงตรัสเรียกพระสาวกผู้บรรลุเอตทัคคะในความเป็นพระธรรมกถึกตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุ หมู่ฤาษีนี้ได้กระทำสักการะใหญ่ เธอจงกระทำอนุโมทนาบุปผาสนะแก่หมู่ฤาษีเหล่านี้.
               ภิกษุนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วพิจารณาพระไตรปิฎกกระทำอนุโมทนา เวลาจบเทศนาของภิกษุนั้น พระศาสดาทรงเปล่งพระสุระเสียงดุจเสียงพรหมแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง.
               เมื่อจบเทศนา (เว้น) โคตมดาบสเสีย ชฏิล ๑๘,๐๐๐ รูปที่เหลือได้บรรลุพระอรหัต. ส่วนโคตมดาบสไม่อาจทำการแทงตลอดโดยอัตภาพนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุผู้ที่แสดงธรรมก่อนนี้ ชื่อว่าอย่างไรในศาสนาของพระองค์.
               พ. ตรัสว่า โคตมดาบส ภิกษุนี้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของเรา.
               โคตมดาบสหมอบแทบบาทมูล กระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งบุญกุศลที่ข้าพระองค์ทำมา ๗ วันนี้ ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนดังภิกษุรูปนี้.
               พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล ก็ทรงทราบว่า ความปรารถนาของโคตมดาบสนั้นสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระองค์ แล้วตรัสกะดาบสผู้บรรลุพระอรหัตว่า เอถ ภิกฺโว จงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ ดาบสทุกรูปมีผมและหนวดอันตรธานไป ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับพระเถระ ๑๐๐ พรรษา.
               พระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จกลับพระวิหาร.
               ฝ่ายโคตมดาบสก็บำรุงพระตถาคตจนตลอดชีวิต บำเพ็ญแต่กัลยาณกรรมตามกำลัง เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแสนกัป
               ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึงมาเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ ไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานนามของท่าน พวกญาติขนานนามท่านว่า ปุณณมาณพ.
               ครั้งเมื่อพระศาสดาทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จดำเนินมาโดยลำดับ เข้าอาศัยอยู่ยังกรุงราชคฤห์
               พระอัญญาโกณฑัญญเถระมายังกรุงกบิลพัสดุ์ ให้ปุณณมาณพหลานชายของตนบวชแล้ว รุ่งขึ้นจึงมาเฝ้าพระทศพล ถวายบังคมแล้วก็ทูลลาไปยังฉัททันตสระ เพื่อพักผ่อนกลางวัน.
               ฝ่ายพระปุณณมันตานีบุตรมาเฝ้าพระทศพลพร้อมกับพระอัญญาโกณฑัญญเถระผู้ลุง คิดว่า เราจักทำกิจแห่งบรรพชิตของเราให้ถึงที่สุดแล้ว จึงจักไปเฝ้าพระทศพล ดังนี้ จึงถูกละไว้ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง กระทำโยนิโสมนสิการกรรมฐาน ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตมีกุลบุตรออกบวชในสำนักของท่านถึง ๕๐๐ รูป
               พระเถระเองได้กถาวัตถุ ๑๐ จึงสอนแม้แก่บรรพชิตเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ บรรพชิตเหล่านั้นดำรงอยู่ในโอวาทของท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตทุกรูปเทียว. ภิกษุเหล่านั้นรู้ว่า กิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กิจของพวกกระผมและผู้ได้มหากถาวัตถุ ๑๐ ถึงที่สุดแล้ว เป็นสมัยที่พวกกระผมจะเฝ้าพระทศพล.
               พระเถระฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า พระศาสดาทรงทราบว่า เราได้กถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราแสดงธรรมก็แสดงไม่พ้นกถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราไปภิกษุทั้งหมดนี้ก็จะแวดล้อมไป ก็การไปด้วยคลุกคลีด้วยหมู่คณะอย่างนี้เข้าเฝ้าพระทศพลของเราก็ไม่ควร ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าก่อน ดังนี้ จึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงเดินล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคต และจงกราบพระบาทของพระองค์ตามคำของเรา แม้เราก็จักไปตามทางที่ท่านไปแล้ว ดังนี้.
               ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปล้วนอยู่ในรัฐที่เป็นชาติภูมิเดียวกับพระทศพล ทั้งหมดเป็นพระขีณาสพ ได้กถาวัตถุ ๑๐ หมดทุกรูป ยินดียิ่งซึ่งโอวาทของอุปัชฌาย์ของตน ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางถึง ๖๐ โยชน์จนถึงพระเชตวันมหาวิหารในกรุงราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระทศพล แล้วพากันนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง
               ก็นี่เป็นอาจิณณวัตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายที่จะทรงชื่นชอบตอบกับอาคันตุกะภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำปฏิสันถารด้วยมธุรวาจากับภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า กจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ พอทนได้หรือภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสถามว่า พวกเธอมาแต่ไหน เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่าจากชาติภูมิ แล้วจึงตรัสถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิกันได้สรรเสริญใครหนอแลอย่างนี้ว่า ตนเองก็ปรารถนาน้อยด้วย สอนภิกษุทั้งหลายเรื่องปรารถนาน้อยด้วย ดังนี้
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านชื่อว่าท่านปุณณมันตานีบุตร พระเจ้าข้า.
               ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำนั้น จึงเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพบพระเถระ.
               ครั้งนั้น พระศาสดาได้เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงสาวัตถี พระปุณณเถระได้ยินว่าพระทศพลเสด็จมากรุงสาวัตถี จึงคิดว่าเราจักเฝ้าพระศาสดา จึงออกเดินไปจนทันเฝ้าพระตถาคตที่ภายในพระคันธกุฎีทีเดียว. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ท่าน พระเถระสดับธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพลแล้วไปยังป่าอันธวันเพื่อหลีกเร้น จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
               แม้พระสารีบุตรเถระทราบว่าท่านมา มองหาทิศทางแล้วเดินไปกำหนดโอกาสเข้าไปยังโคนไม้นั้นแล้วสนทนากับพระเถระ ถามถึงลำดับแห่งวิสุทธิ ๗ แม้พระเถระก็พยากรณ์ที่ท่านถามแล้วถามเล่าถวายท่าน พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน.
               ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกแล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๑
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=628&Z=643
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=2634
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=2634
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :