ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี
วรรคที่ ๒

               อรรถกถาอัฏฐานบาลี               
               อรรถกถาวรรคที่ ๒#-               
____________________________
#- บาลีข้อ ๑๖๓-๑๖๙

               ในบทว่า อปุพฺพํ อจริมํ นี้ กาลก่อนแต่จักรรัตนะปรากฏ ชื่อว่า ปุพฺพํ ก่อน. กาลภายหลังแต่จักรรัตนะนั้นนั่นแลอันตรธาน ชื่อว่า จริมํ ภายหลัง.
               ในคำนั้น จักรรัตนะอันตรธานย่อมมี ๒ ประการ คือพระเจ้าจักรพรรดิสวรรคตหรือทรงผนวช. ก็แต่ว่าการอันตรธานนั้นจะอันตรธานในวันที่ ๗ แต่การสวรรคตหรือแต่การทรงผนวช เบื้องหน้าแต่นั้นไป ไม่ห้ามการปรากฏขึ้นแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระเจ้าจักรพรรดิจึงไม่ทรงอุบัติพร้อมกัน ๒ พระองค์ในจักรวาลเดียวกัน?
               ตอบว่า เพราะจะตัดการวิวาท เพราะไม่น่าอัศจรรย์ และเพราะจักรรัตนะมีอานุภาพมาก. ด้วยเหตุว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ พระองค์ทรงอุบัติขึ้น ความวิวาทก็จะพึงเกิดขึ้นว่า พระราชาของพวกเราเป็นใหญ่ พระราชาของเรา (ต่างหาก) เป็นใหญ่ และจะพึงไม่น่าอัศจรรย์ ด้วยสำคัญว่า เป็นจักรพรรดิในทวีปเดียว เป็นจักรพรรดิในทวีปเดียว.
               อนึ่ง ความมีอานุภาพมากของจักรรัตนะที่สามารถมอบความเป็นใหญ่ให้ในมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารแม้นั้นก็จะเสื่อมไป.
               พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ พระองค์ ไม่อุบัติในจักรวาลเดียวกัน ก็เพราะจะตัดความวิวาท ๑ เพราะไม่น่าอัศจรรย์ ๑ และเพราะจักรรัตนะมีอานุภาพมาก ๑ ด้วยประการฉะนี้.
               ในบทเหล่านี้ว่า ยํ อิตฺถี อรหํ อสฺส สมฺมาสมฺพุทฺโธ ดังนี้ พุทธภาพความเป็นพระพุทธเจ้าที่สามารถให้สัพพัญญูคุณเกิดแล้วรื้อขนสัตว์ออกจากโลกจงพักไว้ก่อน. สตรีแม้เพียงตั้งความปรารถนา ก็ย่อมไม่สำเร็จพร้อม (เป็นพระพุทธเจ้า).
               เหตุเป็นเครื่องตั้งความปรารถนาให้สำเร็จเหล่านี้ คือ
                                   มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ    เหตุ สตฺถารทสฺสนํ
                                   ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ    อธิกาโร จ ฉนฺทตา
                                   อฏฺฐธมฺมสโมธานา        อภินีหาโร สมิชฺฌติ.
                         อภินิหารย่อมสำเร็จเพราะประชุมธรรม ๘ ประการ คือ
                         ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ (บุรุษ) ๑
                         เหตุ (คืออุปนิสัยอันเป็นเหตุสร้างกุศลมาก) ๑ การได้
                         พบพระศาสดา ๑ การได้บรรพชา ๑ ความถึงพร้อม
                         ด้วยคุณ (มีญานสมาบัติเป็นต้น) ๑ อธิการ (คือบุญญา
                         ภิสมภารอันยิ่งเช่นบำเพ็ญปัญจมหาบริจาค) ๑ ความ
                         เป็นผู้มีฉันทะ (ในพระโพธิญาณ) ๑.

               สตรีไม่สามารถทำแม้ปณิธาน คือการตั้งความปรารถนาดังกล่าวมานี้ ให้สำเร็จได้ พุทธภาพความเป็นพระพุทธเจ้าจะมีได้แต่ไหน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สตรีเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส.
               การสั่งสมบุญอันบริบูรณ์โดยอาการทั้งปวงเท่านั้น ย่อมทำอัตภาพอันสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงให้บังเกิด เพราะเหตุนั้น บุรุษจึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้.
               แม้ในบทที่ว่า น อิตฺถี ราชา อสฺส จกฺกวตฺติ ดังนี้เป็นต้นมีอธิบายว่า
               เพราะเหตุที่ลักษณะทั้งหลายของสตรีไม่ครบถ้วน เพราะสตรีไม่มีของลับอันเป็นวัตถุที่ตั้งอยู่ในฝัก รัตนะ ๗ ประการก็ไม่ถึงพร้อม เพราะไม่มีอิตถีรัตนะ ทั้งอัตภาพอันยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งปวงก็ไม่มี ฉะนั้น จึงตรัสว่า ข้อที่สตรีจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ดังนี้.
               อนึ่ง เพราะเหตุที่ฐานะทั้ง ๓ มีความเป็นท้าวสักกะเป็นต้นเป็นฐานะสูงส่ง ส่วนเพศสตรีเป็นเพศต่ำ ฉะนั้น สตรีนั้นจึงเป็นท้าวสักกะเป็นต้น ไม่สำเร็จเด็ดขาด.
               ถามว่า แม้เพศบุรุษก็ไม่มีในพรหมโลก เหมือนเพศสตรีมิใช่หรือ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า ข้อที่บุรุษพึงครอบครองความเป็นพรหมนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้.
               ตอบว่า ไม่ควรกล่าวหามิได้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะบุรุษในโลกนี้บังเกิดในพรหมโลกนั้นได้.
               ก็ในบทว่า พฺรหฺมตฺตํ ท่านหมายเอาความเป็นท้าวมหาพรหม.
               อนึ่ง สตรีบำเพ็ญฌานในโลกนี้ กระทำกาละ (ตาย) ไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพวกพรหมปาริสัชชา (พรหมที่เป็นบริษัท) ไม่เข้าถึงความเป็นท้าวมหาพรหม ส่วนบุรษไม่พึงกล่าวว่าไม่เกิดในพรหมโลกนั้น. อนึ่ง ในพรหมโลกนั้น แม้เพศทั้งสองจะไม่มี พรหมทั้งหลายก็มีสัณฐานทรวดทรงเหมือนบุรุษทั้งนั้น ไม่มีสัณฐานทรวดทรงเหมือนสตรีเลย เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่ตรัสไว้นั้น เป็นอันตรัสไว้ดีแล้วนั่นแล.
               ในบทว่า กายทุจฺจริตสฺส เป็นต้นมีอธิบายว่า
               พืชสะเดาและบวบขม ย่อมไม่ทำผลมีรสหวานให้บังเกิดได้ แต่ทำผลอันมีรสไม่น่าชอบใจไม่มีรสหวานให้บังเกิดอย่างเดียวฉันใด กายทุจริตเป็นต้นย่อมไม่ทำผลอันมีรสอร่อยให้บังเกิด ย่อมทำผลอันไม่อร่อยเท่านั้นให้บังเกิดฉันนั้น.
               พืชอ้อยและพืชข้าวสาลีย่อมให้ผลมีรสหวานอร่อยทั้งนั้นให้บังเกิด ย่อมไม่ทำผลที่ไม่แช่มชื่น ผลเผ็ดร้อนให้บังเกิดฉันใด กายสุจริตเป็นต้นย่อมทำวิบากผลอันอร่อยทั้งนั้นให้บังเกิด ไม่ทำผลที่ไม่อร่อยให้บังเกิดฉันนั้น.
               สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
                         ยาทิสํ วปเต พีชํ         ตาทิสํ ลภเต ผลํ
                         กลฺยาณการี กลฺยานํ    ปาปการี จ ปาปกํ
                         คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
                         คนทำเหตุดี ย่อมได้ผลดี
                         ส่วนคนทำเหตุชั่วย่อมได้ผลชั่ว.
               เพราะฉะนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ กายทุจฺจริตสฺส ดังนี้.
               ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียง ๕ อย่าง คือ
                         ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยการสั่งสม ๑
                         ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยเจตนา ๑
                         ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกรรม ๑
                         ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิบาก ๑
                         ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยความปรากฏ ๑
               ชื่อว่าเป็นผู้มีความพร้อมเพรียง ในบทว่า กายทุจฺจริตสมงฺคี ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียง ๕ อย่างนั้น ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงในขณะสั่งสมกุศลกรรมและอกุศลกรรม ท่านเรียกว่าความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยการสั่งสม.
               ความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยเจตนาก็เหมือนกัน. ก็สัตว์ทั้งหลายยังไม่บรรลุพระอรหัตเพียงใด สัตว์แม้ทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยเจตนา เพราะเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยเจตนาที่สะสมเอาไว้ในกาลก่อนเพียงนั้น นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยเจตนา.
               สัตว์แม้ทั้งปวง ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกรรม เพราะหมายเอากรรมที่ควรแก่วิบากซึ่งได้สะสมเอาไว้ในกาลก่อน ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต นี้ชื่อว่าความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยกรรม.
               ความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยวิบาก พึงทราบเฉพาะในขณะแห่งวิบากเท่านั้น.
               ก็สำหรับเหล่าสัตว์ที่จุติจากภพนั้นๆ ไปเกิดในนรกก่อน นรกย่อมปรากฏโดยอาการปรากฏทั้งหลายมีเปลวไฟและหม้อโลหกุมภีเป็นต้น. สำหรับเหล่าสัตว์ผู้จะต้องถึงความเป็นคัพภไสยกสัตว์ ครรภ์ของมารดาย่อมปรากฏ. สำหรับเหล่าสัตว์ผู้จะเกิดในเทวโลก เทวโลกย่อมปรากฏโดยอาการที่ปรากฏต้นกัลปพฤกษ์และวิมานเป็นต้น อุปบัตินิมิตย่อมปรากฏอย่างนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ ตราบเท่าที่สัตว์เหล่านั้นยังไม่บรรลุพระอรหัต ดังนั้น ความที่สัตว์เหล่านั้นยังไม่พ้นจากความปรากฏแห่งอุปบัตินิมิตนี้ จึงชื่อว่าความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยความปรากฏ
               ความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยความปรากฏนั้นไม่แน่นอน. ส่วนความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงที่เหลือ (๔ ประการ) แน่นอน.
               จริงอยู่ แม้เมื่อนรกปรากฏขึ้นแล้ว เทวโลกก็ปรากฏขึ้นได้ แม้เมื่อเทวโลกปรากฏขึ้นแล้ว นรกก็ปรากฏขึ้นได้ แม้เมื่อมนุษยโลกปรากฏแล้ว เดียรฉานกำเนิดก็ปรากฎได้ และแม้เมื่อเดียรฉานกำเนิดปรากฏแล้ว มนุษยโลกก็ปรากฏขึ้นได้เหมือนกัน.
               ในข้อนั้น มีเรื่องดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง
               ได้ยินว่า มีพระธรรมกถึกรูปหนึ่งชื่อว่าโสณเถระ อยู่ในเขลวิหาร ใกล้เชิงเขาโสณคีรี. บิดาของท่านชื่อว่าสุนขราชิก. พระเถระแม้จะห้ามบิดาก็ไม่สามารถจะให้อยู่ในความสังวรได้ คิดว่า คนผู้ยากไร้อย่าฉิบหายเสียเลย ดังนี้ จึงให้ท่านบิดาบวชในตอนแก่ทั้งที่ไม่อยากบวช. นรกปรากฏแก่ท่านผู้นอนอยู่บนที่นอนสำหรับคนป่วย. พวกสุนัขตัวใหญ่ๆ มาจากเชิงเขาโสณคีรี รุมล้อมทำทีดังจะกัดกิน. ท่านกลัวต่อมรณภัยจึงกล่าวว่า พ่อโสณะ ห้ามที พ่อโสณะ ห้ามที.
               พระโสณะถามว่า ห้ามอะไร ท่านมหาเถระ.
               พระเถระผู้บิดาพูดว่า พ่อไม่เห็นหรือ แล้วบอกเรื่องราวนั้น.
               พระโสณเถระคิดว่า บิดาของคนเช่นเรา จักเกิดในนรกได้อย่างไรเล่า แม้เราก็จักเป็นที่พึ่งของท่าน ดังนี้แล้วจึงสั่งสามเณรทั้งหลายให้นำดอกไม้นานาชนิดมา แล้วทำเครื่องบูชาที่ตั้งกับพื้นและเครื่องบูชาบนแท่น ที่ลานพระเจดีย์และลานโพธิ์ แล้วให้บิดานั่งบนเตียง พูดว่า เครื่องบูชานี้ พระมหาเถระทำเพื่อประโยชน์แก่ท่าน ท่านจงกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เครื่องบรรณาการของคนยากนี้เป็นของข้าพระองค์ ดังนี้ แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำจิตให้เลื่อมใสเถิด.
               พระมหาเถระเห็นเครื่องบูชาแล้วจึงกระทำตามนั้น ทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว ในขณะนั้นเองเทวโลกปรากฏแก่ท่าน สวนนันทวัน สวนจิตรลดาวัน สวนมิสกวันและวิมานทั้งหลายกับทั้งเทพนักฟ้อนรำ ได้เป็นประหนึ่งว่าห้อมล้อมอยู่.
               พระมหาเถระพูดว่า หลีกไป พ่อโสณะ.
               พระโสณะถามว่า นี้เรื่องอะไรกัน พระมหาเถระพูดว่า นั่นมารดาของลูกกำลังมา.
               พระเถระคิดว่าสวรรค์ปรากฏแก่พระมหาเถระแล้ว.
               พึงทราบว่า ความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยการปรากฏ ย่อมไม่แน่นอนด้วยประการอย่างนี้.
               ในความเป็นผู้พร้อมเพรียงเหล่านี้ คำว่า ความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยกายทุจริต ดังนี้เป็นต้น ตรัสไว้ในที่นี้ก็ด้วยอำนาจความพร้อมเพรียงด้วยการสั่งสม เจตนา และกรรม และด้วยอำนาจความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยกายทุจริต.
               ในคำว่า ความเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยกายทุจริตเป็นต้นนั้น ท่านอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในขณะใด เขาสั่งสมเอากรรมไว้ ในขณะนั้นแหละไม่ห้ามสวรรค์สำหรับเขา. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ธรรมดากรรมอันเป็นเครื่องประมวลมา ได้วาระคือคราวให้วิบากบ้าง ไม่ได้บ้าง มีอยู่ ในเรื่องกรรมอันเป็นเครื่องประมวลมานั้นในกาลใด กรรมได้วาระให้วิบากในกาลนั้นเท่านั้น จึงห้ามสวรรค์สำหรับเขา.
               คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาวรรคที่ ๒               
               จบอรรถกถาอัฏฐานบาลี               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๒ จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 153อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 163อ่านอรรถกถา 20 / 169อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=790&Z=812
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :